Skip to content

Recent Articles

28
Dec

จำมากกว่าทางเดียวได้ผลดีกว่า (Dual Coding theory)

วันนี้เรามาทำความรู้จักกับ coding กันค่ะ

Coding (n) ในด้านสมองคือการเอาข้อมูลเข้าไปใส่ในสมอง ยกตัวอย่างประโยค เช่น  The information is coded in the brain. แปลว่า ข้อมูลนี้ถูกบันทึกไว้ในสมอง

นักวิจัยพบว่าข้อมูลถูกบันทึกไว้ในสมองในแบบรูปภาพ (visual images) หรือ คำพูด (verbal units) หรือทั้งสองแบบค่ะ* นอกจากนี้นักวิจัยยังพบว่าข้อมูลที่ถูกบันทึกทั้งสองแบบ (visual images and verbal units) นั้นเป็นข้อมูลที่เรียนได้ง่ายที่สุด จึงเรียกทฤษฎีนี้ว่า dual coding theory (dual แปลว่า สอง)**

tesskou_paivio_dualcoding1

จากไดอะแกรมนี้จะเห็นได้ว่า ข้อมูลจะมาจากสองทาง คือ ภาพและคำพูด ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ก็จะมาอยู่ใน working memory ซึ่งมีความสามารถจำกัด การที่ข้อมูลทั้งสองทาง คือ ภาพและคำพูดมาอยู่ด้วยกัน ก็จะเกิดการเชื่อมโยง (connection) ทำให้ข้อมูลนี้เข้าไปอยู่ในlong-term memory เป็นความรู้ (knowledge) ได้ง่ายขึ้น

เราจะเอาความรู้นี้มาช่วยในการเรียนภาษาได้อย่างไรบ้าง? ก็ง่ายๆเลยค่ะ เวลาจะจำอะไร เราก็ใช้ทั้งรูปภาพและคำพูดมาช่วยให้จำได้ง่ายขึ้น

ตัวอย่าง

เราไปอ่านเจอคำว่า quiant เราไม่รู้ความหมาย ก็ไปเปิดดู

Quaint (adj) ซึ่งมีเสน่ห์แบบโบราณๆ

Quaint (adj) attractively unusual or old-fashioned

เราก็ท่องไป แต่มันก็ยังไม่ชัดเจน ใช้google ช่วยหารูปเลยค่ะ

quaint

พอเห็นรูปปุ๊ป เราก็พอเข้าใจมากขึ้น ทีนี้เวลาท่องจำคำนี้ก็จะจำได้ง่ายขึ้นเยอะ

ปกติเวลาท่องศัพท์​เรามักจะท่องแค่ คำและความหมาย  ถ้าเราใช้รูปภาพมาช่วยด้วย จะทำให้เราจำได้ง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ แม้แต่ทุกวันนี้ครูม่อนเองก็ยังใช้วิธีนี้ เวลาอ่านเจอคำไหนไม่รู้ก็เปิดหาทั้งความหมายที่เป็นคำพูดหรือตัวหนังสือ และหารูปภาพค่ะ

References

*Paivio, A. (2006). Mind and its evolution; a dual coding theoretical interpretation. Mahwah, NJ: Erlbaum.

**Butcher, K. R. (2006). Learning from text with diagrams: Promoting mental model development and inference generation. Journal of Educational Psychology, 98, 182-197.

24
Dec

Christmas vocabulary

เนื่องในโอกาสวันคริสมาร์ส เรามาเรียนคำศัพท์เกี่ยวกับเทศกาลนี้กันดีกว่าค่ะ

Christmas เป็นเทศกาลของชาวคริสต์ แต่ปัจจุบันก็กลายเป็นเทศกาลสากลไปแล้ว ที่อเมริกาวันคริสมาร์ส (Christmas Day) ซึ่งคือวันที่ 25 ธันวาคม จะเป็นวันหยุดประจำชาติ (แต่วันที่  24 ซึ่งเป็น Christmas Eve จะไม่หยุดนะคะ)

