Skip to content

February 8, 2010

1

อ่านหนังสือยังไงให้ verbal GRE ขึ้นจาก 490 เป็น 690

สอบ GRE เมื่อสองปีทีี่แล้ว ได้verbal 490 วันนี้เพิ่งไปสอบมาได้ 690

จะเตรียมตัวยังไงให้ได้ verbal เยอะๆ

จริงๆ 690 ก็ไม่ได้เยอะไฮโซ แต่ก็ถือว่าพอใช้ได้นะคะ
ตอนก่อนเตรียมตัวแรกๆ ม่อนคิดเอาเองว่า ไปเรียนปริญญาโทที่ฮาร์วาร์ดมาแล้ว เราน่าจะเก่ง verbal ขึ้นบ้างแล้วนะ แต่ปรากฏว่าพอไปลองทำข้อสอบดูก็ไม่เห็นจะทำได้มากกว่า 490 สักเท่าไหร่ ศัพท์ก็ไม่ได้รู้มากขึ้นขนาดนั้น ก็เซ็งเหมือนกันนะ

เลยปรึกษาเพื่อนๆที่ได้ 600 up ว่าทำยังไ เพราะม่อนเป็นคนเกลียดการท่องศัพท์มากๆๆๆถึงมากที่สุด ก็ได้คำตอบว่า ก็ท่องไปเถอะ! สรุปว่า เลี่ยงไม่ได้ ยังไงยังไงก็ต้องท่อง

ม่อนท่องแบบธรรมดาๆมาพักนึง คือ เอาlistของBarron, Kaplan, Princeton มาท่อง ก็ท่องแบบที่เราเคยเรียนมา คือ ดูศัพท์ ดูตัวอย่างประโยค ดูรากศัพท์ หาเทคนิคmnemonicมาช่วยจำมั่ง เช่น มองให้เป็นภาพตลกๆเชื่อมกับความหมาย มันก็ช่วยได้นะ ถ้าเราท่องศัพท์เพื่อขยายฐานคำศัพท์ของเรา แต่มันไม่ได้ช่วยในการทำGREสักเท่าไหร่เลยนะ ม่อนว่า เพราะม่อนท่องแบบนี้มาประมาณเดือนนึงแล้วมันไม่เห็นจะช่วยให้ทำข้อสอบได้คะแนนเยอะขึ้นเท่าไหร่เลย ดีขึ้นตรงที่ว่า เมื่อก่อนเจอข้อสอบแล้วไม่รู้ว่าคำอะไรแปลว่าอะไร แต่คราวนี้เริ่มรู้บ้างแล้ว แต่ก็ยังตอบข้อสอบไม่ได้เหมือนเดิม ช่วงนั้นเครียดมากๆเลยว่าจะทำอย่างไรดี เพราะม่อนจะไปต่อeducationซึ่งverbal สำคัญกว่า quantitative ม่อนเลยต้องเพิ่มverbalให้ได้

เพื่อนแนะนำให้จำศัพท์เป็นคู่ๆ analogy เหมือนที่อยู่ในข้อสอบ คือ ทำข้อสอบเยอะๆแล้วก็จำเอาว่าทำไมตอบข้อนี้ แล้วก็ทำเหมือนกันกับ antonyms คำแนะนำนี้ก็make senseดีนะ ก็เลยทำตาม

ปรากฏว่าได้ผลค่ะ คะแนนที่หัดทำเริ่มเยอะขึ้น ได้ประมาณ 500 กว่าๆ ม่อนก็ปลงแล้วแหละว่าถึงได้ 500กว่าก็โอเคแล้ว แต่พอไปสอบจริง ได้ 690 ค่ะ ดีใจมากๆ

แต่ไม่ใช่ว่า ets เอาข้อสอบเก่ามาวนออกนะคะ ไปสอบจริงไม่เจอข้อสอบเก่าเลยด้วยซ้ำ แต่ว่า การจำเป็นคู่ๆ หรืำอ จำคำตรงข้าม ที่มาจากข้อสอบ ทำให้เราได้คิดก่อนว่า ทำไมมันคู่กัน ทำไมมันถึงตรงข้ามกัน เพราะส่วนมากetsชอบเอาความหมายที่ไม่ค่อยได้เจอมาออกด้วย พอเราได้คิด เราเลยจำได้แม่นขึ้น มันเป็นเช่นนั้นเอง เพราะสมองคนเราจะจำได้ดีขึ้นถ้าได้ใช้สมองหลายๆส่วนในการจำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง คือ แทนที่จะจำแค่ความหมายหรือตัวอย่าง เราได้ใช้สมองด้านความคิด ด้านตรรกะเหตุผลด้วย เลยจำได้ดีขึ้นค่ะ

