March 2019

A great library is freedom

By |2019-03-09T05:05:37+07:00March 9th, 2019|Categories: Food for Thoughts|Tags: , , |

“Knowledge sets us free, art sets us free. A great library is freedom. And that freedom must not be compromised. It must be available to all who need it, and that’s everyone, when they need it, and that’s always.” -‘The Wave in the Mind’, Ursula Le Guin, p.22- Since I’ve moved to the U.S. and

October 2014

เรียนสองภาษาดีจริงหรือเปล่า – ตัวอย่างจากแอฟริกา

By |2014-10-03T21:21:11+07:00October 3rd, 2014|Categories: Food for Thoughts, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , , |

ตัวอย่างต่อมา เรามาดูที่ประเทศในทวีปแอฟริกากันบ้างนะคะ หลายๆประเทศในแอฟริกาก็มีนโยบายให้เรียนหนังสือด้วยภาษาต่างชาติ ส่วนมากจะเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส หรือ ภาษาโปรตุเกส เพราะเป็นภาษาที่ใช้ตั้งแต่สมัยเป็นเมืองขึ้นของประเทศตะวันตก แต่ในแต่ละประเทศก็มีภาษาท้องถิ่นเป็นของตัวเองด้วยเหมือนกันค่ะ อันแรกเลย เรามาดูการเรียนหนังสือด้วยภาษาต่างประเทศในระดับประถมกันบ้าง มีตัวอย่างจากสองประเทศ ประเทศแรกคือ Guinea-Bissau ซึ่งใช้ภาษาโปรตุเกสในการสอนหนังสือ และประเทศNiger ซึ่งให้ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาในการสอนหนังสือ ที่สองประเทศนี้ ได้มีงานวิจัยเปรียบเทียบดูพบว่า ถ้าให้นักเรียนได้เรียนอ่าน เขียนด้วยภาษาแม่ก่อน จะทำให้อ่านเขียนภาษาที่สองได้ดีขึ้นด้วย และที่สำคัญคือถ้าให้นักเรียนใช้ภาษาแม่ในการสอบ นักเรียนจะได้คะแนนดีกว่าใช้ภาษาที่สองอย่างมาก อีกตัวอย่างหนึ่งของประเทศTanzania ซึ่งงานวิจัยนี้มีห้องเรียนมัธยมสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือใช้ภาษาแม่ของนักเรียน ซึ่งก็คือภาษาKiswahiliในการสอน และอีกกลุ่มใช้ภาษาอังกฤษในการสอน โดยทั้งสองกลุ่มเรียนเนื้อหาอย่างเดียวกัน พบว่า ในห้องเรียนที่เป็นภาษาอังกฤษ นักเรียนจะเงียบ ไม่ค่อยถาม ไม่ค่อยสนใจเรียน ในขณะที่ ถ้าเป็นห้องเรียนภาษาKiswahili นักเรียนจะactiveมากกว่า คือ นักเรียนจะถามคำถาม และตอบคำถามที่อาจารย์ถาม ข้อสรุปจากงานวิจัยนี้ไม่ได้บอกว่าการเรียนการสอนด้วยภาษาอังกฤษ(ภาษาที่สอง)นั้นดีหรือไม่ดี แต่นักวิจัยสรุปได้ถูกใจครูม่อนมาก คือสรุปว่า “ถ้าเป้าหมายของการศึกษาคือการทำให้นักเรียนที่จบมาดูเป็นคนโง่ การใช้ภาษาอังกฤษที่ทั้งนักเรียนและครูยังไม่เก่ง มาใช้ในการสอนก็ถือว่าเหมาะสม แต่ถ้าเป้าหมายคือ อยากจะให้นักเรียนที่จบมามีความสามารถในการคิดวิเคราะห์และความคิดสร้างสรรค์ล่ะก็ นโยบายอันนี้ก็คงจะไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้” (แปลจากBrock-Utne, 2006, หน้า 487) สรุปว่า

