Skip to content

Recent Articles

19
Dec
memory-image

ท่องจำตอนไหนดี (Spaced repetition)

ทุกคนคงมีประสบการณ์ว่าเวลาเรียนหรือท่องจำอะไรแล้วลืมเร็วมากเลยใช่ไหมคะ อย่างบางทีเรียนในคาบเสร็จปั๊บ ของีบหน่อย ตื่นมาลืมหมดแล้ว เราลองมาดูว่ามีวิธีไหนบางที่ทำให้เราจำได้ระยะยาวบ้าง

ตามหลักการทำงานของสมองและ decay theory (decay = เสื่อมถอย) ความจำของเราจะลดลงตามเวลาที่ผ่านไป คือ เราจะจำสิ่งที่เราเพิ่งเรียนเมื่อวานได้มากกว่าสิ่งที่เราเรียนไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว

forgettingcurve

Picture source: https://www.gwern.net/Spaced-repetition

จากกราฟนี้เราจะเห็นว่า ถ้าให้recall (เรียกข้อมูลออกมา)เลยทันทีก็จะทำได้ 100% ถ้าเวลาผ่านไป สิ่งที่จำได้ก็จะลดลงอย่างรวดเร็วค่ะ

หลักการหนึ่งที่มาช่วยไม่ให้ความจำเราถดถอย คือ spaced repetition คือ การแบ่งจำเป็นช่วงๆ (space = เว้นระยะ, repetition = การทำซ้ำ)

spaced repetition

Picture source: https://www.koobits.com/2012/10/08/study-smart-the-power-of-spaced-repetition

จากกราฟเราจะเห็​นได้ว่าถ้าทบทวน (review) ทันทีเราจะจำได้ 100% พอผ่านไป 10นาที ถ้าเราไม่ทบทวน ความจำจะเหลือ 50% แต่ถ้าทบทวนก็จะกลับไปเป็น 100% เหมือนเดิม พอหนึ่งวันผ่านไป ถ้าเราไม่ได้ทบทวนเหลือจะเหลือประมาณ​30% แต่ถ้าเราทวนอีกก็จะกลับไปเป็น 100% เหมือนเดิม เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

ฉะนั้นจากงานวิจัยตามหลักการทำงานของสมอง เราจะเห็นได้ว่าเราควรทบวนตามนี้

  1. หลังการเรียนทันที
  2. หนึ่งวันหลังจากการเรียน
  3. หนึ่งอาทิตย์
  4. หนึ่งเดือน

สิ่งสำคัญที่สุดที่ครูม่อนได้จากงานวิจัยเรื่องนี้คือว่าเราควรจะทบทวนทันทีหลังเรียนและภายใน 24 ชั่วโมง เพราะเป็นช่วงที่การลืมเกิดได้เร็วและมากที่สุด ถ้าไม่ทบทวนภายใน 24 ชั่วโมง โอกาสที่จะจำได้จะต่ำมากๆเลย

อ่านแล้วอาจจะคิดว่า โห อย่างนี้ต้องทบทวนตลอดไปเลยเหรอ แต่อย่าลืมนะคะว่าการทบทวนครั้งหลังๆนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นการทบทวนแบบเป็นทางการ เช่น ถ้าเราเรียนคำศัพท์ในห้องเรียน การทบทวนครั้งแรกๆเราอาจจะอ่านโน้ตที่จดไว้ แต่พอครั้งที่ 4-5 ไปแล้ว เราอาจจะเจอคำศัพท์ในหนัง ในทีวี ในเพลง หรือหนังสือ ก็ถือเป็นการทบทวนเหมือนกัน ฉะนั้นถึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน เพราะจะช่วยให้เราทบทวนไปในตัวค่ะ

16
Dec
20-humor

ใช้อารมณ์ขันมาช่วยจำ (Humor and Memory)

นักวิจัยพบว่าอารมณ์ขัน (Humor) นั้นมีผลต่อความจำ ทำให้จำได้ดีขึ้น ลองนึกถึงความทรงจำของตัวเองดูนะคะ อะไรที่ขำๆตลกๆเรามักจะจำได้ได้ เราก็เอาหลักนี้มาช่วยจำภาษาอังกฤษได้

เวลาท่องจำเราก็ลองเอาสิ่งที่ต้องจำมาทำให้ตลก อาจจะสร้างภาพ (imagine) หรือสร้างเรื่องราวที่ตลก (humorous),  ไร้สาระหรือแปลก  (silly or weird ), and เว่อร์ (exaggerated)  ยิ่งตลกมากๆ เรายิ่งจำได้ดี

