December 2010

เคล็ดลับของการเรียนหนังสือ

By |2010-12-17T18:44:01+07:00December 17th, 2010|Categories: เทคนิคการเรียน|Tags: , , |

มีใครอยากรู้เคล็ดลับในการเรียนหนังสือบ้าง? * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * เคล็ดลับของการเรียนหนังสือ ก็คือ เรียนหนังสือ นั่นแหละ ทำไมเป็นอย่างนั้น? มีบ้างไหมที่เวลาใกล้สอบ เหลืออีกหนึ่งวันจะสอบแล้ว ก็คิดว่า ไม่เป็นไรเหลืออีกตั้ง24 ชั่วโมง น่าจะอ่านทัน เริ่มเอาหนังสือมาตั้ง เปิดๆดูว่าตรงไหนสำคัญ หัวข้อไหนต้องอ่านบ้าง พอดูเสร็จแล้ว ก็คิดได้ต้องดื่มกาแฟถึงจะอ่านได้ ก็ไปตั้งน้ำร้อน ชงกาแฟเสร็จ กลับมานั่งที่โต๊ะ พอนั่งหน้าหนังสือปุ๊ปก็เห็นว่าห้องรก ต้องทำความสะอาดก่อน พอทำความสะอาดห้องเสร็จ ก็หิวข้าว หิวข้าวแล้วอ่านหนังสือไม่ได้ ก็ต้องหาข้าวกิน แต่จะไม่ทำเองนะ เพราะเสียเวลา ก็เลยออกไปกินที่โรงอาหาร พอไปโรงอาหารก็เจอเพื่อน นั่งคุยกับเพื่อน เผลอๆก็ค่ำแล้ว  ว่าจะอ่านต่อ แต่ก็รู้ว่าถ้านอนไม่พอจะทำข้อสอบไม่ได้

November 2010

แรงจูงใจในการเีรียน

By |2010-11-18T12:29:51+07:00November 18th, 2010|Categories: เทคนิคการเรียน|Tags: , , , |

แรงจูงใจมีสองประเภทใหญ่ๆ คือ Extrinsic motivation คือ แรงจูงใจที่มาจากภายนอก เช่น ตั้งใจเรียนเพื่อให้ได้รับคำชม  สอบให้ได้คะแนนดีเพื่อให้ได้เรียนต่อ เป็นต้น Intrinsic motivation คือ แรงจูงใจที่มาจากภายใน เช่น เรียนภาษาอังกฤษเพราะอยากเรียน  ตั้งใจเรียนวิทยาศาสตร์เพราะสนใจอยากรู้ เป็นต้น ในการศึกษาแล้ว เราอยากจะให้ผู้เรียนเรียนด้วยintrinsic motivationเป็นหลัก เพราะผู้เรียนจะเรียนด้วยความกระตือรือล้น เรียนด้วยความตั้งใจ ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จในการเรียนได้ในที่สุด หน้าที่ของครูก็คือ ใช้วิธีอย่างไรก็ได้เพื่อทำให้extrinsic motivationในการเรียนกลายเป็นintrinsic motivationในนักเรียนให้ได้  เมื่อทำได้แล้ว นักเรียนจะเรียนประสบความสำเร็จ เมื่อก่อนม่อนก็เป็นคนที่ไม่ชอบเรียนภาษาและเรียนไม่เก่งด้วย แต่มีextrinsic motivationให้ตั้งใจเรียนเพราะเราต้องสอบให้ได้คะแนนดีๆ แต่ถึงจะเรียนๆไปก็ยังไม่เก่งอยู่ดี เพราะไม่ได้เรียนด้วยความอยากเรียนอยากรู้จริงๆ แต่เมื่อได้เรียนกับอาจารย์ที่เก่งคนหนึ่ง เขาก็ทำให้ม่อนเข้าใจหลักของภาษา ทำให้เราเปลี่ยนจากการเรียนเพราะรู้สึกว่าต้องเรียน กลายเป็นว่าอยากเรียนเพราะอยากรู้แทน  ถึงแม้ว่าจะได้เรียนกับอาจารย์ท่านนั้นแค่ปีการศึกษาเดียว ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้ม่อนเก่งภาษาอังกฤษในทันทีทันใด แต่เมื่ออาจารย์ได้ทำให้ม่อนเปลี่ยนไปเรียนภาษาจากintrinsic motivationแทนแล้ว ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เรียนกับอาจารย์ท่านนั้นอีก แต่ม่อนก็เรียนด้วยความตั้งใจจนเก่งได้ในที่สุด เมื่อคิดถึงเรื่องนี้แล้ว ก็ทำให้เห็นความสำคัญของครูอาจารย์ต่อชีวิตของเรามากๆเลย แต่ถ้าเรายังไม่เจออาจารย์ดีๆอย่างนั้นล่ะ เราจะทำอย่างไร เราเองก็สามารถทำให้ตัวเราเปลี่ยนจากการเรียนด้วยextrinsic motivation มาเป็นintrinsic motivation ได้เหมือนกัน แต่ละคนก็อาจจะมีวิธีที่แตกต่างกันไป