September 2014

เรียนสองภาษาดีจริงหรือเปล่า – ตัวอย่างจากสิงคโปร์

By |2014-09-23T20:19:08+07:00September 23rd, 2014|Categories: Food for Thoughts, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , |

สิงคโปร์เป็นประเทศที่ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมากในการจัดการเรียนสองภาษา ภาษาที่ถือว่าเป็นภาษาท้องถิ่นหรือภาษาแม่คือภาษาจีน ภาษามาเลย์ และ ภาษาทมิฬ สิงคโปร์ได้จัดให้การศึกษาส่วนใหญ่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาในการสอน สิงคโปร์ถือว่าภาษาอังกฤษเป็นภาษากลาง คือ ไม่ได้เป็นภาษาของคนกลุ่มไหนเป็นพิเศษ ซึ่งการตัดสินใจนี้ ส่วนหนึ่งคือทำเพื่อไม่ให้เกิดความแตกแยกในประเทศที่มีคนที่มีความหลากหลายมาก สิงคโปร์จัดให้มีการสอนภาษาท้องถิ่นอีกสามภาษาเป็นวิชาแยกต่างหาก ดังนั้นนักเรียนจะได้เรียนภาษาท้องถิ่นหรือภาษาแม่ของตัวเอง ที่ใช้สื่อสารกับที่บ้าน แต่ได้เรียนน้อยเพราะเรียนแค่เป็นวิชาภาษานั้นๆ งานวิจัยที่สำรวจผู้ใหญ่ที่โตมากับนโยบายการศึกษาอันนี้ พบว่า แม้ว่าคนสิงคโปร์ส่วนใหญ่จะถือว่าภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก แต่ส่วนใหญ่ก็ยังบอกว่าภาษาจีน มาเลย์ หรือ ทมิฬเป็นภาษาแม่ และงานวิจัยยังพบว่า การใช้ภาษาอังกฤษในการสอนและเรียนหนังสือ ทำให้ความสามารถในการอ่านเขียนของภาษาแม่ไม่ดีเท่าที่ควร คนสิงคโปร์ที่มีภาษาจีนเป็นภาษาแม่ จะบอกว่าถนัดฟังพูดภาษาจีนมากกว่า แต่ถ้าเป็นอ่านเขียนแล้ว มักจะใช้ภาษาอังกฤษ มีจำนวนน้อยมากที่จะเลือกใช้ภาษาจีนในการอ่านหรือเขียน ถ้าเราไม่คิดว่าการเสียความสามารถในการอ่านเขียนภาษาแม่เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย สิงคโปร์ก็ถือว่าเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าการเรียนสองภาษาก็สามารถทำให้ประสบความสำเร็จได้ในสังคมเอเชีย แต่เราก็ต้องไม่ด่วนสรุปว่าการเรียนหนังสือด้วยภาษาอังกฤษดีกว่าการเรียนด้วยภาษาแม่ เพราะว่าสิงคโปร์ไม่ได้มีกลุ่มให้เราเปรียบเทียบ นักเรียนทุกคนต้องเรียนด้วยภาษาอังกฤษหมด แม้แต่งานวิจัยที่มาจากสิงคโปร์เอง ก็ยังยอมรับว่า การเรียนสองภาษาในประเทศสิงคโปร์ถือว่าประสบความสำเร็จก็จริง แต่เราก็ไม่รู้ว่าถ้าปล่อยให้นักเรียนได้เรียนหนังสือด้วยภาษาแม่ต่อไป นักเรียนอาจจะเก่งกว่าที่เป็นอยู่นี่ก็ได้ ครูม่อนชอบศึกษาเคสสิงคโปร์มากเพราะว่าเป็นเคสที่น่าสนใจ เพราะทำให้ภาษาที่ไม่ใช่ภาษาแม่ของใครเลย(ภาษาอังกฤษ)กลายเป็นภาษาหลักของชาติได้ มีไม่กี่ที่ในโลกที่ทำได้อย่างนี้ แต่ว่ามันก็ไม่ใช่ว่าเพราะเขาทำได้ แล้วแปลว่าการเรียนหนังสือด้วยภาษาอังกฤษจะดีกว่าการเรียนหนังสือด้วยภาษาแม่ เหมือนเราเห็นคนที่ลดน้ำหนักด้วยการอดอาหาร แปลว่า การอดอาหาร ดีกว่าการออกกำลังกายในการลดน้ำหนักหรือเปล่า? เปล่า เพราะว่าที่เขาทำนั้น เขาไม่ได้ลองเปรียบเทียบระหว่างอดอาหารกับออกกำลังกายนี่ มันแค่แสดงให้เห็นว่า ก็มีคนที่ลดน้ำหนักด้วยการอดอาหารได้ แต่เราควรจะไปทำตามเขาหรือเปล่านั้น