ยกตัวอย่าง เช่น ตอนที่ครูม่อนเรียนหมอ ต้องจำชื่อกระดูก มีกระดูกใหญ่ที่ต้นขาชื่อว่า Femur  ครูม่อนก็ใช้วิธีจำว่า Femur มันออกเสียงคล้ายๆ Humor แต่ขึ้นต้นด้วย F ก็เลยนึกภาพว่ากระดูกที่ต้นขามีตัว F อยู่ที่หัว แล้วก็เต้นไปเต้นมาบนต้นขา แล้วครูม่อนก็จำได้ เพราะว่าภาพตัวกระดูกมีFที่หัวเต้นไปเต้นมาบนต้นขา มันแปลกแล้วก็silly สำหรับครูม่อน ครูก็เลยจำได้ค่ะ

สรุปว่า ถ้าเราต้องจำภาษาอังกฤษ วิธีนึงที่ช่วยได้คือ ลองนึกภาพหรือสร้างเรื่องจากสิ่งที่เราต้องจำแล้วทำให้มันตลกๆหรือเวอร์ๆ จะช่วยให้เราจำได้ง่ายขึ้น

สิ่งที่ควรรู้คือว่า ถ้าคนอื่นมาบอกวิธีจำให้เรา เช่น ให้จำFemur ตามที่ครูม่อนบอกเมื่อกี้ เราจะจำได้ไม่ดีเท่าภาพที่เราสร้างขึ้นมาเองค่ะ ฉะนั้นทำเองได้ผลดีที่สุดนะคะ

13
Dec
memory-eraser

ใช้ความรู้เก่ามาช่วยจำความรู้ใหม่ (Link method)

หลักของการจำอีกอย่างคือ การเชื่อมโยง (association) อย่างที่พูดถึงไปแล้วว่าการจำคือการสร้าง neural pathway (ทางเชื่อมระหว่างเซลล์ประสาท)  การที่จะสร้างpathway ก็คือ การเชื่อมโยงข้อมูลใหม่กับข้อมูลเก่าหรือสิ่งที่เราจำได้อยู่แล้ว การที่เราเอาข้อมูลใหม่ไปเชื่อมกับสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วจะทำให้เกิดทางเชื่อมระหว่างข้อมูลเก่ากับข้อมูลใหม่ ที่นี้พอเราจะนึกถึงข้อมูลใหม่ เราก็เพียงนึกถึงข้อมูลเก่า แล้วเราก็จะเชื่อมไปสู่ข้อมูลใหม่ได้

ยกตัวอย่างเช่น เราอยากจะจำคำว่า “implant” ที่แปลว่าปลูกถ่ายอวัยวะ

เรารู้ว่า ‘plant’ แปลว่าต้นไม้ (ในกรณีที่เป็นคำนาม) หรือ ปลูกต้นไม้ (ถ้าเป็นกริยา)

เรารู้ว่า ‘im-‘ สามารถเป็นprefixได้ แปลว่า ‘into’ เช่น ใน import (นำเข้า)

เราก็เอามาเชื่อมกันว่า implant คือ plant something into our body ก็คือปลูกถ่ายอวัยวะนั่นเองค่ะ

เห็นไหมคะว่า เราเอาความรู้ใหม่เกี่ยวกับคำว่า implant มาเชื่อมกับสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วคือ คำว่า plant กับprefix im- ทำให้เราจำได้ง่ายขึ้นค่ะ

8
Dec
How-Language-Is-Processed-By-Your-Brain-spillwords-300x300

เรียนภาษาอังกฤษ ท่องจำดีไหม (rote memorization)

วิธีจำที่เก่าแก่ที่สุดที่เราต้องพูดถึงก็คือ การท่องจำ (rote memorization)   นั่นเอง วิธีนี้ใช้หลักการทำซ้ำๆ (repetition)คือ ท่องซ้ำๆจนจำได้ ไม่ต้องคิดมาก ท่องแล้วท่องอีก เดี๋ยวก็กลายเป็น long-term memory ไปเอง

หลายๆคนบอกว่าถ้าท่องภาษาอย่างเดียว จะทำให้ใช้ภาษาไม่เป็น ซึ่งครูม่อนเห็นด้วยนะคะ แต่ว่าการท่องจำก็มีข้อดีของมันอยู่เหมือนกัน เราแค่ต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับเป้าหมายเราเท่านั้นเองค่ะ

