Loading...

A great library is freedom

By |2019-03-09T05:05:37+07:00March 9th, 2019|Categories: Food for Thoughts|Tags: , , |

“Knowledge sets us free, art sets us free. A great library is freedom. And that freedom must not be compromised. It must be available to all who need it, and that’s everyone, when they need it, and that’s always.” -‘The Wave in the Mind’, Ursula Le Guin, p.22- Since I’ve moved to the U.S. and

ใช้obsessionมาช่วยให้เก่งอังกฤษ

By |2019-02-12T11:39:10+07:00May 24th, 2018|Categories: Uncategorized|Tags: , , , , |

คำว่า  obsession (n) นั้นมักจะมีความหมายไปในทางลบ  มักจะหมายถึงการหมกมุ่นเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเกินไป  ทางการแพทย์มีโรค obsessive compulsive disorder หรือที่รู้จักกันว่า OCD ซึ่งก็คือการที่คิดเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเกินไปจนควบคุมความคิดนั้นไม่ได้ ทำให้ส่งผลต่อการกระทำด้วย แต่ถ้าobsession ในขนาดที่พอดีๆ ไม่กระทบต่อด้านอื่นๆของชีวิต (ครูม่อนขอเรียกว่า healthy obsession) ครูม่อนเห็นจากคนที่เรียนภาษาหลายๆคนว่ามันมีประโยชน์เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น ครูม่อนมีเพื่อนที่ชอบละครและดาราไต้หวันมากๆ จนเป็นแรงผลักดันให้เรียนภาษาจีน จนตอนนี้เก่งคล่องไปเลย  อีกคนชอบอาหารฝรั่งเศสมากๆ จนไปเรียนภาษาฝรั่งเศสเพื่อไปเรียนทำอาหารที่ฝรั่งเศส ในงานวิจัยปริญญาเอกของครูม่อนเอง ครูม่อนทำการสัมภาษณ์นักเรียนมอปลายที่เมืองไทยมากกว่า 40 คน  ครูม่อนพบว่าหลายๆคนที่เก่งภาษาอังกฤษนั้นใช้healthy obsession ให้เป็นประโยชน์ เช่น น้องวิวชอบซีรีส์ภาษาอังกฤษเรื่องนึงมากๆ ทำให้สนใจดาราเรื่องนั้นไปด้วย ทำให้ดูซีรีส์หลายๆรอบ หาข้อมูลติดตามซีรีส์เกือบทุกวัน ติดต่อกับแฟนคลับต่างประเทศ ทำให้เก่งทั้งreading, writing   อีกคนคือน้องแก้ว ชอบเรื่องกล้องถ่ายรูปมากๆ ทำให้คอยติดตามกล้องที่ออกมาใหม่ๆ เฝ้าตามอ่าน review หรือดูYouTube แล้วก็มีนักเรียนผู้ชายหลายๆคนที่ติดเกมส์มากๆ เล่นทุกวัน แต่ไม่ได้แค่เล่นอย่างเดียว คืออย่างเล่นเก่งก็เลยต้องไปอ่านหาข้อมูลเพิ่มเติม ตามดูว่าคนต่างประเทศเล่นยังไง เข้าไปคุยไปถามในwebboard ซึ่งก็ใช้ภาษาอังกฤษทั้งหมด

เรียนภาษาเพื่อเข้าสังคม

By |2018-03-02T01:50:12+07:00March 2nd, 2018|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , |

ครูม่อนเคยเขียนเรื่องการตั้งเป้าหมายในการเรียนภาษาอังกฤษมาแล้ว  [ตั้งเป้าหมายอย่างไรให้มีกำลังใจเรียนภาษาอังกฤษ]   วันนี้มีอีกวิธีที่เราสามารถเอามาใช้ช่วยตั้งเป้าหมายได้ คือ social goal ซึ่งก็คือ ตั้งเรียนภาษาอังกฤษเพื่อการเข้าสังคม ซึ่งเป้าหมายแบบนี้ปกติคนเราก็ทำอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับภาษาอังกฤษก็ตาม แต่ครูม่อนต้องการเล่าให้ฟังเพราะว่าบางทีเราไม่เห็นว่าสิ่งที่เราทำอยู่แล้วนั้นมันมีประโยชน์กับการเรียนภาษาอังกฤษนะ หรือบางคนอยากจะทำแต่ไม่มีเวลาหรือคิดว่าไม่มีประโยชน์​ การเรียนภาษาที่สองนั้น เป้าหมายสำคัญก็คือการเข้าสังคม เพราะคนเราวิวัฒนาการมาเพื่อเข้าสังคม เป็นอย่างนั้นมาแต่ไหนแต่ไร มนุษย์เราอยู่รอดมาถึงทุกวันนี้ได้ก็เพราะเราช่วยเหลือกันในสังคม ฉะนั้นเวลาเรามีสังคมที่เรารู้สึกว่าเรา fit in จะทำให้เรามีความสุข แล้วมันเกี่ยวกับการเรียนภาษาอังกฤษยังไง? ถ้าเรามองการเรียนภาษาอังกฤษเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้เราเข้าสังคม มันเป็นการmotivateที่ดีมาก เวลาเราเริ่มเอาภาษาไปใช้ติดต่อสื่อสารกับคนอื่นได้ มันเป็น immediate feedback  ทำให้เราอยากเรียนมากขึ้น ต่างกับเวลาเราเรียนเพื่อสอบ กว่าจะได้ผลสอบก็นาน ไม่ได้ immediate feedback อาจจะทำให้ความอยากเรียนหายไปได้ แต่social goalไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะที่การไปเรียนหรืออยู่ต่างประเทศเท่านั้น อยู่เมืองไทยก็ทำได้ อาจจะเป็นคุยกันเรื่องเพลงฝรั่ง หนังหรือละครฝรั่ง,ออกความเห็นใน online forum ,เล่น online multiplayer game กับเพื่อนๆชาติอื่น เป็นต้น ยกตัวอย่างของครูม่อนเอง ตอนเรียนมอปลาย    ก่อนหน้านั้นครูม่อนไม่ชอบเรียนภาษาอังกฤษเลยไม่ค่อยได้ดูหนังละครฝรั่ง หรือฟังเพลงฝรั่งเท่าไหร่ พอมามอปลาย กลุ่มเพื่อนของครูม่อนชอบฟังเพลง

โตแล้วยังเก่งภาษาได้ไหม

By |2018-02-07T01:40:25+07:00February 7th, 2018|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , |

ทุกๆคนคงเคยได้ยินว่า "เรียนภาษาต้องเรียนตั้งแต่เด็ก"  "เรียนภาษาตอนเด็กง่ายกว่าตอนโต" ถ้าเราโตแล้วเพิ่งมาเรียน ฟังดูแล้วท้อมากเลยนะคะ แต่ถ้าดูจากงานวิจัย มีแค่เรื่องเดียวเท่านั้นที่ต้องเรียนตอนเด็ก คือ pronunciation  ถ้าเรียนpronunciationตอนโต เราจะมีสำเนียง แต่ถ้าเรียนตั้งแต่เด็กจะไม่มี ส่วนเรื่องอื่นๆนั้น ไม่มีงานวิจัยสนับสนุนว่าต้องเรียนตอนเด็กเท่านั้น ไม่ว่าจะเรียนตอนเด็กหรือตอนโตก็ต้องใช้ภาษาเยอะทั้งนั้น เพียงแต่ตอนเป็นเด็กนั้นมันง่ายมากที่จะใช้ภาษาเยอะๆ หลายชั่วโมงต่อวัน ก็ลองคิดดูนะคะ เด็กๆก็ฟังผู้ใหญ่พูดกันทั้งวัน มีพ่อแม่คอยช่วยแก้เวลาพูดผิด แถมไม่รู้สึกว่าต้องพยายามเยอะด้วย มันเป็นธรรมชาติ (ก็ไม่ได้มีงานมีความรับผิดชอบเนอะ มีเวลาเยอะ) แต่ถ้าเรียนตอนโตแล้ว เราอาจจะเรียนในห้องสัก 4-5 คาบต่อสัปดาห์ เรียนพิเศษทำการบ้านอีกสัก 6-7 ชั่วโมง  นับเป็นชั่วโมงที่ได้ใช้ภาษาแล้วมันน้อยมากๆเลยค่ะ ไม่พอที่จะทำให้เราใช้ภาษาได้คล่อง แต่ปกติเราทำแค่นี้ก็รู้สึกว่าเยอะแล้วใช่ไหมคะ เพราะเรามีอย่างอื่นต้องทำอีกเยอะแยะ  แต่ถ้าเราได้มีจำนวนชั่วโมงที่ใช้ภาษาเท่าๆกับเด็กล่ะก็ เราก็เก่งได้เร็วเหมือนกัน แต่การเรียนตอนโตก็มีข้อดี คือ สมองและทักษะทางความคิด (cognitive skills) ของเราพัฒนาแล้ว ทำให้เราสามารถคิดวิเคราะห์ได้ดี วิธีที่เด็กๆเรียนโครงสร้างภาษาคือใช้วิธีฟังเยอะๆใช้เยอะๆแล้วสมองจะจับpatternได้อัตโนมัติ  ถ้าโตแล้วก็สามารถใช้วิธีเดียวกันได้แต่ต้องฟังเยอะๆใช้เยอะๆซึ่งอาจจะยากสำหรับเราที่ไม่ได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ใช้ภาษาอังกฤษตลอดเวลา แต่ผู้ใหญ่มีทางลัดคือ เรียนแล้ววิเคราะห์ได้ เราสามารถทำความเข้าใจหลักภาษาได้ แล้วค่อยมาฝึกให้เป็นอัตโนมัติอีกที จะใช้เวลาน้อยกว่า ฉะนั้นถึงเราโตแล้วก็อย่าท้อค่ะ ยังเก่งภาษาได้ วิธีการเรียนอาจจะต่างจะเด็กๆหน่อย แต่เราเก่งได้เหมือนกันค่ะ