October 2010

อยากฝึกเขียนภาษาอังกฤษ เริ่มจากไหนดี?

By |2010-10-24T18:59:49+07:00October 24th, 2010|Categories: เทคนิคการเรียน, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , |

ถ้าไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน เริ่มจากสองอย่างนี้ก่อนเลยค่ะ 1.ทบทวน (หรือเรียน) แกรมมาให้แม่นๆ แล้วแต่ระดับภาษาของแต่ละคนนะคะ แนะนำว่าให้หาหนังสือแกรมมามาอ่านและทำแบบฝึกหัดดู ถ้าทำได้ก็อ่านผ่านๆเป็นการทบทวน ถ้าไม่ได้ ก็ต้องเอาให้แม่นค่ะ ไม่อย่างนั้นจะไม่สามารถเขียนให้ถูกต้องได้เลย  แกรมมาถือเป็นหัวใจของการเขียนให้ถูกต้องเลยค่ะ  หนังสือแนะนำที่ม่อนเคยใช้ก็คือ หนังสือ Understanding and Using English Grammar ของ Betty Schrampfer Azar ค่ะ 2.หัดอ่านหนังสือภาษาอังกฤษให้เป็นนิสัย ถ้าเราไม่เคยฟัง ก็คงพูดไม่ได้      ถ้าเราไม่อ่าน เราก็เขียนไม่ได้ค่ะ   ถ้าใครที่ไม่ค่อยได้อ่านหนังสือภาษาอังกฤษเลยก็ต้องเริ่มฝึกค่ะ ถ้าเพิ่งเริ่มหัดอ่าน ก็แนะนำให้อ่านอะไรที่สั้นๆก่อน ถ้ายังวัยรุ่นอยู่ ก็จะแนะนำ NJ หรือ Student Weekly ค่ะ  ตอนยังเป็นนักเรียน ม่อนได้นิตยสารพวกนี้ช่วยฝึกภาษาได้เยอะเลยค่ะ  ถ้าภาษาพอใช้ได้ ก็แนะนำ Reader’s digestค่ะ  หรือไม่ก็หนังสือพิมพ์ไปเลย The Nation หรือ Bangkokpost  ตอนแรกๆเริ่มจากการอ่านอะไรสั้นๆก่อนค่ะ เราจะได้ไม่เบื่อมาก ถ้าอ่านหนังสือพิมพ์ บางทีเราก็เดาเนื้อหาได้ เพราะเรารู้เหตุการณ์อยู่แล้ว

เรียนภาษาแบบ “นักท่องจำ” หรือแบบ “นักคิด” ดี?

By |2010-10-14T19:57:21+07:00October 14th, 2010|Categories: เทคนิคการเรียน, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , |

วันนี้discussกับเพื่อนๆ เรื่องวิธีการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศ   ตามBrown(1993) เราสามารถแบ่งการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศได้สองแบบใหญ่ๆ คือ แบบbehavioristic และ แบบ cognitive    โดยแบบbehavioristic คือ เน้นแบบการใช้ภาษาจนชิน ซึ่งเป็นแบบที่เราเรียนกันเป็นส่วนมาก ม่อนจะขอเรียกแบบนี้ว่าแบบ “นักท่องจำ” แล้วกันนะคะ    ส่วนแบบcognitive คือ เรียนแบบเข้าใจว่าทำไมต้องเป็นอย่างนี้  ตัวอย่างง่ายๆ ก็เช่น เราคิดว่าทำไมประโยคนี้ถึงต้องใช้tenseนี้ มันทำให้ความหมายเปลี่ยนอย่างไร แทนที่จะท่องเป็นกฏๆไป  เป็นต้น  ม่อนขอเรียกแบบนี้ว่าแบบนักคิดแล้วกันนะคะ        ม่อนจำได้ว่าตอนเรียนภาษาอังกฤษ ก็เรียนมาตั้งแต่ประถม แต่ส่วนมากเราจะเรียนแบบbehavioristic คือ ท่องไป อ่านไป ซ้ำๆจนจำได้ ซึ่งตอนเด็กๆก็จำได้บ้างไม่ได้บ้าง ไม่เคยเก่งภาษาอังกฤษเลย ถือเป็นวิชาที่ม่อนอ่อนที่สุด แต่พอมาตอนมอสาม ได้เจออาจารย์ที่สอนให้เราเข้าใจว่าแกรมมาว่าทำไมต้องใช้คำไหน ต้องใช้หลักไหนในการคิด ทำให้เรารู้สึกว่าเราเข้าใจภาษาอังกฤษและเรียนได้ดีขึ้นมาเรื่อยๆ  ตอนนั้นเลยรู้สึกว่า ถ้าเรียนภาษาต้องเรียนแบบนักคิด  พอต่อมา ม่อนเริ่มเรียนภาษาจีน ก็ด้วยความที่เราเป็นคนช่างคิดช่างสงสัย ถึงแม้จะเรียนระดับเริ่มต้น ม่อนก็จะถามหาคำอธิบายว่าทำไมต้องใช้คำนี้ ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ตลอด แต่ว่ามันทำให้เรียนได้ช้ามากๆๆ    ตอนนี้เริ่มเข้าใจว่า ตอนเริ่มต้นจริงๆ น่าจะต้องเน้นแบบ behavioristicก่อน คือ ต้องให้มีอะไรอยู่ในหัว

September 2010

อ่านหนังสือเตรียมสอบ เริ่มตรงไหนดี

By |2010-09-21T23:37:39+07:00September 21st, 2010|Categories: เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , , |

ในฐานะที่ผ่านการสอบมาเยอะ ม่อนรู้ว่าเวลาอ่านหนังสือสอบ ไม่ว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย สอบทุน สอบโทเฟล GRE หรือสอบอะไรก็ตาม มันจะรู้สึกเหมือนหลงทาง ไม่รู้จะเริ่มจากตรง เล่มนี้ก็ต้องอ่าน ตรงนั้นก็ต้องทวน เลยพาลให้ไม่อยากอ่านซะอย่างนั้น แล้วเราก็ชอบที่จะผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ เพราะเราไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน ก็เลยไม่เริ่มซะเลยดีกว่า  วิธีแก้วิธีหนึ่งก็คือ ไปหาหนังสือที่เราจะอ่านเนี่ยแหละค่ะสักเล่มหนึ่ง(ที่เราคิดว่าดี สมควรแก่การอ่านด้วยนะ) พวกหนังสือเตรียมสอบเนี่ยแหละค่ะใช้ได้ดีมาก แล้วก็นั่งอ่านไปเลยตั้งแต่หน้าแรกนั่นแหละ วันละนิดวันหน่อย ไปเรื่อยๆ พออ่านไปสักพักเราจะเริ่มมีกำลังใจ ทำให้มีแรงอ่านต่อไปเรื่อยๆ  ประมาณว่า พอเราอ่านได้สำเร็จสักขั้นหนึ่ง เราจะมีกำลังใจ มีแรงผลักดันให้อ่านต่อค่ะ ลองทำดูนะคะ ได้ผลหรือไม่อย่างไร ก็เล่าสู่กันฟังได้ค่ะ

August 2010

อ่านหนังสือเวลาไหนดี

By |2010-08-30T22:58:16+07:00August 30th, 2010|Categories: เทคนิคการเรียน|Tags: , |