ส่วน reading comprehension ม่อนเคยลองทำตามที่หนังสือ test prep แนะนำให้อ่านเฉพาะประโยคแรกและสุดท้ายของแต่ละ paragraph แล้วจับใจความสำคัญเอา พอคำถามมาค่อยมาอานเอาตรงที่เฉพาะนั้นอีกรอบ สำหรับม่อนแล้ว วิธีนี้ไม่ได้ผลเลยค่ะ ทำแล้วตอบผิดหมด วิธีนี้อาจจะใช้ได้ผลสำหรับTOEFL เพราะreading passageไม่ซับซ้อนมากนัก ใช้วิธีskimเอาได้ แต่สำหรับGRE แต่ละ passageจะซับซ้อนมาก และคำถามก็จะถามรายละเอียดมากๆๆๆๆ skimแล้วรับรองว่างงแน่นอน ขนาดอ่านทุกบรรทัดยังงงเลยค่ะ สำหรับม่อนเองใช้วิธีอ่านให้เต็มที่ไปเลย ปกติม่อนเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือแบบ skim ม่อนไม่ค่อยชอบใส่ใจรายละเีอียดนัก แต่สำหรับGRE ม่อนลองแล้วว่า อ่านให้ละเอียดหน่อยดีกว่า จะได้เข้าใจ แต่ก็ไม่ได้ต้องทำความเข้าใจทุกรายละเีอียดนะคะ เพราะอย่างนั้นไม่ทันแน่

ข้อสอบ verbal มี 30 ข้อ 30 นาที คนส่วนมากเลยกะเอาคร่าวๆว่า ข้อละหนึ่งนาที ซึ่งก็จริงค่ะ เรื่องเวลาสำคัญมาก ถ้าตั้งใจทำจริงๆทุกข้อ โดยถ้าข้อไหนไม่รู้คำตอบ หรือคำศัพท์ก็นั่งวิเคราะห์เอาเหมือนที่ test prep book ทั่วๆไปบอก แต่สำหรับม่อนแล้ว ม่อนวิเคราะห์แล้วมันก็ไม่ค่อยถูกอ่ะนะ ม่อนเลยเอาเป็นว่า ถ้า analogy กับ antonym ข้อไหนไม่รู้จริงๆ แบบไม่รู้จะคิดอะไร ก็มั่วไปเลย แล้วเอาเวลาไปอ่าน reading ดีกว่า เพราะม่อนลองแล้ว readingถ้าอ่านจริงๆส่วนมากก็จะทำได้ ม่อนเลยกะเอาว่าใช้เวลาประมาณสองเท่าของจำนวนข้อในreading เช่น ถ้ามันมีสี่ข้อของpassageนั้น ก็ใช้เวลาได้อย่างมาก 8-10 นาที ถ้าเราท่องศัพท์ไปเยอะๆ เราก็ตอบ analogy กับ antonym ได้เร็ว เราก็จะมีเวลาอ่าน reading เยอะขึ้นค่ะ ม่อนคิดว่าวิธีนี้ ทำให้ม่อนได้คะแนน verbal มากกว่า

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ม่อนว่ามันก็คงแล้วแต่คนด้วย ไม่อย่างนั้นพวก testprep book คงไม่แนะนำให้วิเคราะห์เอาหรอกค่ะ แต่อยากจะเสนออีกวิธีหนึ่ง เผื่อให้เพื่อนๆได้พิจารณาบ้างค่ะ ม่อนว่าที่สำคัญ คือ เราต้องรู้จุดอ่อนจุดแข็งของตัวเอง ถ้าใครที่วิเคราะห์แล้วมักจะเดาถูก ก็เดาไปค่ะ เืพื่อนม่อนก็สอบได้หกร้อยกว่า แต่เขาไม่เน้น reading เลย คือ อ่านรอบเดียว แ้ล้วก็ตอบๆไป แต่เขาเน้นท่องศัพท์ให้ได้เป๊ะๆ ก็ได้มากกว่าหกร้อยเหมือนกัน แต่ม่อนทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะเป็นคนไม่ชอบท่องศัพท์ อิอิ ชอบอ่านมากกว่าค่ะ

ฉะนั้น ก็ลองดูว่าวิธีไหนเหมาะกับตัวเองมากกว่า แล้วปรับใช้ให้เหมาะกับตัวเอง น่าจะดีที่สุดค่ะ

Create Date : 20 ตุลาคม 2552

Original Post: http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=vinter&month=10-2009&date=20&group=3&gblog=3

Comments

comments