เรียนสองภาษาดีจริงหรือเปล่า – ตัวอย่างจากฮ่องกงและมาเลเซีย

By |2014-09-18T16:10:09+07:00September 18th, 2014|Categories: Food for Thoughts, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , , , |

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเห็นว่าบ้านเรามีโปรแกรมเรียนสองภาษาเยอะมาก ถ้าเรายังไม่คิดถึงเรื่องประสิทธิภาพของโปรแกรมสองภาษา การที่บ้านเรามีโปรแกรมสองภาษามากขึ้นเยอะ มันแสดงให้เห็นถึงความเชื่อหลายๆอย่างที่บ้านเรามีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ อันที่เห็นได้ชัดเลยก็คือความเชื่อที่ว่า “จะเรียนภาษาให้เก่งได้ ต้องใช้ภาษานั้นเป็นสื่อในการเรียนการสอน” เราลองมาคิดดูกันซิว่า ความเชื่ออันเนี่ยมันเป็นจริงแค่ไหน? ก่อนอื่น เรามาคุยกันให้เข้าใจตรงกันก่อนว่า การใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอนคืออะไร Using English as a medium of instruction (การใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอน) หมายถึงว่า ใช้ภาษาอังกฤษในการสอนเนื้อหาวิชาอื่นๆ เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เป็นต้น คิดกันง่ายๆนะคะว่า เราเองเคยรู้จักคนที่ไม่ได้เรียนหนังสือโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอน แต่เก่งภาษาอังกฤษน่ะ มีไหม? ครูม่อนคนนึงเนี่ยแหละค่ะ ที่เรียนโรงเรียนไทยธรรมดาๆแต่ก็สามารถฝึกภาษาอังกฤษจนเก่งได้ และครูม่อนก็รู้ว่าตัวเองไม่ใช่เก่งพิเศษกว่าคนอื่นตรงไหน มีคนอีกเยอะแยะที่เก่งภาษาอังกฤษได้โดยไม่ได้เรียนหนังสือโดยเรียนแบบใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อในการเรียนการสอน หลายๆคนอาจจะบอกว่า “ก็จริงนะ ที่ไม่ต้องเรียนหนังสือเป็นภาษาอังกฤษก็เก่งภาษาอังกฤษได้ แต่ถ้าได้เรียนหนังสือเป็นภาษาอังกฤษ มันก็น่าจะทำให้เรียนภาษาอังกฤษได้ง่ายขึ้นนะ” อ่ะ อันนี้ก็คงจะไม่เถียงค่ะ ภาษาเนี่ย ใช้เวลาเยอะ ก็น่าจะเก่งเยอะ เป็นธรรมดาใช่ไหมคะ? อันนี้เป็นcommon senseที่ใครๆก็รู้กัน แต่ถามว่าเก่งขึ้นเนี่ย เก่งขึ้นแค่ไหน? เก่งขึ้นกว่าไม่ได้เรียนหนังสือเป็นภาษาอังกฤษอาจจะใช่ คือ ถ้านักเรียนคนนี้ทำทุกอย่างเหมือนเดิมตลอดการเรียน แล้วเรียนด้วยภาษาอังกฤษแทนภาษาไทย ภาษาอังกฤษก็น่าจะดีกว่านักเรียนคนนี้เรียนหนังสือด้วยภาษาไทย ก็น่าจะใช่นะคะ