Christmas eve คือวันก่อนวันคริสมาร์ส

Eve คือ ก่อน

Christmas Eve ก็คือก่อนคริสมาร์สนั่นเอง

New Year Eve ก็คือวันก่อนวันปีใหม่ ก็คือ 31 ธันวาคมนั่นเองค่ะ

Christmas tree ต้นคริสมาร์ส

Christmas tree ornament เครื่องประดับต้นคริสมาร์ส

ornament

Tree topper เครื่องประดับเอาไว้บนสุดของต้นคริสมาร์ส มักจะเป็นดาว

tree topper star

Christmas light/twinkle light ไฟตกแต่ง

Christmas decoration ทุกอย่างที่เอาไว้ประดับในช่วงเทศกาลคริสมาร์ส ในประเทศที่ฉลองคริสมาร์สนั้นจะมีการประดับบ้านสำหรับช่วงเทศกาลค่ะ

christmas decoration

Wreath (อ่านว่า หลีด) คือ พวงใบไม้ดอกไม้ที่มักจะเอาไว้แขวนหน้าบ้าน

wreath

Stocking คือ ถุงเท้าที่เอาไว้ใส่ของขวัญค่ะ แต่ละคนจะมีคนละอัน

stocking

Stocking stuffer คือ ของขวัญที่เอาไว้ใส่ในถุงเท้านั่นเอง

Elf (Elves) เอล์ฟ เป็นผู้ช่วยซานตา ครอสค่ะ ช่วยassumble toys คือประกอบของเล่น ฉะนั้นเราจะเห็นเครื่องประดับบางอย่างเป็นรูปตัวเอล์ฟ

Gingerbread house เป็นบ้านที่ทำจากขนมปังขิง มักจะตกแต่งด้วยcandy

gingerbread house

Candy cane เป็นขนมหวานรูปไม้เท้า รสชาติจะเป็นpeppermint ค่ะ

candy cane

Eggnog เครื่องดื่มที่ทำจากไข่ และนม มักจะใส่แอลกอฮอล์ด้วย

Advent calendar คือ ปฏิทินเอาไว้นับถอยหลังถึงวันคริสมาร์ส มักจะมีการใส่ของเล่นหรือcandyเอาไว้ในแต่ละช่องด้วย

advent calenday

Yule/Yuletide เป็นภาษาเก่า แปลว่า ช่วงคริสมาร์ส

ถึงแม้บ้านเราจะไม่ได้ฉลองคริสมาร์สกันจริงจัง แต่เราก็มาเรียนภาษาอังกฤษจากเทศกาลนี้กันได้นะคะ Merry Christmas ค่ะ

19
Dec

ท่องจำตอนไหนดี (Spaced repetition)

ทุกคนคงมีประสบการณ์ว่าเวลาเรียนหรือท่องจำอะไรแล้วลืมเร็วมากเลยใช่ไหมคะ อย่างบางทีเรียนในคาบเสร็จปั๊บ ของีบหน่อย ตื่นมาลืมหมดแล้ว เราลองมาดูว่ามีวิธีไหนบางที่ทำให้เราจำได้ระยะยาวบ้าง

ตามหลักการทำงานของสมองและ decay theory (decay = เสื่อมถอย) ความจำของเราจะลดลงตามเวลาที่ผ่านไป คือ เราจะจำสิ่งที่เราเพิ่งเรียนเมื่อวานได้มากกว่าสิ่งที่เราเรียนไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว

forgettingcurve

Picture source: https://www.gwern.net/Spaced-repetition

จากกราฟนี้เราจะเห็นว่า ถ้าให้recall (เรียกข้อมูลออกมา)เลยทันทีก็จะทำได้ 100% ถ้าเวลาผ่านไป สิ่งที่จำได้ก็จะลดลงอย่างรวดเร็วค่ะ

หลักการหนึ่งที่มาช่วยไม่ให้ความจำเราถดถอย คือ spaced repetition คือ การแบ่งจำเป็นช่วงๆ (space = เว้นระยะ, repetition = การทำซ้ำ)

spaced repetition

Picture source: https://www.koobits.com/2012/10/08/study-smart-the-power-of-spaced-repetition

จากกราฟเราจะเห็​นได้ว่าถ้าทบทวน (review) ทันทีเราจะจำได้ 100% พอผ่านไป 10นาที ถ้าเราไม่ทบทวน ความจำจะเหลือ 50% แต่ถ้าทบทวนก็จะกลับไปเป็น 100% เหมือนเดิม พอหนึ่งวันผ่านไป ถ้าเราไม่ได้ทบทวนเหลือจะเหลือประมาณ​30% แต่ถ้าเราทวนอีกก็จะกลับไปเป็น 100% เหมือนเดิม เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