Q: “หนูเคยพยายามจะลุกขึ้นมาอ่านหนังสือตอนตี2(คือเพื่อนบอกว่าให้นอน4ทุ่มแล้วตื่นตี2มาอ่านมันเป็นเวลาที่ดี) แต่หนูก็ลุกขึ้นมาได้ 6 โมง แล้วพออ่านไปมันเหมือนแบบก็เข้าหัวก็ทำได้ แต่เหมือนหัวมันยังไม่ไบรท์เต็มที่อะไรอย่างนั้นหรือยังไงไม่รู้อะค่ะ รู้สึกอึนๆ แต่ก็อ่านได้ ไม่รู้เพราะยังไม่ชินหรึ่อยังไง แต่อ่านตอนกลางคืนก็จะหลับ ถ้าไม่หลับก็จะยาวถึงตี1อะไรงี้ แต่ถ้าตอนกลางวันยิ่งไม่ได้ใหญ่ เหมือนมันไม่มีฟิวว่าอยากจะอ่านน่ะคะ ครูม่อนว่าอาการอย่างนี้ควรอ่านเวลาไหนดีค่ะ?” A: เรื่องเวลาอ่านหนังสือ มันแล้วแต่คนจริงๆค่ะ ครูม่อนเองก็เคยลองมาหมดแล้ว บางคนเขาชอบนอนก่อนแล้วตื่นมาอ่าน แต่สำหรับครูม่อน ชอบอ่านดึกๆค่ะ แล้วค่อยนอน  อันนี้เป็นเรื่องส่วนบุคคลจริงๆ  มีทฤษฎีอยู่ว่าแต่ละคนจะมีนาฬิกาชีวะที่ไม่เหมือนกันค่ะ คือ คนเราจะมีแรงหรือพลังงานในการทำงานที่ขึ้นๆลงๆเป็นช่วงๆ  บางคนอาจจะพลังงานเยอะ ทำงานได้ดีช่วงเช้ามืด  บางคนอาจจะทำได้ดีช่วงดึกๆ  บางคนทำได้ดีช่วงกลางวัน อันนี้เป็นความแตกต่างระหว่างบุคคลคล้ายๆกับสีผิว ความสูง อย่างเนี่ยค่ะ เราต้องลองไปเรื่อยๆ อันไหนที่ใช้กับเราได้ดี เราก็ใช้ไปเรื่อยๆค่ะ ไม่จำเป็นต้องไปใช้สูตรของคนอื่นค่ะ  ในทางชีววิทยาเราจะรู้ว่า สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดจะมีความแปรผันที่ต่างกันไป  ถ้าเชื้อสายใกล้เคียงกันก็แตกต่างกันน้อย ถ้าเชื้อสายห่างกันก็ต่างกันมาก แต่ถึงแม้จะเป็นพี่น้องกันก็ยังมีความแตกต่างกัน จะเห็นได้ว่าขนาดหน้าตาก็ยังไม่เหมือนกันเลย จะให้ช่วงเวลาที่ทำงานได้ดีเหมือนกันก็คงไม่ได้หรอกคะ  สิ่งสำคัญคือเราต้องหาตัวเองให้เจอว่าเราทำงานได้ดีช่วงไหน แล้วก็เอาเวลาช่วงนั้นมาทำงานหรืออ่านหนังสือค่ะ  นอกจากนั้นนาฬิกาชีวะของเราก็ยังเปลี่ยนไปตามอายุได้ ช่วงเด็กๆอาจจะมีแรงเยอะช่วงกลางวัน พอวัยรุ่นอาจจะมีสมาธิมากช่วงกลางคืน แต่พออายุมากหน่อยก็อาจจะกลายเป็นช่วงเช้ามืดค่ะ

July 2010

วิธีกระตุ้นสมองให้มีสมาธิอ่านหนังสือ

By |2010-07-02T09:50:41+07:00July 2nd, 2010|Categories: เทคนิคการเรียน|Tags: , |

ม่อนเคยเขียนลงในเวปถึง เรื่องการอ่านหนังสือไปด้วยฟังเพลงไปด้วย  http://www.kru-mon.com/?p=57 โดยเขียนจากประสบการณ์ของตัวเองเวลาพยายามสร้างสมาธิในการอ่านหนังสือ เมื่อเร็วๆนี้ม่อนได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่ยืนยันประสบการณ์ของม่อนในการหาสิ่งกระตุ้นเพื่อทำให้สมองมีสมาธิในการอ่านหนังสือค่ะ คือ หนังสือ Find Your Focus Zone: An Effective New Plan to Defeat Distraction and Overload by Lucy Jo Palladino  ซึ่งม่อนคิดว่าน่าสนใจดี เลยจะนำมาเล่าคร่าวๆให้ฟังนะคะ ในหนังสือเขาสรุปผลงานจากการวิจัยทางสมองและจิตวิทยาว่า สมาธิ (attention) นั้นจะเป็นกราฟโค้งรูปตัวยู โดยสมาธิที่ดี คือ จะอยู่ในช่วงที่สมองไม่ตื่นตัวและไม่เฉื่อยมากเกินไป คือ อยู่ในช่วง focus zone นั่นเอง Credit: www.yourfocuszone.com แล้วมันเกี่ยวกับการอ่านหนังสืออย่างไร เกี่ยวมากเลยค่ะ เราต้องรู้ตัวเองว่าเวลาอ่านหนังสือตัวเราเป็นอย่างไร ในบางเวลาเราสมองเราอาจจะตื่นตัวเกินไป เช่น ช่วงใกล้สอบ สมองเราหลั่งอะดรีนาลีนเยอะอยู่แล้ว สมองเราจะอยู่ในโซนoverdrive เราต้องพยายามทำให้สมองสงบลง เช่น ฟังเพลงบรรเลงที่ผ่อนคลาย หรือ ปิดสิ่งกระตุ้นอย่างอื่น เช่น เสียงทีวี