ข้อดี สี่อย่างของการเรียนเมืองนอก

By |2014-09-15T13:38:46+07:00September 15th, 2014|Categories: Food for Thoughts, ศึกษาต่อต่างประเทศ|Tags: , |

1. เข้าใจตัวเองมากขึ้น ไปเรียนหรือไปอยู่เมืองนอกเนี่ย ทำให้เรารู้จักตัวเองได้ดีขึ้นเยอะเลย เพราะว่าเราได้ไปเห็นสิ่งที่แตกต่างไปจากที่เราคุ้นเคย ถ้าเรารู้จักคิดและหันกลับมามองตัวเอง จะทำให้เราได้รู้จักตัวเองอย่างที่เราไม่เคยรู้มาก่อนเลย อย่างครูม่อน ก่อนไปอยู่อเมริกา เราก็ไม่ได้คิดว่าเราเป็นคนjudgementalอะไรนะ แต่พอที่อยู่ที่นู่น พอเห็นคนที่แตกต่างกว่าเรามากๆ เช่น สีผิว การแต่งตัว หรือ กิริยาท่าทาง ความคิดเรามันไปตัดสินเขาเร็วมากๆ ทั้งๆที่เราก็รู้ว่าเราไม่ควรไปตัดสินใครจากภายนอก แต่ความคิดมันไปก่อนแล้ว อยู่เมืองไทยไม่ค่อยได้ทันความคิดตัวเอง เพราะว่าบ้านเราคนจะไม่ต่างกันมาก พออยู่ที่อเมริกาถึงได้รู้ว่าเราต้องหัดใจตัวเองให้เปิดกว้างกับคนที่แตกต่างจากเรามากขึ้น 2. รักเมืองไทยมากขึ้น ใครที่ไปอยู่เมืองนอกจะรู้นะ ว่ายิ่งอยู่เมืองนอกนานก็ยิ่งรู้ว่าบ้านเราเนี่ยดีที่สุด ไม่ใช่ว่าดีที่สุดเวลาไปเทียบกับที่อื่นตรงๆนะ แต่ดีที่สุดสำหรับเราเอง แรกๆไปอยู่เมืองนอกจะมีสองแบบ คือ แบบปรับตัวไม่ได้แล้วไม่ชอบ หรือไม่ก็ชอบที่ใหม่มากๆไปเลย แต่ไม่ว่าจะแบบไหนก็ตามนะ พออยู่ไปนานๆ เราจะปรับตัวได้ แต่ก็ยังคิดว่าอยู่บ้านเราดีกว่า หรือแบบที่สองก็คือ จะเริ่มเห็นข้อไม่ดีของที่ใหม่ๆ ทำให้เราเห็นว่าจริงๆแล้ว ทุกๆที่มันก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย 3. เข้าใจวัฒนธรรรมไทยมากขึ้น มีวัฒนธรรมหรือธรรมเนียมอะไรหลายๆอย่างนะที่พอไปอยู่เมืองนอกแล้วมันก็ยังเปลี่ยนไม่ได้ เช่น ปกติตอนเป็นนักเรียน เวลาจะออกจากห้องเรียนขณะที่อาจารย์ยังสอนอยู่ เราก็จะก้มหัวนิดนึงเวลาเดินผ่านอาจารย์​ พอไปอยู่ที่อเมริกา พอจับได้ว่าตัวเองยังทำอยู่ ก็คิดเลยว่า เพื่อนๆคงนึกว่าเราตลกดี ทำไมต้องก้มหัวด้วย แต่มันทำให้เรารู้ว่าโตมาแบบคนไทย เราให้เกียรติอาจารย์ว่าเป็นคนที่เราควรเคารพ

March 2013

เป็นคนไทยก็สนใจเรื่่องประเทศไทย ไม่ผิดสักหน่อย?