ฉะนั้นจากงานวิจัยตามหลักการทำงานของสมอง เราจะเห็นได้ว่าเราควรทบวนตามนี้

  1. หลังการเรียนทันที
  2. หนึ่งวันหลังจากการเรียน
  3. หนึ่งอาทิตย์
  4. หนึ่งเดือน

สิ่งสำคัญที่สุดที่ครูม่อนได้จากงานวิจัยเรื่องนี้คือว่าเราควรจะทบทวนทันทีหลังเรียนและภายใน 24 ชั่วโมง เพราะเป็นช่วงที่การลืมเกิดได้เร็วและมากที่สุด ถ้าไม่ทบทวนภายใน 24 ชั่วโมง โอกาสที่จะจำได้จะต่ำมากๆเลย

อ่านแล้วอาจจะคิดว่า โห อย่างนี้ต้องทบทวนตลอดไปเลยเหรอ แต่อย่าลืมนะคะว่าการทบทวนครั้งหลังๆนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นการทบทวนแบบเป็นทางการ เช่น ถ้าเราเรียนคำศัพท์ในห้องเรียน การทบทวนครั้งแรกๆเราอาจจะอ่านโน้ตที่จดไว้ แต่พอครั้งที่ 4-5 ไปแล้ว เราอาจจะเจอคำศัพท์ในหนัง ในทีวี ในเพลง หรือหนังสือ ก็ถือเป็นการทบทวนเหมือนกัน ฉะนั้นถึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน เพราะจะช่วยให้เราทบทวนไปในตัวค่ะ

16
Dec

ใช้อารมณ์ขันมาช่วยจำ (Humor and Memory)

นักวิจัยพบว่าอารมณ์ขัน (Humor) นั้นมีผลต่อความจำ ทำให้จำได้ดีขึ้น ลองนึกถึงความทรงจำของตัวเองดูนะคะ อะไรที่ขำๆตลกๆเรามักจะจำได้ได้ เราก็เอาหลักนี้มาช่วยจำภาษาอังกฤษได้

เวลาท่องจำเราก็ลองเอาสิ่งที่ต้องจำมาทำให้ตลก อาจจะสร้างภาพ (imagine) หรือสร้างเรื่องราวที่ตลก (humorous),  ไร้สาระหรือแปลก  (silly or weird ), and เว่อร์ (exaggerated)  ยิ่งตลกมากๆ เรายิ่งจำได้ดี

ยกตัวอย่าง เช่น ตอนที่ครูม่อนเรียนหมอ ต้องจำชื่อกระดูก มีกระดูกใหญ่ที่ต้นขาชื่อว่า Femur  ครูม่อนก็ใช้วิธีจำว่า Femur มันออกเสียงคล้ายๆ Humor แต่ขึ้นต้นด้วย F ก็เลยนึกภาพว่ากระดูกที่ต้นขามีตัว F อยู่ที่หัว แล้วก็เต้นไปเต้นมาบนต้นขา แล้วครูม่อนก็จำได้ เพราะว่าภาพตัวกระดูกมีFที่หัวเต้นไปเต้นมาบนต้นขา มันแปลกแล้วก็silly สำหรับครูม่อน ครูก็เลยจำได้ค่ะ

สรุปว่า ถ้าเราต้องจำภาษาอังกฤษ วิธีนึงที่ช่วยได้คือ ลองนึกภาพหรือสร้างเรื่องจากสิ่งที่เราต้องจำแล้วทำให้มันตลกๆหรือเวอร์ๆ จะช่วยให้เราจำได้ง่ายขึ้น

สิ่งที่ควรรู้คือว่า ถ้าคนอื่นมาบอกวิธีจำให้เรา เช่น ให้จำFemur ตามที่ครูม่อนบอกเมื่อกี้ เราจะจำได้ไม่ดีเท่าภาพที่เราสร้างขึ้นมาเองค่ะ ฉะนั้นทำเองได้ผลดีที่สุดนะคะ

13
Dec

ใช้ความรู้เก่ามาช่วยจำความรู้ใหม่ (Link method)

