April 2019

เก่งอังกฤษด้วยการตั้งเป้าหมายที่เราเชื่อว่าเราทำได้ (Set achievable goals)

By |2019-04-16T07:10:54+07:00April 16th, 2019|Categories: เทคนิคการเรียน, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , |

การเรียนภาษาอังกฤษนั้นเป็น a long game คือ เป็นสิ่งที่เราทำระยะยาว หวังผลในภายหน้ามากกว่าปัจจุบัน จริงอยู่ที่เราก็เรียนเพื่อให้สอบผ่าน แต่ผลจริงๆมันยังไม่เห็นในระยะสั้น ไม่ใช่วันนี้พรุ่งนี้จะเก่งได้เลย แต่พอเก่งแล้วมันได้ผล(pay off)จริงๆค่ะ ในเมื่อมันเป็นอะไรระยะยาว เราต้องหาวิธีทำให้ตัวเองมีกำลังใจเรียนต่อเนื่อง ไม่ใช่ว่าฟิตเรียนอยู่เดือนนึงแล้วเลิก มันก็ไม่เก่งใช่ไหมคะ? วิธีนึงก็คือ ตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้  (เป้าหมายที่เราเชื่อว่าเราทำได้) หรือ achievable คีย์เวิร์ด คือ เชื่อ นะคะ เช่น ถ้าเราอยากจะอ่านหนังสือภาษาอังกฤษให้ได้ เราจะตั้งเป้าหมายยังไง? ถ้าพื้นฐานเราคือยังไม่เคยอ่านหนังสือภาษาอังกฤษได้ทั้งเล่มเลย เคยอ่านแต่บทควาทที่เรียนในห้องเรียน หรือบนอินเตอร์เนต เราจะตั้งเป้าหมายยังไงไม่ให้หมดกำลังใจ? ถ้าเราตั้งเป้าหมายว่าอาทิตย์นี้จะอ่านให้ได้เล่มนึง  พอสองวันผ่านไปเราอ่านไปยังไม่จบหนึ่งบทเลย เราจะทำยังไงคะ? ก็เลิกอ่าน แน่นอนเลยใช่ไหม  (บางคนอาจจะมีกำลังมากหน่อย ก็อาจจะทำได้มากกว่าหนึ่งอาทิตย์ แต่พอถึงช่วงที่การบ้านเยอะ งานเยอะ เราก็มักจะเลิกอ่าน) เหตุผลหนึ่งที่เราเลิกก็เพราะเป้าหมายมันสูงไป เราไม่เชื่อว่าเราทำได้จริง คือปากก็บอกว่าอยากจะทำให้ได้ แต่ในใจคิดว่าทำไม่ได้หรอก สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ชมตัวเองค่ะ ชมตัวเองเพราะว่าเรายังอยากพัฒนาตัวเอง คนส่วนมากไม่แม้แต่จะคิดนะคะ ถัดมาก็ตั้งเป้าหมายที่เราเชื่อว่าเราทำได้ ในตัวอย่างนี้ก็อาจจะตั้งเป้าหมายว่าอ่านครึ่งหน้าต่อวัน บางคนอาจจะถามว่า

วิธีทำให้สมองอยากฝึกภาษาอังกฤษทุกวัน (โดยไม่ต้องบังคับตัวเอง)

By |2019-04-12T02:52:36+07:00April 11th, 2019|Categories: เทคนิคการเรียน, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , , , , , |

จากวันก่อนที่โพสต์เรื่อง 4 วิธีง่ายๆสร้างนิสัยเรียนภาษาอังกฤษ (คลิกเพื่ออ่าน) วันนี้จะมาคุยกันต่อนะคะ และจะแจกhabit trackerด้วย วิธีนึงในการรักษาแรงจูงใจในการเรียนภาษา คือ ฉลองชัยชนะเล็กๆ (celebrate small wins) เพราะว่าตามวิวัฒนาการเนี่ย สมองคนเรามันพัฒนาไม่ทันสังคมเรา สมัยยุคคนป่าล่าสัตว์เนี่ย คนเราไม่ต้องคิดถึงอนาคตมาก ก็หากินของป่าล่าสัตว์สำหรับวันนี้อาทิตย์นี้ใช่ไหมคะ สมองเราเลยมักจะต้องการความพึงพอใจทันที (immediate gratification) คือ เวลาทำอะไรแล้วได้รางวัลได้ผลเลย เราจะชอบจะอยากทำอีก แต่ปัจจุบันเนี่ยสิ่งที่เราต้องทำส่วนมากมักจะส่งผลระยะยาว ไม่ค่อยให้รางวัลระยะสั้น เช่น ท่องศัพท์หรืออ่านบทความภาษาอังกฤษ มันไม่ได้ให้immediate gratificationอะไร สมองเราก็มักจะบอกว่าไม่ต้องทำอีกหรอก มันไม่เห็นได้อะไรเลย ฉะนั้นถ้าเราอยากจะทำอะไรให้สม่ำเสมอ เราก็ต้องให้รางวัลสมองเราค่ะ รางวัลก็ไม่ต้องยิ่งใหญ่อะไร เช่น ถ้าอ่านหนังสือภาษาอังกฤษหนึ่งหน้าแล้วเราจะเล่นเกมส์ได้ หรือเช็คinstagramได้ อะไรแบบนี้ วิธีนึงที่ครูม่อนใช้อยู่และอยากจะแนะนำก็คือ ใช้แทรกเกอร์ (tracker)ค่ะ ไม่มีอะไรมากแค่ว่าพอเราทำจบแล้ว ก็ติ๊กว่าเราทำแล้ว แค่นั้นแหละค่ะ รางวัลที่เราได้คือ ได้ความพอใจว่าเราทำอะไรสำเร็จแล้ว แค่นี้สมองก็จะเรียนว่า เออ ทำแล้วเราได้ความรู้สึกที่ดี พอเราทำไปเรื่อยๆมันก็จะเป็นนิสัยค่ะ สมองก็จะเชื่อมโยงว่าพอเราทำกิจกรรมนี้แล้ว เราจะรู้สึกดี อีกอย่างคือ

4 วิธีง่ายๆสร้างนิสัยเรียนภาษาอังกฤษ

By |2019-04-16T11:12:00+07:00April 5th, 2019|Categories: Featured, เทคนิคการเรียน, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , , , , |

Motivation หรือ แรงจูงใจ เป็นสิ่งที่แปรปรวนบ่อยยิ่งกว่าอากาศอีก หลายๆคนจึงบอกว่าการขาดmotivationเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เลิกฝึกภาษาอังกฤษ ฉะนั้นเราจะให้motivationเป็นตัวหลักในการฝึกภาษาไม่ได้ ก็มันเชื่อถือไม่ได้อ่ะ เดี๋ยวไปเดี๋ยวมา ถ้ามัวแต่รอmotivationก็ไม่ได้เก่งอังกฤษสักที ตามหลักจิตวิทยาและสมอง เราจะทำยังไงให้เราฝึกต่อไปทั้งๆที่บางวันอยากจะเลิก? คำตอบคือ สร้างนิสัยเรียนภาษาอังกฤษค่ะ   ครูม่อนขอเสนอเทคนิค 4 อย่างที่ครูม่อนใช้เองมาถึงทุกวันนี้ 1. Start small เริ่มจากเล็กๆก่อน เล็กคือเล็กจริงๆ เช่น เรียนศัพท์ใหม่วันละ 1 คำ  อ่านถูกแล้วค่ะ 1 คำเท่านั้น เพราะว่าเราต้องทำอะไรเล็กๆให้ได้ก่อน ถึงจะเลื่อนไปขั้นสูงขึ้นได้ เรียนปีละ 365คำก็ยังดีกว่า 0 คำ จริงไหมคะ 2. Aim at creating a habit  การที่จะเก่งด้านไหนก็ตาม เราต้องทำสิ่งนั้นบ่อยๆ อยากจะเก่งเทนนิสก็ต้องเล่นเทนนิสทุกวัน ไม่ใช่เล่นแค่ช่วงซัมเมอร์  เรียนภาษาก็เหมือนกัน เป้าหมายของเราตอนแรกก็คือใช้ภาษาทุกวัน เช่นการเรียนศัพท์ใหม่วันละหนึ่งคำ ก็เป็นการฝึกให้สมองเรารู้ว่าทุกๆวันเราจะเรียนรู้คำใหม่หนึ่งคำ จริงอยู่ที่ในที่สุดแล้วเราต้องเรียนให้มากกว่าหนึ่งคำ แต่การฝึกนิสัยเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดค่ะ สำคัญกว่าเนื้อหาว่าเราเรียนมากแค่ไหน พวกเราทุกคนก็คงเคยมีประสบการณ์ว่าพอท่องเนื้อหาก่อนสอบ ก็สอบได้

September 2012

เรียนคำศัพท์จากประสบการณ์เรียนนอก-เข้าหอวันแรก (3)