By |2013-03-02T06:51:17+07:00March 2nd, 2013|Categories: Food for Thoughts|Tags: , , |

ตอนนี้เรียนปริญญาเอกอยู่ ปริญญาเอกเน้นวิจัย เราก็ต้องทำเรื่องที่ตัวเองสนใจใช่ไหม ปกติแล้วเวลาทำวิจัยเรื่องอะไร มักจะมีแนวโน้มที่จะเลือกทำเรื่องที่เกี่ยวกับเมืองไทย หรือเอาไปประยุกต์ใช้กับเมืองไทยได้ เพราะเราอยากรู้อยากเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองไทยและเราก็อยากรู้ว่าอะไรที่จะเอาไปพัฒนาประเทศเราได้บ้าง แต่เราดันมาเรียนเมืองนอกอ่ะนะ ไม่ได้เรียนเมืองไทย คนส่วนมากเขาก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอกว่าในประเทศเรามันเป็นยังไงบ้าง บางคนก็สงสัยว่าถ้าอยากทำเรื่องเมืองไทยทำไมไม่เรียนที่เมืองไทยซะเลย อ้าว เราก็อยากจะเอาความรู้ที่ประเทศอื่นเขาใช้กันมาพัฒนาประเทศตัวเองใช่ไหมล่ะ เราอยากนำวิธีความคิดของเขา มาลองใช้กับประเทศเราดูบ้างว่ามันจะทำให้เราคิดอะไรได้แตกต่างจากเดิมบ้างไหม ไม่ใช่ว่าความรู้ของเมืองไทยไม่ดีนะ ยิ่งเรียนเมืองนอกนานขึ้นเรื่อยๆยิ่งรู้สึกว่าการศึกษาบ้านเราก็มีอะไรที่ดีกว่าตั้งเยอะแยะ แต่ถ้าเราไม่ได้เรียนรู้เรื่องไกลตัวบ้าง มันก็คงจะก้าวหน้าได้ลำบากล่ะนะ ไม่รู้ว่าจะมีคนเข้าใจเยอะไหม แต่คนที่เป็นนักวิจัยเนี่ย เวลาอยากรู้เรื่องอะไรแล้วมันจะรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในโลก เป็นเรื่องที่น่าสนใจ น่าศึกษาค้นคว้ามาก ทั้งๆที่คนทั่วๆไปมองแล้วจะงงว่า มันน่าสนใจตรงไหนอ่ะ เสียเวลาชัดๆ ซึ่งเราก็ไม่สนใจหรอกนะ เราแปลกแหละดีแล้ว จะได้ทำสิ่งที่คนอื่นเขาไม่ทำกัน แต่เวลาอยู่ในวงการวิชาการเนี่ย มันมีอย่างหนึ่งที่ต้องทำ คือ ต้องทำให้คนอื่นเขาเห็นให้ได้ว่าสิ่งที่เราทำอยู่เนี่ยมันสำคัญยังไง มันมีประโยชน์ยังไง ซึ่งเราก็เข้าใจระบบนะ เพราะการทำวิจัยมันเสียทั้งเงินทั้งเวลา ถ้ามันไม่มีความสำคัญ จะไปเสียเวลาเสียเงินทำไมกัน แต่เวลาอยู่ในที่ที่เห็นประเทศเราเป็นติ่งที่อยู่ตรงไหนก็ยังไม่รู้เนี่ย เวลาจะทำให้เขาเห็นว่าสิ่งที่ศึกษาจากประเทศเราหรือประเทศอื่นๆมันก็มีประโยชน์กับชาวโลกเหมือนกันนะ คือเขาให้ความสำคัญกับคนพิการ หรือนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนได้ โดยถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งเราก็คิดว่าเป็นเรื่องดี แต่บางทีก็คิดว่าแปลกเหมือนกันที่ในทางกลับกัน การศึกษาสังคมที่มันต่างออกไป กลับมองว่าไม่มีประโยชน์ ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองไปเอาความรักชาติมาจากไหน นักเรียนต่างชาติหลายๆคนเขาก็ไม่เห็นจะอยากศึกษาเรื่องเกี่ยวกับประเทศตัวเองเลย แต่เราอ่ะนะ นับวันยิ่งภูมิใจที่เป็นคนไทย และถึงแม้ว่าใครจะเห็นว่าประเทศเราไม่สำคัญ แต่เราเห็นว่าสำคัญแหละ และพยายามบอกกับตัวเองตลอดว่า