หลักของการจำอีกอย่างคือ การเชื่อมโยง (association) อย่างที่พูดถึงไปแล้วว่าการจำคือการสร้าง neural pathway (ทางเชื่อมระหว่างเซลล์ประสาท)  การที่จะสร้างpathway ก็คือ การเชื่อมโยงข้อมูลใหม่กับข้อมูลเก่าหรือสิ่งที่เราจำได้อยู่แล้ว การที่เราเอาข้อมูลใหม่ไปเชื่อมกับสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วจะทำให้เกิดทางเชื่อมระหว่างข้อมูลเก่ากับข้อมูลใหม่ ที่นี้พอเราจะนึกถึงข้อมูลใหม่ เราก็เพียงนึกถึงข้อมูลเก่า แล้วเราก็จะเชื่อมไปสู่ข้อมูลใหม่ได้

ยกตัวอย่างเช่น เราอยากจะจำคำว่า “implant” ที่แปลว่าปลูกถ่ายอวัยวะ

เรารู้ว่า ‘plant’ แปลว่าต้นไม้ (ในกรณีที่เป็นคำนาม) หรือ ปลูกต้นไม้ (ถ้าเป็นกริยา)

เรารู้ว่า ‘im-‘ สามารถเป็นprefixได้ แปลว่า ‘into’ เช่น ใน import (นำเข้า)

เราก็เอามาเชื่อมกันว่า implant คือ plant something into our body ก็คือปลูกถ่ายอวัยวะนั่นเองค่ะ

เห็นไหมคะว่า เราเอาความรู้ใหม่เกี่ยวกับคำว่า implant มาเชื่อมกับสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วคือ คำว่า plant กับprefix im- ทำให้เราจำได้ง่ายขึ้นค่ะ

8
Dec

เรียนภาษาอังกฤษ ท่องจำดีไหม (rote memorization)

วิธีจำที่เก่าแก่ที่สุดที่เราต้องพูดถึงก็คือ การท่องจำ (rote memorization)   นั่นเอง วิธีนี้ใช้หลักการทำซ้ำๆ (repetition)คือ ท่องซ้ำๆจนจำได้ ไม่ต้องคิดมาก ท่องแล้วท่องอีก เดี๋ยวก็กลายเป็น long-term memory ไปเอง

หลายๆคนบอกว่าถ้าท่องภาษาอย่างเดียว จะทำให้ใช้ภาษาไม่เป็น ซึ่งครูม่อนเห็นด้วยนะคะ แต่ว่าการท่องจำก็มีข้อดีของมันอยู่เหมือนกัน เราแค่ต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับเป้าหมายเราเท่านั้นเองค่ะ

การท่องจำเหมาะกับกรณีไหน

  • อย่างแรกเลยคือ ตอนเริ่มเรียนใหม่ๆ เริ่มจากศูนย์เลย เช่น ABC หรือจำคำทักทายง่ายๆ เช่น Hi, Hello, How are you? พวกนี้ท่องไปเลยง่ายกว่า เพราะเรายังไม่มีเบสิก
  • ถัดมาคือ พวกคำนามที่เป็นรูปธรรม(concrete nouns) ที่ไม่ได้เข้าใจยากอะไร พวกนี้ท่องไปเลยได้ อย่างที่ตอนเด็กที่โรงเรียนให้ท่อง Monday, Tuesday, …. หรือ January, Feburary, .. หรือท่องสูตรคูณ
  • กริยาสามช่อง จำกันได้ไหมคะ ตอนเด็กๆครูม่อนก็ไม่ชอบท่องเหมือนกัน พอโตมาถึงรู้ว่ามีประโยชน์มาก ไปต้องคอยไปเปิดดู
  • Phrasal verbs หรือ collocations ในการใช้ภาษาอังกฤษนั้น บางคำก็ใช้ได้กับบางคำเท่านั้น เช่น  phrasal verb คือ verbบางคำจะต้องใช้กับ preposition บางคำเท่านั้น ตัวอย่างเช่น

Apply to something  —> apply to universities

Apply to do something —> apply to vote

Apply for something —> apply for a job

พวกนี้ ถ้าเราท่องไปเลยก็จะไม่ใช้ผิดค่ะ วิธีท่องให้จำได้และเอาไปใช้ถูกก็คือ ท่องตัวอย่างไปเลย อย่างกรณีนี้ก็ท่อง “apply to universities” “apply to vote” “apply for a job” พอเราจำอย่างนี้ได้ เวลาเราจะใช้เราก็มานึกดูก็จะเอาไปใช้ถูกค่ะ