ก้าวข้ามPlateau

By |2018-02-03T01:13:09+07:00February 3rd, 2018|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , |

หลายๆคนคงเคยรู้สึกว่าเรียนภาษาอังกฤษมาก็นานแล้วทำไมยังไม่เก่งสักที ครูม่อนคิดว่า ทุกๆคนเคยมีความรู้สึกแบบนี้ ไม่ว่าตอนนี้จะเก่งหรือไม่เก่งยังไงก็ต้องมีท้อกันทุกคน วันนี้อยากจะเขียนเกี่ยวกับ Learning trajectory ซึ่งก็คือเส้นทางความก้าวหน้า(หรือถอยหลัง)ของการเรียน ในที่นี้เราก็จะหมายถึงเฉพาะการเรียนภาษาอังกฤษ การเรียนรู้ทุกๆอย่าง มีtrajectory ของมัน จะก้าวหน้า อยู่กับที่ หรือถอยหลังก็แล้วแต่เรา  วันนี้จะเน้นถึงเวลาที่เราท้อและรู้สึกว่าtrajectory ของเรามันอยู่กับที่ ไม่ยอมขยับไปไหนสักที ครูม่อนอยากขอเล่าประสบการณ์ของตัวเอง คือ ตอนมอต้นเรียนภาษาอังกฤษไม่เก่งเลย พอมามอปลายเลยตั้งใจเรียนมาก ขยันมากที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้ (คงคล้ายๆกับหลายๆคนที่ช่วงสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นช่วงที่ขยันที่สุด) ตอนนั้นรู้สึกว่าภาษาเราพอได้ล่ะ ไปเที่ยวก็พูดได้ อ่านหนังสือได้ พอเข้าจุฬา เรียนหนักเลยไม่ค่อยได้สนใจหรือตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษเท่าไหร่ ก็ไม่เชิงหยุดใช้ภาษาอังกฤษไปเลยนะคะ ก็ยังดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือภาษาอังกฤษอยู่ แต่ไม่ค่อยได้ตั้งใจเรียนเท่าไหร่ พอเจอคำที่ไม่รู้ก็ข้ามไป ไม่คิดจะสนใจหาว่ามันแปลว่าอะไร ใช้ยังไง ไม่ได้เรียนโครงสร้างประโยคระดับที่สูงขึ้น รู้สึกว่าตอนนั้น hit plateau คือ ไม่ได้ก้าวหน้าไปไหน อยู่กับที่ ภาษาไม่ได้ดีขึ้นหรือแย่ลง เป็นอย่างนั้นอยู่นานมาก หลายปีเลย นานๆทีก็จะพยายามตั้งใจเรียนนะ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าภาษาเราดีขึ้น ก็เซ็งพอสมควรเลย ทำให้ค่อนข้างถอดใจแหละว่าภาษาเรามันคงจะดีได้แค่นี้ หรือไม่ก็ขี้เกียจว่าภาษาเราได้แค่นี้มันก็ดีพอแล้ว ไม่ต้องให้ได้เยอะกว่านี้หรอก กว่าจะมารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนเรียน PhD