การท่องจำเหมาะกับกรณีไหน

  • อย่างแรกเลยคือ ตอนเริ่มเรียนใหม่ๆ เริ่มจากศูนย์เลย เช่น ABC หรือจำคำทักทายง่ายๆ เช่น Hi, Hello, How are you? พวกนี้ท่องไปเลยง่ายกว่า เพราะเรายังไม่มีเบสิก
  • ถัดมาคือ พวกคำนามที่เป็นรูปธรรม(concrete nouns) ที่ไม่ได้เข้าใจยากอะไร พวกนี้ท่องไปเลยได้ อย่างที่ตอนเด็กที่โรงเรียนให้ท่อง Monday, Tuesday, …. หรือ January, Feburary, .. หรือท่องสูตรคูณ
  • กริยาสามช่อง จำกันได้ไหมคะ ตอนเด็กๆครูม่อนก็ไม่ชอบท่องเหมือนกัน พอโตมาถึงรู้ว่ามีประโยชน์มาก ไปต้องคอยไปเปิดดู
  • Phrasal verbs หรือ collocations ในการใช้ภาษาอังกฤษนั้น บางคำก็ใช้ได้กับบางคำเท่านั้น เช่น  phrasal verb คือ verbบางคำจะต้องใช้กับ preposition บางคำเท่านั้น ตัวอย่างเช่น

Apply to something  —> apply to universities

Apply to do something —> apply to vote

Apply for something —> apply for a job

พวกนี้ ถ้าเราท่องไปเลยก็จะไม่ใช้ผิดค่ะ วิธีท่องให้จำได้และเอาไปใช้ถูกก็คือ ท่องตัวอย่างไปเลย อย่างกรณีนี้ก็ท่อง “apply to universities” “apply to vote” “apply for a job” พอเราจำอย่างนี้ได้ เวลาเราจะใช้เราก็มานึกดูก็จะเอาไปใช้ถูกค่ะ

ท่องแบบนี้ยังช่วยให้เราจำ collocations ได้ด้วย ก็คือ คำที่ปกติจะใช้คู่กัน เช่น strong coffee กับ heavy drinker เราจะไม่ใช้ว่า strong drinker กับ heavy coffee ใช่ไหมคะ  แบบนี้คือถ้าเราพูดให้ชินปากไปเลยว่า strong coffee กับ heavy drinker เราก็จะใช้ได้ถูกค่ะ

เราพูดถึงข้อดีไปแล้ว มาพูดถึงข้อเสียกันบ้าง

เนื่องจากการท่องจำนั้น เราไม่ได้ต้องทำความเข้าใจ (comprehension) หรือ ใช้คิดไตร่ตรองอย่างลึกซึ้ง (deep processing) หรือใช้อารมณ์ (emotion) ดังนั้น neural pathway ที่เกิดขึ้นก็จะไม่ลึกพอที่จะเป็น long-term memory ได้ง่ายๆ ก็เลยต้องทำซ้ำหลายๆครั้ง ซึ่งอาจจะไม่เหมาะกับคนที่ไม่ค่อยมีเวลาเยอะนัก

ข้อเสียอีกอย่าง ถ้าต้องเอาสิ่งที่ท่องไปใช้ในสถานการณ์ (context) ที่แตกต่างจากอันที่ท่อง เราจะทำได้ช้า ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราท่องการสะกดคำว่า perceive โดยท่องว่า p-e-r-c-e-i-v-e  พอเราต้องเขียนคำนี้ เราก็จะเขียนได้เร็ว แต่ถ้าจำกฏว่า  “I before e except after c” เวลาเราจะเขียนคำว่า perceive เราต้องมาคิดก่อนว่า เอ คำนี้ e กับ I มันอยู่หลัง c หรือเปล่า แล้วค่อยเขียน มันจะช้ากว่าค่ะ   อีกตัวอย่างคือ ถ้าเราท่องกริยาสามช่อง run ran run ถ้าข้อสอบถามกริยาสามช่องตรงๆ ให้เติม run, _____, _____  เราก็จะตอบได้เร็วว่า run, ran, run แต่ถ้าข้อสอบให้เติม Today I have just ______ 3 km. เราต้องมานึกก่อนว่า run, ran, run โอเค ช่องสามคือ run แล้วค่อยเติมไปว่า Today I have just run 3 km.