June 2010

ไม่มีใครโง่หรือฉลาด เพียงแต่แตกต่างกันเท่านั้นเอง

By |2010-06-24T21:45:44+07:00June 24th, 2010|Categories: บทเรียนชีวิตจากฮาร์วาร์ด, เทคนิคการเรียน|Tags: , , |

สิ่งหนึ่งที่ม่อนได้รับจากการเรียนที่ฮาร์วาร์ด คือ วิธีที่เรามองความสามารถของคนในการเรียนรู้ค่ะ  ในโรงเรียนหรือในวงการการศึกษา มักจะหนีการlabelไม่พ้น บางคนอาจจะโดนคนอื่นมองว่าเป็นคนเรียนไม่เก่ง บางคนอาจจะโดนว่าเป็นคนหัวช้า เป็นต้น แต่ที่ฮาร์วาร์ด จะสอนว่า คนเรามีความแตกต่างกัน บางคนอาจจะไม่เก่งด้านการเรียนแต่เก่งด้านดนตรี บางคนเก่งด้านกีฬาแต่ไม่เก่งด้านภาษา  คนที่ไม่เก่งเรื่องที่สอนในโรงเรียนมักจะโดนมองว่าเป็นคนเรียนช้า หรือไม่เก่ง แต่จริงๆแล้วเขามีความสามารถด้านอื่นที่อาจจะไม่ได้รับการยอมรับในระบบการศึกษา หรือกล่าวในอีกนัยหนึ่งก็คือว่า ความฉลาดหรือความสามารถในการเรียนรู้ของคนเรานั้น ไม่ได้ถือว่ามีใครโง่หรือฉลาด เพียงแต่แตกต่างกันเท่านั้นเอง ไม่ต่างอะไรกับการที่คนมีสีผิวต่างกัน ก็ไม่ได้หมายความว่าคนสีผิวไหนดีกว่าสีผิวไหน เพียงแต่แตกต่างกันเท่านั้นเอง  เมื่อมองอย่างนี้แล้ว เป็นประโยชน์อย่างมากต่อการพัฒนาของคนคนนั้นนะคะ เพราะว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่คนคนนั้นถูกมองว่า ตัวเองไม่ฉลาด ตัวเองเรียนช้า มันจะส่งผลต่อการพัฒนาของเขาด้วย เมื่อเขาคิดว่าตัวเองเรียนไม่เก่ง ก็เป็นไปได้มากที่เขาจะพยายามน้อยลง หรือหมดกำลังใจในการเรียนไปเลย การที่เราไม่labelว่าใครเป็นพวกไหน เพียงแต่เรายอมรับว่าคนเราแตกต่างกัน ไม่ใช่ว่าใครดีกว่าใครนั้น นอกจากจะเป็นการลดความขัดแย้งได้แล้ว ยังเป็นการส่งเสริมพัฒนาการซึ่งกันและกันด้วย ซึ่งการมองคนแบบนี้ยิ่งจำเป็นมากสำหรับครู อาจารย์ และผู้ปกครองที่ต้องดูแลเด็กๆค่ะ ยิ่งไปกว่านั้น ยังสำคัญกับการมองตัวเองด้วยค่ะ ถ้าเรามองเห็นว่า เราเพียงแต่แตกต่างจากคนอื่น เราอาจจะมีความสามารถบางอย่างไม่เก่งเท่าคนอื่น ก็ไม่ใช่ว่าจุดนั้นจุดเดียวจะแปลว่า เราไม่ฉลาด เพียงแต่ว่า คนเราแตกต่างกันเท่านั้นเองค่ะ ถ้าอยากจะพัฒนาความสามารถด้านไหน เราก็สามารถเรียนรู้ว่าตัวเองเก่งด้านไหน ชอบวิธีการเรียนรู้แบบไหน แล้วก็พัฒนาตัวเองขึ้นตามนั้น แทนที่จะยอมแพ้แล้วคิดว่าตัวเองไม่มีทางเก่งได้ค่ะ