อ่านสนุก จำได้แม่น

By |2018-01-31T02:12:31+07:00January 31st, 2018|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , , , |

ครูม่อนเชื่อมากๆว่าการอ่านช่วยให้เราเรียนภาษาอังกฤษได้ดี เพราะนอกจากจะได้เรียนภาษาอังกฤษแล้ว เรายังได้สนุกกับมันด้วย ถ้าอ่านหนังสือดีๆล่ะก็ เราไม่รู้สึกว่ากำลังเรียนภาษาอังกฤษอยู่เลย แต่เราสนุกไปกับเรื่องราวหรือเนื้อหาในหนังสือมากกว่า แต่ครูม่อนมีวิธีเพิ่มเติมที่ช่วยให้อ่านแล้วเรียนภาษาได้เร็วขึ้น วิธีนี้คือการอ่านซ้ำค่ะ อย่าเพิ่งคิดว่าน่าเบื่อนะคะ วิธีนี้คือให้เลือกหนังสือหรือบทความที่เราอ่านแล้วชอบมาอ่านซ้ำอีกรอบ แต่รอบนี้ขณะที่อ่านให้จดvocab, phrases หรือ ประโยคที่เราสนใจจะเรียนไว้ แล้วไปเปิดดิกหรือgoogleดูความหมายและpronunciation อยากให้ลองเปิดกว้างมากกว่าจดแค่คำศัพท์ ให้หัดดูรูปประโยคด้วย และดูว่าใช้ในกรณีไหนบ้าง ลองดูตัวอย่างของครูม่อนนะคะ อันนี้ครูม่อนเพิ่งเริ่มจดต้นเดือนนี้เอง (เพราะว่าไม่ว่าเราจะอยู่ในระดับไหน ก็เรียนรู้ได้เสมอนะคะ)  กดเข้าไปเพื่อดูรูปขนาดเต็มได้ค่ะ อีกอย่างคือ อย่าไปจริงจังมากจนเครียดค่ะ อันนี้ครูม่อนเขียนแค่สิบห้านาทีต่อวันเท่านั้นเอง ไม่ได้รีบร้อนอะไร พอไปอ่านเล่มอื่นๆก็เห็นได้ชัดเลยว่าตัวเองจำคำศัพท์และรูปประโยคได้เร็วจริงๆ เพราะพอไปเจออีกในการอ่านหนังสือเรื่องอื่นๆ มันเป็นการตอกย้ำให้short-term กลายเป็น long-term memories ค่ะ ทำไมการตั้งใจจดคำศัพท์และรูปประโยคถึงทำให้เราสังเกตเห็นคำศัพท์ในหนังสือเล่มอื่นๆ? เป็นเพราะว่าปกติแล้วคนเรามีworking memory จำกัด เพราะฉะนั้นเราจะมี selective attention  คือ เราจะให้ความสนใจเฉพาะสิ่งที่เราคิดว่าสำคัญหรือเป็นสิ่งที่เราตั้งใจมองหาเท่านั้น (ไม่งั้นสมองเราคงแย่นะคะถ้าต้องสนใจทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเรา) มีการทดลองที่มีชื่อเสียงมากในเรื่อง selective attention ลองดูนะคะ การอ่านก็เหมือนกับในการทดลองค่ะ เรามักจะไม่เห็นคำที่เราไม่รู้ ข้ามไปเลย ทำให้เราเสียโอกาสในการเรียนคำนั้น แต่ถ้าเราตั้งใจจดสักครั้งนึง หลังจากนั้นสมองเราจะสังเกตเห็นเวลาที่คำนี้โผล่ขึ้นมาอีก ทำให้เราจำได้มากขึ้นค่ะ