สรุปข้อดีข้อเสียของการท่องจำ

ข้อดี (advantages)

  • ง่าย ไม่ต้องมีพื้นฐาน ไม่ต้องทำความเข้าใจ
  • เป็นวิธีช่วยให้จำสิ่งที่เป็นพื้นฐานในการเรียนระดับสูงต่อไป

ข้อเสีย (disadvantages)

  • เสียเวลา ต้องทำซ้ำหลายครั้ง
  • มักไม่ช่วยให้เข้าใจ
  • เวลาจะเอามาใช้ใน context ที่ต่างจากอันที่ท่องจะทำได้ช้า

จากที่เห็นว่าการท่องจำก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย เพราะฉะนั้นเราจะท่องอย่างเดียวได้ ต้องใช้วิธีอื่นด้วย ซึ่งเราจะมาต่อกันคราวหน้าค่ะ

8
Dec
memory-image

กระบวนการจำในสมอง (Memory)

จะจำให้ได้ดี เราต้องเข้าใจเทคนิคการจำ Memorization techniques ซึ่งวิธีการจำในการเรียนภาษานั้นมีหลายวิธีด้วยกัน แต่ละวิธีก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไปค่ะ

แต่ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจ ความจำ (memory) กันก่อนนะคะ

ความจำมีสองระดับ คือ working memory กับ long-term memory

Working memory คือ ความจำที่เราเอาไว้ใช้งานในขณะนั้น คล้ายๆเวลาเราใช้กระดาษทดนั่นแหละค่ะ working memoryมีจำกัด เหมือนเรามีกระดาษทดแค่แผ่นเดียว ถ้าทดเต็มแล้วก็หมด ขอกระดาษเพิ่มไม่ได้ Working memory นั้นประกอบไปด้วย short-term memory คือ ความจำระยะสั้น และก็ active processing ก็คือส่วนที่เอาshort-term memory มาประมวลผลนั้นเอง

Long-term memory คือ ความจำระยะยาว เหมือนข้อมูลที่เราเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์นั่นเอง พอจะใช้ก็ไปดึงออกมาใช้ได้

กระบวนการจำว่ากันง่ายๆอย่างได้นี้ค่ะ

Memory

Pathway เป็นอย่างนี้ค่ะ ตอนแรกเรารับรู้ (perceive) ก่อน รับรู้ทางได้ยินหรือทางการอ่านก็ได้ทั้งนั้น จากนั้นสิ่งที่เรารับรู้ก็จะถูกประมวลผล (process) ตอนนี้ข้อมูลอยู่ใน working memory ซึ่งจะอยู่ได้ไม่นาน จากนั้นถ้ามีcondition ที่เหมาะสม ข้อมูลก็จะย้ายไปอยู่ใน long-term memory ส่วนใน working-memory ก็จะถูกลบไปเพื่อให้ว่างที่จะสามารถรับข้อมูลใหม่ได้

แน่นอนว่าเวลาเรียนภาษาเราก็อยากให้ภาษาอยู่ใน long-term memory  ใช่ไหมคะ ในโพสต์ต่อๆไปเราจะมาดูกันว่าจะใช้วิธีอะไรมาช่วยให้สิ่งที่เราเรียนมาอยู่ใน long-term memory ได้บ้าง

5
Dec

อยากเก่งภาษาอังกฤษ เริ่มจากไหนดี?

ตอบตรงๆเลยนะคะ ก็เริ่มจากที่ที่เราอยู่นี่แหละ (start where you are) เพราะว่ามันเป็นที่เดียวที่เราจะเริ่มเรียนเริ่มฝึกภาษาอังกฤษได้อยู่แล้ว จะไปมัวแต่รอว่า ให้เราไปอยู่เมืองนอกก่อน ให้ว่างก่อน ให้สอบเสร็จก่อน ให้ฟังเก่งกว่านี้ก่อน มันก็จะไม่ได้เริ่มสักทีค่ะ

ถ้าเรายุ่ง ก็เริ่มจากอะไรที่ใช้เวลาน้อยๆก่อน

ถ้ายังไม่เก่ง ก็เริ่มจากอะไรที่ง่ายๆก่อน

เริ่มจากเปลี่ยนสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำอยู่แล้วให้เป็นภาษาอังกฤษ (integrate English into your daily activities) ชีวิตประจำวันสมัยนี้แทบจะหนีไม่พ้นภาษาอังกฤษอยู่แล้ว ก็เพิ่มเข้ามาให้มากหน่อยเท่านั้นเอง

