You are here:-เทคนิคการเรียน

January 2012

เป็นอัจฉริยะจากการฝึกทำปริศนาปัญหาเชาวน์ (puzzle)- (1)

By |2012-01-30T12:47:59+07:00January 30th, 2012|Categories: Food for Thoughts, เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , , , , |

เคยเล่นเกมส์ปัญหาเชาวน์กันไหมคะ? โดยเฉพาะตอนเด็กจะชอบเล่นแก้ปัญหาพวกนี้กัน เห็นเขาว่ากันว่าฝึกสมองดี จะได้ฉลาด ว่าแต่ว่ามันทำให้ฉลาดจริงหรือเปล่านะ? ลองคิดตามนะคะ ถ้าสมมติว่าเมืองเรากำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤติ ขาดผู้นำดีๆ ประชาชนก็ไม่ปรองดองกัน กองกำลังทหารก็ไม่ใหญ่่เท่าเมืองศัตรู ซึ่งในขณะนี้ได้ล้อมเมืองเราไว้หมดเแล้ว ในฐานะที่เราเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาของเจ้าเมือง เราต้องค้นหาคนที่จะมาช่วยวางแผนให้เมืองเรารอดวิกฤตินี้ไปได้ แต่ทว่าโชคยังดี ที่เมืองเรามีแชมป์โลกหมากรุกอยู่ เอ เห็นว่าหมากรุกนี้ต้องใช้ความสามารถในการคิดวางแผนอย่างมาก แผนต้องทั้งซับซ้อนทั้งมีเล่ห์กล อย่างนี้ถ้าเราไปขอให้แชมป์หมากรุกมาช่วยวางแผนแก้ไขปัญหาของเมืองเราก็น่าจะดีนะ เพราะเขาเป็นอัจฉริยะด้านการวางแผนคนหนึ่งของโลก ถึงแม้ว่าจะเป็นในเกมส์หมากรุกก็เถอะ ยังไงก็น่าจะช่วยเมืองเราได้ ในฐานะที่เป็นที่ปรึกษาคนสำคัญของเมืองนี้ เราควรจะเชิญแชมป์โลกคนนี้มาช่วยเราดีไหม?

จำยังไงให้เหมือนผู้เชี่ยวชาญ (2)

By |2012-01-28T13:31:58+07:00January 28th, 2012|Categories: Food for Thoughts, เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , , , , |

อีกตัวอย่างหนึ่งของความจำที่แตกต่างกันของคนเก่งกับคนเพิ่งเริ่ม ก็คือ เซียนหมากรุกคะ  ถ้าถามว่าเซียนต่างกับคนเพิ่งเริ่มเล่นยังไง หลายๆคนก็อาจจะคิดว่า เซียนคงวางแผนไปไกลหลายตา กว่าคนที่เพิ่งเห็นเล่น แต่จริงๆแล้วมีคนศึกษาแล้วพบว่าเซียนก็ไม่ได้วางแผนไปไกลกว่ามือใหม่สักเท่าไหร่ แต่การจัดระบบความรู้ต่างกันคะ สำหรับคนที่เล่นเก่งแล้ว จะสามารถจำแบบ (pattern) ต่างๆของหมากรุกได้ แต่คนที่เพิ่งเริ่มเล็ก ยังมองpatternแบบนั้นไม่ออก เลยต้องมองเป็นตัวๆไป ทำให้การวางแผนไม่ซับซ้อนเท่าเซียนคะ ถ้าครูม่อนอยากเป็นเซียนหมากรุกมั่งคงต้องฝึกกันอีกนานคะ อย่าว่าแต่การจัดระบบความรู้เลย แค่ตัวความรู้เรื่องหมากรุกแทบจะเป็นศูนย์เลยคะ   อ้างอิง Bruer, J. (1993). Schools for thought. (pp. 1-80). Cambridge, MA: MIT Press.

จำยังไงให้เหมือนผู้เชี่ยวชาญ (1)

By |2012-01-26T09:45:06+07:00January 26th, 2012|Categories: Food for Thoughts, เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , , , , , |

ตามหลักของ cognitive science แล้ว การเรียนรู้ก็คือการเปลี่ยนสถานะ จากผู้เริ่มต้น (novice) ให้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ (expert)  อย่างหนึ่งที่ผู้เชี่ยวชาญต่างกับผู้เริ่มต้นก็คือ มีความรู้เยอะกว่า ใช่ไหมคะ แต่มันไม่ใช่แค่นั้น สิ่งที่สำคัญคือ การจัดระบบความรู้ คะ ผู้เชี่ยวชาญจะมีการมองข้อมูลต่างกับผู้เริ่มต้น  คนที่เก่งแล้วจะมีการจัดความรู้เป็นก้อนๆ (chunk) แทนที่จะจำเป็นหน่วยย่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคนที่เพิ่งเรียนภาษาอังกฤษใหม่ แล้วได้ฟังบทความ แล้วต้องจำ ก็จะจำเป็นตัวอักษร หรือไม่ก็จำเป็นคำ ๆ แต่ถ้าเป็นคนที่เก่งแล้วจะสามารถจำเป็นประโยคได้  ดังนั้นเราจะเห็นว่าคนเริ่มเรียนจะต้องสร้างการเชื่อมต่อในสมองมาก เพราะหน่วยที่จำได้เล็ก (เช่น หนึ่งย่อหน้า เแบ่งเป็นห้าสิบคำ ก็ต้องเชื่อมห้าสิบหน่วย) แต่คนที่เก่งแล้วจะไม่ต้องสร้างการเชื่อมต่อในสมองมาก เพราะหนึ่งหน่วยที่ต้องจำ เป็นหน่วยใหญ่ (เช่น หนึ่งย่อหน้า แบ่งเป็นห้าประโยค ก็คือ ห้าหน่วยเชื่อมกัน) สรุปว่าหลักหนึ่งในการจำก็คือ การทำให้หน่วย (chunk)ของเราใหญ่ขึ้น เพื่อทำให้จำนวนการเชื่อมต่อในสมองที่เราต้องสร้าง น้อยลงคะ   อ้างอิง Bruer, J. (1993). Schools for thought.

ศึกษาหาความรู้แบบไหนดีที่สุด?

By |2012-01-19T13:52:06+07:00January 19th, 2012|Categories: Food for Thoughts, เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , |

วันนี้ได้เรียนความหมายของการเรียนรู้มากขึ้น ในภาษาอังกฤษจะมีการใช้คำว่า acquisition เช่น second language acquisition (การเรียนจนได้ภาษาที่สอง) knowledge acquisition (การเรียนจนได้ความรู้) ถ้าแปลภาษาไทยไม่ถูกต้องขออภัยจริงๆนะคะ เพราะไม่รู้ว่าจะใช้ภาษาไทยว่าอะไรจริงๆ เอาเป็นว่า acquisition เนี่ยจะให้ความหมายประมาณว่า ได้ “รับ”ความรู้มา มีคน”ส่ง”ความรู้มาให้ คือความหมายจะpassive คล้ายๆกับว่าการเรียนคือการรับความรู้มาจากครูอาจารย์ อะไรประมาณนั้นแหละคะ ส่วน อีกแบบคือ construction ซึ่งแปลว่า การสร้าง เช่น knowledge construction ก็คือการสร้างความรู้ ซึ่งความหมายจะactiveกว่าacqusition การเรียนแบบนี้คือ เราแสวงหาและสร้างความรู้เอง ค่ะ ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นการสร้างอะไรใหม่ๆที่คนอื่นไม่เคยคิดไม่เคยทำขึ้นมาเสมอไปนะคะ แต่อาจจะหมายถึงการที่เราหาข้อมูล ข้อเท็จจริงมา แล้วเอามาสร้างเป็นความรู้ที่เราเข้าใจเอง แทนที่จะรับเอาความรู้ที่ผ่านการย่อยมาแล้วจากคนอื่นคะ ในวงการการศึกษาตอนนี้จะฮิตว่า knowledge construction ดีกว่า เพราะว่าคนเรียนได้คิดเอง เข้าใจเอง เอาไปใช้ได้จริง ไม่ลืมง่าย ต่่างกับ acquisition ที่ดูจะทำให้เราเป็นคนเรียนแบบเฉื่อยๆคะ แต่ยังไงก็ดี ครูม่อนคิดว่า เรียนแบบสร้างเนี่ยก็มีข้อเสียเรื่องเสียเวลาค่อนข้างมาก ต่างกับการเรียนแบบรับที่มีคนชี้ทางให้เลย

May 2011

เรียนแบบไหน เรียนเก่ง หรือ เก่งขึ้น?

By |2011-05-23T20:03:21+07:00May 23rd, 2011|Categories: เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , , , |

เคยเขียนไปแล้วในหนังสือ “ฟังเสียงหัวใจ” จากทฤษฏีของCarol Dweckเกี่ยวกับเรื่องmindsetว่า เรามองความฉลาดได้สองแบบ คือ เรามองว่าเป็นสิ่งที่fixed เปลี่ยนแปลงไม่ได้ หรือเป็นสิ่งที่ปรับปรุงแก้ไขได้ ซึ่งจะมีผลต่อการดำเนินชีวิตของเรามาก มันมีผลต่อการเรียนมากด้วยเหมือนกัน ลองเอามาปรับใช้ดูเฉพาะกับการเรียนภาษาซิ เราสามารถตั้งเป้าหมายในการเรียนได้สองแบบ เรียนให้เก่ง หมายถึง ทำคะแนนให้ดี ทำให้ครูชอบ ทำให้เป็นที่หนึ่งของห้อง ตอบคำถามให้ได้ ทำเกรดให้ได้ดีๆ พัฒนาทักษะทางภาษาของตัวเองให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ หมายถึง ไม่ได้สนว่าคะแนนจะดีไม่ดีเท่าไหร่ แต่สำคัญว่าฉันได้เก่งขึ้นหรือเปล่า (รู้นะว่า ถ้าให้ทุกคนเลือกว่าแบบไหนดูดีกว่า ก็คงรู้ว่าจะเลือกแบบไหน แต่ถ้าให้ถามว่าจริงๆตัวเองจะทำแบบไหน ขอให้เลือกตามความแบบจริงนะคะ) มันไม่ได้มีแบบไหนผิดหรือถูกหรอกค่ะ แบบแรกคือ เราเอาperformanceเป็นหลัก เราอยากให้คนอื่นเห็นว่าเราเก่ง เราก็จะพยายามตั้งใจเรียนซึ่งในระยะสั้นอาจจะให้ผลดี แต่ถ้าเจออุปสรรคจะทำให้ท้อแท้ได้ ซึ่งครูม่อนเอ ก็เพิ่งมาคิดย้อนดูว่าตัวเองก็เป็นอย่างนี้ในหลายๆด้านเหมือนกัน เอาไว้ตอนบล็อกหน้าๆจะเล่าให้ฟังนะคะ ส่วนแบบที่สองเนี่ย เป็นการตั้งเป้าหมายที่ทำให้เรามีความพยายามในการเรียนมากกว่า คือ เราจะอดทนและสนใจเรียนมากกว่า และพยายามไม่ยอมแพ้กลางคันค่ะ สรุป ก็คือ เราต้องพยายามเปลี่ยนมุมมองจากการตั้งเป้าหมายจากการเรียนเพื่อเกรด เป็นเรียนเพื่อให้เก่งขึ้นค่ะ เพราะว่าเราจะสนใจที่จะเรียน พยายามฝึกฝนมากกว่าค่ะ ^^

December 2010

เคล็ดลับของการเรียนหนังสือ

By |2010-12-17T18:44:01+07:00December 17th, 2010|Categories: เทคนิคการเรียน|Tags: , , |

มีใครอยากรู้เคล็ดลับในการเรียนหนังสือบ้าง? * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * เคล็ดลับของการเรียนหนังสือ ก็คือ เรียนหนังสือ นั่นแหละ ทำไมเป็นอย่างนั้น? มีบ้างไหมที่เวลาใกล้สอบ เหลืออีกหนึ่งวันจะสอบแล้ว ก็คิดว่า ไม่เป็นไรเหลืออีกตั้ง24 ชั่วโมง น่าจะอ่านทัน เริ่มเอาหนังสือมาตั้ง เปิดๆดูว่าตรงไหนสำคัญ หัวข้อไหนต้องอ่านบ้าง พอดูเสร็จแล้ว ก็คิดได้ต้องดื่มกาแฟถึงจะอ่านได้ ก็ไปตั้งน้ำร้อน ชงกาแฟเสร็จ กลับมานั่งที่โต๊ะ พอนั่งหน้าหนังสือปุ๊ปก็เห็นว่าห้องรก ต้องทำความสะอาดก่อน พอทำความสะอาดห้องเสร็จ ก็หิวข้าว หิวข้าวแล้วอ่านหนังสือไม่ได้ ก็ต้องหาข้าวกิน แต่จะไม่ทำเองนะ เพราะเสียเวลา ก็เลยออกไปกินที่โรงอาหาร พอไปโรงอาหารก็เจอเพื่อน นั่งคุยกับเพื่อน เผลอๆก็ค่ำแล้ว  ว่าจะอ่านต่อ แต่ก็รู้ว่าถ้านอนไม่พอจะทำข้อสอบไม่ได้

November 2010

แรงจูงใจในการเีรียน

By |2010-11-18T12:29:51+07:00November 18th, 2010|Categories: เทคนิคการเรียน|Tags: , , , |