วิธีหาไอเดียเขียนessayส่งอาจารย์

By |2018-01-19T01:35:31+07:00January 19th, 2018|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , |

หลายๆคนที่เคยต้องเขียน essayส่งอาจารย์ คงจะรู้ว่ามันยากแค่ไหนนะคะ โดยเฉพาะถ้าเราต้องหาข้อมูลด้วยเขียนด้วย ตอนครูม่อนเรียนปอโทปอเอกที่อเมริกา ครูม่อนต้องเขียนessayเยอะมากๆ ทำให้รู้ว่าwriting processนั้นเป็นยังไง ซึ่งเป็นสิ่งที่ครูม่อนไม่เคยได้เรียนที่เมืองไทยเลย (เพราะว่าครูม่อนเรียนโปรแกรมไทยตลอด ไม่เคยเรียนอินเตอร์เลย) วันนี้เลยอยากจะมาแบ่งประสบการณ์ที่ต้องเขียนessayที่อเมริกาให้ได้อ่านกัน จะได้ไม่ต้องลำบากแบบครูม่อนนะคะ สิ่งที่สำคัญมากๆในการเขียนคือ prewriting แปลตรงตัวก็คือ การเตรียมตัวก่อนการเขียนนั่นเอง ทำไมเราต้องเตรียมตัวก่อนเขียน? เพราะว่าการเตรียมตัวก่อนเขียนช่วยให้เราได้ไอเดียที่เราจะเขียน ทำให้ไอเดียชัดเจนขึ้น และให้โอกาสเราได้organizeไอเดีย ปกติแล้วเรามักจะเขียนเลย พอได้หัวข้อปุ๊บก็เขียนเลย ไม่ก็หาข้อมูลนิดหน่อยแล้วก็ลงมือเขียน ถ้าเราเขียนเลย เรามักจะสะดุดใช่ไหมคะ เขียนไปบรรทัดนึงแล้วก็ติด ไม่รู้จะเขียนอะไรต่อ วิธีนึงของ prewriting ก็คือ brainstorm นั่นเอง ซึ่งหลายๆคนคงจะรู้จักอยู่แล้ว กฏนึงที่สำคัญมากๆของการbrainstormคือ ต้องไม่censorความคิดหรือไอเดียเลย ไม่ว่ามันจะดูไม่เกี่ยวขนาดไหนก็ตาม  เพราะว่าเวลาเขียน สมองเรามีสองส่วนด้วยกัน คือ writer กับ editor    Writer คือ นักเขียนซึ่งส่วนนี้จะต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์​   ส่วน editor คือ ผู้เรียบเรียงแก้ไข ซึ่งส่วนนี้ต้องใช้วิเคราะห์ว่าส่วนไหนดีส่วนไหนไม่ดี จะตัดอันไหน แก้อันไหน

ความหมายตรงตัวหรือเปรียบเทียบ (Literal or Figurative meaning)

By |2018-01-13T06:17:17+07:00January 13th, 2018|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , |

คำศัพท์คำนึงสามารถมีความหมายได้หลายแบบ วันนี้เรามารู้จักความหมายแบบ  literal (ตรงตัว) กับ figurative (เปรียบเทียบ) กันดีกว่าค่ะ Literal (adj.) แปลว่า มีความหมายตรงตัว Figurative (adj.) แปลว่า มีความหมายแบบเปรียบเทียบหรืออุปมาอุปไมย ตัวอย่าง 1. During the practice trial, the athlete set a new record in the 110-meter hurdle race. ความหมายประโยค: ในระหว่างการซ้อม นักกีฬาได้ทำสถิติใหม่ในกระโดดข้ามรั้วระยะ100เมตร 2. Coming from a very low-income background, he faced many financial hurdles. ความหมายประโยค: เนื่องจากการที่มาจากปูมหลังที่ยากจน เขาต้องเผชิญกับความลำบากทางการเงินมากมาย คำว่า hurdle นั้น เป็นคำนามที่แปลว่ากระโดดข้ามรั้ว