ท่องแบบนี้ยังช่วยให้เราจำ collocations ได้ด้วย ก็คือ คำที่ปกติจะใช้คู่กัน เช่น strong coffee กับ heavy drinker เราจะไม่ใช้ว่า strong drinker กับ heavy coffee ใช่ไหมคะ  แบบนี้คือถ้าเราพูดให้ชินปากไปเลยว่า strong coffee กับ heavy drinker เราก็จะใช้ได้ถูกค่ะ

เราพูดถึงข้อดีไปแล้ว มาพูดถึงข้อเสียกันบ้าง

เนื่องจากการท่องจำนั้น เราไม่ได้ต้องทำความเข้าใจ (comprehension) หรือ ใช้คิดไตร่ตรองอย่างลึกซึ้ง (deep processing) หรือใช้อารมณ์ (emotion) ดังนั้น neural pathway ที่เกิดขึ้นก็จะไม่ลึกพอที่จะเป็น long-term memory ได้ง่ายๆ ก็เลยต้องทำซ้ำหลายๆครั้ง ซึ่งอาจจะไม่เหมาะกับคนที่ไม่ค่อยมีเวลาเยอะนัก

ข้อเสียอีกอย่าง ถ้าต้องเอาสิ่งที่ท่องไปใช้ในสถานการณ์ (context) ที่แตกต่างจากอันที่ท่อง เราจะทำได้ช้า ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราท่องการสะกดคำว่า perceive โดยท่องว่า p-e-r-c-e-i-v-e  พอเราต้องเขียนคำนี้ เราก็จะเขียนได้เร็ว แต่ถ้าจำกฏว่า  “I before e except after c” เวลาเราจะเขียนคำว่า perceive เราต้องมาคิดก่อนว่า เอ คำนี้ e กับ I มันอยู่หลัง c หรือเปล่า แล้วค่อยเขียน มันจะช้ากว่าค่ะ   อีกตัวอย่างคือ ถ้าเราท่องกริยาสามช่อง run ran run ถ้าข้อสอบถามกริยาสามช่องตรงๆ ให้เติม run, _____, _____  เราก็จะตอบได้เร็วว่า run, ran, run แต่ถ้าข้อสอบให้เติม Today I have just ______ 3 km. เราต้องมานึกก่อนว่า run, ran, run โอเค ช่องสามคือ run แล้วค่อยเติมไปว่า Today I have just run 3 km.

สรุปข้อดีข้อเสียของการท่องจำ

ข้อดี (advantages)

  • ง่าย ไม่ต้องมีพื้นฐาน ไม่ต้องทำความเข้าใจ
  • เป็นวิธีช่วยให้จำสิ่งที่เป็นพื้นฐานในการเรียนระดับสูงต่อไป

ข้อเสีย (disadvantages)

  • เสียเวลา ต้องทำซ้ำหลายครั้ง
  • มักไม่ช่วยให้เข้าใจ
  • เวลาจะเอามาใช้ใน context ที่ต่างจากอันที่ท่องจะทำได้ช้า

จากที่เห็นว่าการท่องจำก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย เพราะฉะนั้นเราจะท่องอย่างเดียวได้ ต้องใช้วิธีอื่นด้วย ซึ่งเราจะมาต่อกันคราวหน้าค่ะ

8
Dec

กระบวนการจำในสมอง (Memory)

จะจำให้ได้ดี เราต้องเข้าใจเทคนิคการจำ Memorization techniques ซึ่งวิธีการจำในการเรียนภาษานั้นมีหลายวิธีด้วยกัน แต่ละวิธีก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไปค่ะ

แต่ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจ ความจำ (memory) กันก่อนนะคะ

ความจำมีสองระดับ คือ working memory กับ long-term memory

Working memory คือ ความจำที่เราเอาไว้ใช้งานในขณะนั้น คล้ายๆเวลาเราใช้กระดาษทดนั่นแหละค่ะ working memoryมีจำกัด เหมือนเรามีกระดาษทดแค่แผ่นเดียว ถ้าทดเต็มแล้วก็หมด ขอกระดาษเพิ่มไม่ได้ Working memory นั้นประกอบไปด้วย short-term memory คือ ความจำระยะสั้น และก็ active processing ก็คือส่วนที่เอาshort-term memory มาประมวลผลนั้นเอง