By |2012-09-27T20:46:18+07:00September 27th, 2012|Categories: บทเรียนชีวิตจากฮาร์วาร์ด, เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , |

แล้วจะรู้ได้ไงล่ะว่ากินกันไปแล้วกี่มื้อ ที่นี่สะดวกมาก ก็คือ แต่ละคนจะมี student ID card อยู่แล้ว ID ก็คือ identification ถ้าเป็นกริยาก็คือ identify แปลว่า ระบุว่าเป็นใคร ID card ก็คือบัตรที่ใช้ระบุว่าเราคือใครนั่นเอง ปกติถ้าเราเรียก ID card เฉยๆก็มักจะหมายถึงบัตรประชาชน แต่ถ้าเป็นของมหาวิทยาลัย มักจะใช้ student ID card คือเป็นบัตรที่บอกว่าเราเป็นนักเรียนที่นี่จริง มักจะมีรูป ชื่อและก็หมายเลขประจำตัว พอมีบัตร IDแล้ว ก็แทนที่จะจ่ายเงินค่าเข้าด้วยเงินหรือบัตรเครดิต ก็ใช้บัตรนักเรียนแทน ถ้ากินหนึ่งมื้อ รูดบัตรหนึ่งครั้ง ก็จะเลือกquotaของสัปดาห์นั้นแค่ 9 มื้อ เป็นต้น

May 2012

ฝึกสมาธิด้วยการเขียน (ไม่ใช่พิมพ์)

By |2012-05-12T11:30:47+07:00May 12th, 2012|Categories: Food for Thoughts, เทคนิคการเรียน|Tags: , |

ช่วงนี้พยายามเขียนอะไรด้วยมือให้บ่่อยขึ้น  เป็นเวลานานเหมือนกันที่หันมาใช้วิธีพิมพ์แทนการเขียน รู้สึกจะเริ่มตั้งแต่ตอนเรียนที่ฮาร์วาร์ดได้้มั้ง เพราะรู้สึกว่ามีอะไรต้องใช้คอมพิวเตอร์เยอะ ขนาดจดโน้ตเวลาเรียน ตัวบทความที่เราอ่านมันก็อยู่ในคอมพิวเตอร์ เราแค่พิมพ์ไป ก็ง่ายกว่า ไม่ต้องปริ้นต์ออกมาด้วย ประหยัดกระดาษ  พอทำมาสามสี่ปี แล้วลองมานึกดู เราไม่อยากจะเชื่อเหมือนกันว่าจะกลายเป็นคนที่เปลี่ยนจากการใช้กระดาษมาเป็นคอมพิวเตอร์ได้ เพราะเมื่อก่อนจำได้แม่นว่า เราคิดกับตัวเองว่า เราเป็นคนประเภทที่อ่านจากจอไม่ได้ ต้องอ่านจากหนังสือ หรือไม่ก็ปริ้นต์ออกมาให้จับต้องได้ แต่หลังๆนี้ ยิ่งตอนมาเริ่มเรียนปริญญาเอก รู้สึกว่าพิมพ์แล้วเร็วกว่าเยอะ และประหยัดกระดาษด้วย แม้แต่เขียนไดอารี่ยังพิมพ์เอาเลย แต่ทำๆไปนะ รู้สึกเหมือนกันว่าสมาธิสั้นลง เลยลองกลับมาเขียนด้วยมือใหม่ รู้สึกว่ามีสมาธิขึ้นเยอะเลย จากนี้จะพยายามเขียนให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้   จริงอยู่ที่เทคโนโลยีทำให้อะไรๆสะดวกขึ้น แต่บางที ของเดิมมันก็มีข้อดีของมันแหละนะ

March 2012

เป็นนักเรียนก็ต้องรู้สึกโง่บ้าง เป็นเรื่องธรรมดา

By |2012-03-13T07:33:47+07:00March 13th, 2012|Categories: Food for Thoughts, เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , , , |

เวลาที่เรียนหนักๆ เดี๋ยวก็มีงานนู่น ควรส่งอันนี้ อาจารย์จะให้ส่งเดี๋ยวนี้ แลปก็ยังไม่เสร็จ พออะไรๆมันรุมเร้าเข้ามาเยอะๆ รู้สึกว่าตัวเองโง่ขึ้นจมเลย แต่ได้อ่านบทความให้ข้อคิดที่ดีมากว่า เวลาเราเป็นนักเรียนเนี่ย รู้สึกโง่ก็ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน ก็เพราะเรามาเรียนนี่หน่า เป็นนักเรียนก็ต้องรู้สึกอย่างนี้เป็นธรรมดา ถ้ารู้หมดแล้วจะมาเรียนทำไมล่ะ ซึ่งก็จริงแหละนะ พอเรียนสูงๆเข้า มักจะลืมไปว่าเราเป็นนักเรียน เพราะใครๆจะบังคับผลักดันให้เราทำงานให้ดี ให้เก่งเลิศ เราก็คิดว่าจะต้องทำให้ได้แบบนั้นเสมอไป แต่จริงๆแล้ว ไม่ว่าใครก็ทำไม่ได้ดีหมดทุกอย่างหรอก เพราะอย่างนี้ถึงได้มาเรียนอยู่นี่ไง  คิดแบบนี้แล้วก็คงรู้สึกดีขึ้นบ้างนะ ว่าจริงๆแล้วเรากำลังอยู่ในช่วงการเรียนรู้ เป้าหมายไม่ใช่ว่าทำทุกอย่างได้ให้ดีเลิศ แต่คือ ทำให้ดีขึ้นกว่าที่เราเคยทำต่างหากล่ะ ข้อคิดอีกอย่างที่ได้ก็คือว่า การที่เราเป็นนักเรียน ก็เพราะเราสมควรจะได้เรียน เรามีความสามารถเพียงพอที่จะมาเรียน ณ จุดนี้ได้ และที่สำคัญคือ เราเป็นคนจ่ายเงินเพื่อมาเรียน ไม่ว่าจะใช้เงินตัวเองหรือทุน มันก็เป็นเงินของเราทั้งนั้น เราเป็นคนจ่าย เพื่อมาเรียน ทำไมเราไม่ทำตัวเหมือนเวลาที่เราซื้อของ พอเราจ่ายเงินไปแล้วเราก็จะใช้มันให้คุ้มค่าที่สุด การเรียนมันก็เหมือนกันนั่นแหละ เราจ่ายเงินมาเรียน อะไรที่เราอยากเรียนก็เรียนให้เต็มที่ ใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า อยากถามอะไรก็ถาม อยากได้ความช่วยเหลือก็ขอ ในทางกลับ อะไรที่ไม่ได้อยู่ในเป้าหมายของเรา เราก็ไม่จำเป็นต้องไปโดนกดดันแล้วก็ฝืนทำทั้งๆที่ไม่จำเป็น อย่างเราซื้อโทรศัพท์มือถือมา แล้วมันฟังวิทยุได้ แต่เราไม่ได้อยากฟัง เราต้องไปฝืนมันไหม  เราอยากใช้อะไร

เรียนภาษาแบบธรรมชาติ

By |2012-03-04T17:04:43+07:00March 4th, 2012|Categories: Food for Thoughts, เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , , , , , |

เวลาที่เด็กๆเรียนภาษาเนี่ยซับซ้อนกว่าที่เราคิดกันเยอะนะคะ ปกติเรามักจะเข้าใจกันว่าเด็กเล็กๆเรียนภาษาจากการที่ได้ฟังซ้ำๆจนรู้เรื่อง แต่ไม่ใช่ว่าเด็กๆจะแค่จำสิ่งที่ได้ยินเท่านั้น แต่ยังมีการสังเกตและจับรูปแบบของภาษา เช่น อย่างภาษาไทย เราพูดว่า “แมวสีขาว” “หมาตัวใหญ่” พอได้ยินหลายๆครั้งในหลายๆประโยค ในสมองเด็กๆจะจับหลักได้ว่า เราจะนำคำขยายไปไว้ข้างหลังคำนาม แต่ว่าไม่ใช่ว่าเด็กๆจะตัั้งใจคิดจับหลักภาษาแบบรู้สึกตัวนะคะ มันเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นในสมองโดยที่เราไม่รู้ตัว บางครั้งกฏหรือหลักที่เด็กๆคิด ก็อาจจะผิด แต่พอเอามาใช้แล้วก็จะได้รับการแก้ไขจากคนที่โตกว่า ทำให้สมองเรามาปรับหลักภาษาที่เคยคิดเอาไว้ ให้ถูกต้องมากขึ้นเรื่อยๆ น่าทึ่งใช่ไหมคะ สมองคนเราเนี่ย เวลาเราเรียนแบบธรรมชาติก็มักจะเรียนแบบนี้ทั้งนั้น แต่พอมาเข้าโรงเรียน เราใช้วิธีกลับกัน คือ เอากฏมาสอนก่อน แล้วค่อยเอาไปใช้จนจำได้ (ลองคิดถึงเวลาที่เราเรียนเลข เรียนฟิสิกส์ หรือแม้แต่ภาษาอังกฤษในโรงเรียนดูซิคะ) ทุกวันนี้ครูม่อนก็ยังสงสัยอยู่ว่าทำไมเราถึงเรียนแบบผิดจากธรรมชาติอย่างนั้น เท่าที่สันนิษฐานเอาก็คิดว่า ถ้าเรียนแบบธรรมชาติ ต้องใช้เวลาค่อนข้างมากในการเจอประโยคเยอะๆ เจอคำเยอะๆ จนจับหลักได้ แต่ถ้าเอาหลักมาบอกเลย จะทำให้เร็วขึ้น แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันนะคะว่าจะตรงแค่ไหน บางทีเราลองกลับไปเรียนแบบธรรมชาติกันบ้่างก็อาจจะดีไม่น้อยเลย