แรงจูงใจมีสองประเภทใหญ่ๆ คือ Extrinsic motivation คือ แรงจูงใจที่มาจากภายนอก เช่น ตั้งใจเรียนเพื่อให้ได้รับคำชม  สอบให้ได้คะแนนดีเพื่อให้ได้เรียนต่อ เป็นต้น Intrinsic motivation คือ แรงจูงใจที่มาจากภายใน เช่น เรียนภาษาอังกฤษเพราะอยากเรียน  ตั้งใจเรียนวิทยาศาสตร์เพราะสนใจอยากรู้ เป็นต้น ในการศึกษาแล้ว เราอยากจะให้ผู้เรียนเรียนด้วยintrinsic motivationเป็นหลัก เพราะผู้เรียนจะเรียนด้วยความกระตือรือล้น เรียนด้วยความตั้งใจ ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จในการเรียนได้ในที่สุด หน้าที่ของครูก็คือ ใช้วิธีอย่างไรก็ได้เพื่อทำให้extrinsic motivationในการเรียนกลายเป็นintrinsic motivationในนักเรียนให้ได้  เมื่อทำได้แล้ว นักเรียนจะเรียนประสบความสำเร็จ เมื่อก่อนม่อนก็เป็นคนที่ไม่ชอบเรียนภาษาและเรียนไม่เก่งด้วย แต่มีextrinsic motivationให้ตั้งใจเรียนเพราะเราต้องสอบให้ได้คะแนนดีๆ แต่ถึงจะเรียนๆไปก็ยังไม่เก่งอยู่ดี เพราะไม่ได้เรียนด้วยความอยากเรียนอยากรู้จริงๆ แต่เมื่อได้เรียนกับอาจารย์ที่เก่งคนหนึ่ง เขาก็ทำให้ม่อนเข้าใจหลักของภาษา ทำให้เราเปลี่ยนจากการเรียนเพราะรู้สึกว่าต้องเรียน กลายเป็นว่าอยากเรียนเพราะอยากรู้แทน  ถึงแม้ว่าจะได้เรียนกับอาจารย์ท่านนั้นแค่ปีการศึกษาเดียว ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้ม่อนเก่งภาษาอังกฤษในทันทีทันใด แต่เมื่ออาจารย์ได้ทำให้ม่อนเปลี่ยนไปเรียนภาษาจากintrinsic motivationแทนแล้ว ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เรียนกับอาจารย์ท่านนั้นอีก แต่ม่อนก็เรียนด้วยความตั้งใจจนเก่งได้ในที่สุด เมื่อคิดถึงเรื่องนี้แล้ว ก็ทำให้เห็นความสำคัญของครูอาจารย์ต่อชีวิตของเรามากๆเลย แต่ถ้าเรายังไม่เจออาจารย์ดีๆอย่างนั้นล่ะ เราจะทำอย่างไร เราเองก็สามารถทำให้ตัวเราเปลี่ยนจากการเรียนด้วยextrinsic motivation มาเป็นintrinsic motivation ได้เหมือนกัน แต่ละคนก็อาจจะมีวิธีที่แตกต่างกันไป

October 2010

อยากฝึกเขียนภาษาอังกฤษ เริ่มจากไหนดี?

By |2010-10-24T18:59:49+07:00October 24th, 2010|Categories: เทคนิคการเรียน, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , |

ถ้าไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน เริ่มจากสองอย่างนี้ก่อนเลยค่ะ 1.ทบทวน (หรือเรียน) แกรมมาให้แม่นๆ แล้วแต่ระดับภาษาของแต่ละคนนะคะ แนะนำว่าให้หาหนังสือแกรมมามาอ่านและทำแบบฝึกหัดดู ถ้าทำได้ก็อ่านผ่านๆเป็นการทบทวน ถ้าไม่ได้ ก็ต้องเอาให้แม่นค่ะ ไม่อย่างนั้นจะไม่สามารถเขียนให้ถูกต้องได้เลย  แกรมมาถือเป็นหัวใจของการเขียนให้ถูกต้องเลยค่ะ  หนังสือแนะนำที่ม่อนเคยใช้ก็คือ หนังสือ Understanding and Using English Grammar ของ Betty Schrampfer Azar ค่ะ 2.หัดอ่านหนังสือภาษาอังกฤษให้เป็นนิสัย ถ้าเราไม่เคยฟัง ก็คงพูดไม่ได้      ถ้าเราไม่อ่าน เราก็เขียนไม่ได้ค่ะ   ถ้าใครที่ไม่ค่อยได้อ่านหนังสือภาษาอังกฤษเลยก็ต้องเริ่มฝึกค่ะ ถ้าเพิ่งเริ่มหัดอ่าน ก็แนะนำให้อ่านอะไรที่สั้นๆก่อน ถ้ายังวัยรุ่นอยู่ ก็จะแนะนำ NJ หรือ Student Weekly ค่ะ  ตอนยังเป็นนักเรียน ม่อนได้นิตยสารพวกนี้ช่วยฝึกภาษาได้เยอะเลยค่ะ  ถ้าภาษาพอใช้ได้ ก็แนะนำ Reader’s digestค่ะ  หรือไม่ก็หนังสือพิมพ์ไปเลย The Nation หรือ Bangkokpost  ตอนแรกๆเริ่มจากการอ่านอะไรสั้นๆก่อนค่ะ เราจะได้ไม่เบื่อมาก ถ้าอ่านหนังสือพิมพ์ บางทีเราก็เดาเนื้อหาได้ เพราะเรารู้เหตุการณ์อยู่แล้ว