Long-term memory คือ ความจำระยะยาว เหมือนข้อมูลที่เราเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์นั่นเอง พอจะใช้ก็ไปดึงออกมาใช้ได้

กระบวนการจำว่ากันง่ายๆอย่างได้นี้ค่ะ

Memory

Pathway เป็นอย่างนี้ค่ะ ตอนแรกเรารับรู้ (perceive) ก่อน รับรู้ทางได้ยินหรือทางการอ่านก็ได้ทั้งนั้น จากนั้นสิ่งที่เรารับรู้ก็จะถูกประมวลผล (process) ตอนนี้ข้อมูลอยู่ใน working memory ซึ่งจะอยู่ได้ไม่นาน จากนั้นถ้ามีcondition ที่เหมาะสม ข้อมูลก็จะย้ายไปอยู่ใน long-term memory ส่วนใน working-memory ก็จะถูกลบไปเพื่อให้ว่างที่จะสามารถรับข้อมูลใหม่ได้

แน่นอนว่าเวลาเรียนภาษาเราก็อยากให้ภาษาอยู่ใน long-term memory  ใช่ไหมคะ ในโพสต์ต่อๆไปเราจะมาดูกันว่าจะใช้วิธีอะไรมาช่วยให้สิ่งที่เราเรียนมาอยู่ใน long-term memory ได้บ้าง

5
Dec

อยากเก่งภาษาอังกฤษ เริ่มจากไหนดี?

ตอบตรงๆเลยนะคะ ก็เริ่มจากที่ที่เราอยู่นี่แหละ (start where you are) เพราะว่ามันเป็นที่เดียวที่เราจะเริ่มเรียนเริ่มฝึกภาษาอังกฤษได้อยู่แล้ว จะไปมัวแต่รอว่า ให้เราไปอยู่เมืองนอกก่อน ให้ว่างก่อน ให้สอบเสร็จก่อน ให้ฟังเก่งกว่านี้ก่อน มันก็จะไม่ได้เริ่มสักทีค่ะ

ถ้าเรายุ่ง ก็เริ่มจากอะไรที่ใช้เวลาน้อยๆก่อน

ถ้ายังไม่เก่ง ก็เริ่มจากอะไรที่ง่ายๆก่อน

เริ่มจากเปลี่ยนสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำอยู่แล้วให้เป็นภาษาอังกฤษ (integrate English into your daily activities) ชีวิตประจำวันสมัยนี้แทบจะหนีไม่พ้นภาษาอังกฤษอยู่แล้ว ก็เพิ่มเข้ามาให้มากหน่อยเท่านั้นเอง

ลองทำ

  • เปลี่ยน user interface ในคอมพิวเตอร์ มือถือ เกมส์ เวปไซต์ แอพให้เป็นภาษาอังกฤษ
  • ฟังเพลงภาษาอังกฤษ ถ้าปกติเราฟังเพลงไทย 100% ก็เปลี่ยนไปเป็น ไทย 90 % อังกฤษ 10 %
  • ดูหนังหรือทีวีเป็นภาษาอังกฤษ ถ้ายังฟังไม่รู้เรื่องก็ซับไทย ถ้าพอรู้เรื่องก็ซับอังกฤษ
  • ถ้าอ่านข่าวอ่านบทความออนไลน์เป็นภาษาไทย ก็ลองอ่านภาษาอังกฤษสักหนึ่งบทความต่อวัน
  • Follow หรือ Like เวปภาษาอังกฤษที่โพสต์เรื่องที่เราสนใจแบบสั้นๆ

ใครมีวิธีอื่นๆก็แชร์กันได้เลยนะคะ

สิ่งที่ต้องจำไว้ก็คือ

A year from now you will wish you had started today

A year from now you will wish you had started today. -Karen Lamb

พอปีหน้าคุณจะคิดว่าคุณน่าจะเริ่มตั้งแต่ตอนนี้ -Karen Lamb นักเขียนชาวอังกฤษ

EmilysQuotes.Com-best-time-start-past-present-attitude-inspirational-motivational-unknown

The best time to start was yesterday. The next best time is now.  -Adapted from Chinese proverb

เวลาที่เหมาะที่จะเริ่มมากที่สุดคือเมื่อวาน เวลาที่เหมาะสมที่สุดรองลงมาคือตอนนี้  -ดัดแปลงจากสำนวนจีน