February 2012

วิจารณ์ข้อสอบ o-net 2555

By |2012-02-24T22:20:45+07:00February 24th, 2012|Categories: Food for Thoughts, เทคนิคการเรียน|Tags: , |

ช่วงนี้ข้อสอบโอเน็ตติดข่าวเยอะมาก ครูม่อนดูแล้วก็รู้สึกสงสารน้องๆที่ต้องสอบจริงๆค่ะ เพราะว่าหลายๆข้อกำกวม และบางข้อก็ไม่รู้ว่าจะถามไปทำไหม (ใช้แยกคนเก่งกับไม่เก่งได้ไหม แยกคนขยันกับขี้เกียจได้หรือเปล่า เนื่องจากตอนนี้ยังไม่มีข้อสอบโอเน็ตออกมาให้ดูอย่างเป็นทางการ ครูม่อนก็จะขอนำสิ่งที่เป็นข้อสอบในข่าวมาวิเคราะห์แล้วกันนะคะ      ข้อนี้ทาง สทศ ได้ออกมาชี้แจงว่า “อย่างไรก็ตาม ข้อสอบ O-NET ที่นักเรียนไปโพสต์ไว้ที่เว็บไซต์ มีเนื้อหาไม่ถูกต้องสมบูรณ์ทั้งหมด เพราะอย่างโจทย์ข้างต้นจริงๆ แล้ว ถามว่า ในค่านิยมที่ดีจะปฏิบัติตนอย่างไรหากเกิดอารมณ์ทางเพศ ซึ่งก็อยู่ในหลักสูตรวิชาสุขศึกษา ในสาระที่ 2 เรื่องชีวิตและครอบครัว ในมาตรฐานเรื่องค่านิยมที่ดีเรื่องเพศ และเข้าใจธรรมชาติของการเกิดอารมณ์ทางเพศ โดยใจความเนื้อหาได้เขียนวิธีแก้ผู้ที่เกิดอารมณ์ดังกล่าว ให้แสดงการปลดปล่อยอารมณ์ด้วยการออกกำลังกายและเล่นกีฬา  ฉะนั้นคำตอบที่ถูกจะเป็นข้อ ก.ชวนเพื่อนไปเตะบอล ซึ่งเป็นการให้เด็กได้คิดวิเคราะห์ แทนการท่องจำตรงตามวัตถุประสงค์การออกข้อสอบของ สทศ.” สิ่งที่ สทศ ได้ออกมาชี้แจงก็ถือว่ามีเหตุผลดีค่ะ และเป็นสิ่งที่ครูม่อนพบเจอตอนที่ตัวเองเป็นนักเรียน แล้วก็รู้สึกว่าเป็นปปกติของข้อสอบวิชาสุขศึกษาบ้านเรา แต่พอได้มาเจอข้อสอบของประเทศอื่นๆ หรือแบบอืนๆ ทำให้เห็นว่าข้อสอบแบบนี้เป็นปัญหาอยู่ไม่น้อย จริงอยู่ที่เราพยายามออกข้อสอบให้เน้นการวิเคราะห์ แทนการท่องจำ แต่ถามจริงๆเถอะนะคะ ถ้าให้เด็กคิดตอบโดยใช้ความรู้ที่มีอยู่รวมกับการคิดวิเคราะห์ มันไม่แน่ว่าเด็กจะตอบได้เสมอไป เอาล่ะลองคิดดู ความรู้ที่เราน่าจะมีก็คือ เวลาที่มีอารมณ์ทางเพศ ก็ควรหาวิธีเบี่ยงเบนความสนใจของตัวเองจากเรื่องเพศไปเป็นเรื่องอื่น จริงอยู่ว่าดูๆเหมือนว่าข้อก ไก่ที่ว่าไปเตะบอลจะถูก