February 2013

เอาตัวเราไปเปรียบเทียบกับคนอื่นไม่ได้หรอก

By |2013-02-03T03:08:15+07:00February 3rd, 2013|Categories: Food for Thoughts|

ถึงแม้ว่าหัวข้อที่จะเขียนวันนี้เป็นเรื่องที่รู้อยู่แล้ว แต่บางทีมันก็ทำยากเหมือนกันนะ ใครๆก็คงเคยได้ยินมาใช่ไหมว่า “อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น” เพราะจริงๆเราไม่รู้หรอกว่าเขาผ่านอะไรมาแล้วบ้าง เขาต้องทำอะไรแค่ไหนถึงจะมีวันนี้ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทุกคนก็รู้ดีว่ามันเป็นเรื่องปกติของมนุษย์เราอยู่แล้วที่จะเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ทำไมถึงเป็นยังงั้นล่ะ ลองคิดดูดีๆก็เห็นว่า การเปรียบเทียบมันเป็นสิ่งที่อยู่ในการเรียนรู้เพื่อเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่นี่แหละ ตอนเด็กๆ พ่อแม่ครูอาจารย์ก็สอนให้เราทำอะไรให้เหมือนคนอื่นเขาใช่ไหม เช่น กินข้าวให้เรียบร้อยเหมือนพี่เขาสิ เก็บของให้เรียบร้อยเหมือนเพื่อนๆสิ ทำการบ้านให้เสร็จก่อนมาเรียนเหมือนเพื่อนๆเขาสิ มันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วใช่ไหม ขนาดสัตว์ก็ยังเรียนรู้จากตัวที่เกิดมาก่อนเลยว่าจะทำอะไรอย่างไรให้อยู่รอดได้ ข้อดีมันก็มีอย่างนี้ การเปรียบเทียบที่ดีคือ พอเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นแล้วทำให้เราขยันมากขึ้น ทำให้เราอยากปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น ทำให้เรามีกำลังใจมากขึ้น ถ้าอย่างนั้นมันก็ดีไป แต่ส่วนใหญ่แล้วเวลาเราเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น มักจะทำให้เราหมดกำลังใจซะมากกว่า คิดว่า ชาตินี้ก็คงทำไม่ได้เหมือนคนอื่นเขา แต่ถ้าจะมองดูกันจริงๆแล้ว ความสามารถของคนเราแต่ละอย่างก็เหมือนกับดอกไม้ตูมที่จะค่อยๆบานเหมือนกัน ถ้าเราเพิ่งเริ่มมาตั้งใจเรียนตอนนี้ จะให้เราเก่งสู้คนอื่นเขาในวันสองวันมันจะเป็นไปได้หรือ เราเริ่มช้ากว่า เราก็พัฒนาไปช้ากว่า แต่มันผิดหรือเปล่า  ถ้าถามว่าดอกไม้ตูมมันแย่กว่าดอกไม้ที่บานแล้วหรือเปล่า คงไม่มีใครเห็นด้วยหรอก ดอกไม้ตูม เดี๋ยวมันก็บานเหมือนกัน เพียงแต่มันเพิ่งเริ่มเท่านั้นเอง มันก็ต้องใช้เวลาด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีใครที่อยู่นอกกฏของเหตุและผลได้ เราทำอะไรเราก็ได้อย่างนั้น เราอาจจะเห็นว่าเราทำแล้วมันไม่ได้เหมือนคนอื่น แต่จริงๆแล้วบางทีเราก็ลืมไปว่า เราเองเพิ่งเริ่มต้น เราจะไปรู้ได้ยังไงว่าคนอื่นเขาเริ่มทำมาตั้งแต่เมื่อไหร่แล้ว สิ่งที่ดีที่สุดที่จะทำได้ก็คือ เปรียบเทียบกับตัวเองนี่แหละ ถ้าเราดีขึ้นกว่าเมื่อวาน แค่เพียงเล็กน้อย ก็ถือว่าเราดีขึ้นแล้ว จริงไหมล่ะ? แต่คนเราก็ต่างจากดอกไม้ตรงที่ว่า

January 2013

ชีวิตคนเรานั้นแสนสั้น เดินไม่พักบ้าง ไม่เหนื่อยเหรอ

By |2013-01-27T00:13:21+07:00January 27th, 2013|Categories: Food for Thoughts|Tags: |

เมื่อก่อนเป็นคนชอบเดินเร็วๆ ตั้งแต่เด็กๆแล้วนะ เดินเร็วๆ จะได้ไปถึงห้องเรียนเร็วๆ จะได้กลับบ้านเร็วๆ ซึ่งเราก็รู้สึกว่าดีออกที่เป็นคนเดินเร็ว ไม่เสียเวลา แถมได้ออกกำลังกายด้วย แต่ก็ด้วยการเดินเร็วเนี่ยแหละที่มันยิ่งทำให้ธรรมชาติของเราที่เป็นคนใจร้อน ยิ่งไปกันใหญ่ ปกติแล้วเป็นคนที่เกลียดการไปสายที่สุด รู้สึกว่าตัวเองไม่มีความรับผิดชอบมากๆเลยถ้าไปสาย แต่บางทีเราก็ไม่ได้เผื่อเวลาไว้พอใช่ไหม มันเลยต้องรีบ รีบเดินขึ้นรถ รีบไปต่อรถ ก็ติดเป็นนิสัยนะ ยิ่งเดินเร็วก็ยิ่งรีบ ยิ่งรีบก็เดินเร็ว แต่ก็คงเคยเป็นกันใช่ไหมที่เหมือนที่เขาพูดกันว่า ยิ่งรีบยิ่งช้า มันจะมักจะจริงอ่ะ ยิ่งรีบก็ยิ่งลืมนู่นลืมนี่ ต้องกลับมาเอา ทำให้ช้ากันไปใหญ่ แต่ถึงอย่างนั้น นิสัยอย่างนี้มันก็แก้ยากนะ เราเป็นคนหนึ่งนะที่เชื่อว่า อะไรที่เกิดขึ้นมาก็แล้วแต่ มันก็ต้องมีเหตุผลของมัน เรียกง่ายๆว่า There must be a reason for it. จากชีวิตตัวเองจะเห็นได้ชัดเลยว่า เมื่อไหร่ที่ชีวิตเรารีบๆยุ่งๆจนไม่ได้มีเวลาให้ตัวเอง ข้อเท้าจะพลิกทุกที ปกติเป็นคนข้อเท้าไม่ค่อยแข็งแรงอยู่แล้ว เพราะเคยพลิกตั้งแต่เด็กๆ  เวลาโตขึ้นมา ขาก็จะแพลงบ่อยอยู่แล้ว ปีละครั้งสองครั้งอะไรอย่างเนี่ย จากการสังเกตนะ รู้สึกว่าเหมือนตัวเองพยายามจะบังคับให้ทำให้ชีวิตตัวเองช้าลง โดยการเดินเร็วไม่ได้ แต่ถึงจะรู้อย่างนี้ก็เถอะ พอขาหายดีเหมือนเดิม ก็กลับไปเป็นเหมือนเก่า คราวนี้สงสัยชีวิตอย่างให้เราอยู่อย่างช้าๆจริงๆ แล้้วอยู่กับมันให้ได้ ก็เลยข้อเท้าหักซะเลย