ลองทำ

  • เปลี่ยน user interface ในคอมพิวเตอร์ มือถือ เกมส์ เวปไซต์ แอพให้เป็นภาษาอังกฤษ
  • ฟังเพลงภาษาอังกฤษ ถ้าปกติเราฟังเพลงไทย 100% ก็เปลี่ยนไปเป็น ไทย 90 % อังกฤษ 10 %
  • ดูหนังหรือทีวีเป็นภาษาอังกฤษ ถ้ายังฟังไม่รู้เรื่องก็ซับไทย ถ้าพอรู้เรื่องก็ซับอังกฤษ
  • ถ้าอ่านข่าวอ่านบทความออนไลน์เป็นภาษาไทย ก็ลองอ่านภาษาอังกฤษสักหนึ่งบทความต่อวัน
  • Follow หรือ Like เวปภาษาอังกฤษที่โพสต์เรื่องที่เราสนใจแบบสั้นๆ

ใครมีวิธีอื่นๆก็แชร์กันได้เลยนะคะ

สิ่งที่ต้องจำไว้ก็คือ

A year from now you will wish you had started today

A year from now you will wish you had started today. -Karen Lamb

พอปีหน้าคุณจะคิดว่าคุณน่าจะเริ่มตั้งแต่ตอนนี้ -Karen Lamb นักเขียนชาวอังกฤษ

EmilysQuotes.Com-best-time-start-past-present-attitude-inspirational-motivational-unknown

The best time to start was yesterday. The next best time is now.  -Adapted from Chinese proverb

เวลาที่เหมาะที่จะเริ่มมากที่สุดคือเมื่อวาน เวลาที่เหมาะสมที่สุดรองลงมาคือตอนนี้  -ดัดแปลงจากสำนวนจีน

30
Nov
Picture from http://idaconcpts.com

คนที่เก่งอังกฤษมีความเชื่อแบบไหน (Mindset)

ไม่ว่าจะเป็นการเรียนอะไรก็ตาม ความเชื่อทั้งเกี่ยวกับการเรียนและเกี่ยวกับตัวเอง ล้วนมีผลต่อความสำเร็จ วันนี้เราจะมาทำความรู้จักconceptเกี่ยวกับความเชื่ออย่างหนึ่งที่จะช่วยให้เราเข้าใจและพัฒนาการเรียนภาษาอังกฤษได้อย่างมาก คือ Mindset ค่ะ

Mindset คือ ความเชื่อเกี่ยวกับความฉลาดหรือความสามารถ มีสองแบบด้วยกัน

1. Fixed หรือ Stable mindset

2. Growth mindset

Fixed mindset มองว่าความฉลาดเป็นสิ่งที่ fixed คือ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ประมาณว่าใครเกิดมาเก่งก็คือเก่ง ใครไม่เก่งก็ไม่เก่ง ไม่สามารถเปลี่ยนได้

Growth mindset มองว่าความฉลาดนั้นมาจากการพัฒนา คือ ไม่ว่าใครก็สามารถเก่งได้ ไม่จำเป็นว่าต้องเกิดมาเก่งด้านนั้นๆโดยเฉพาะ

มองเผินๆเราอาจจะไม่เห็นว่า fixed mindset จะไม่ดีตรงไหนใช่ไหมคะ คือ  ถ้าเราเชื่อว่าเราเก่ง ถึงแม้ว่าเราจะเชื่อว่าความเก่งพัฒนาไม่ได้ ก็ไม่เห็นจะเป็นไร ก็เราเชื่อว่าเราเก่งแล้วก็ไม่น่าจะมีปัญหา แต่จริงๆมีข้อเสียอย่างมากเลยค่ะ

เรารู้กันอยู่แล้วว่าคนเราจะเก่งในด้านอะไรก็ตามนั้นต้องมีการฝึกฝนพัฒนา คนที่จะเก่งได้จริงๆต้องมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ต้อง stretch beyond current capabilities    คือ พยายามทำในสิ่งที่ตอนนี้ยังทำไม่ได้ พยายามทำในสิ่งที่ยังไม่เคยทำ  และการพยายามทำในสิ่งที่ตอนนี้ยังทำไม่ได้นั้น มันก็เป็นธรรมดาที่เราจะผิดพลาด ล้มเหลวบ้างใช่ไหมคะ ไม่ว่าจะเป็นใครมาจากไหน เก่งแค่ไหน ถ้าพยายามเรียนสิ่งที่ไม่เคยเรียนมาก่อน ก็ย่อมต้องมีผิดพลาดบ้างเป็นธรรมดา

ความเชื่อที่ว่าความฉลาดเปลี่ยนแปลงไม่ได้จะทำให้เราไม่กล้าเสี่ยงทำอะไรที่เราคิดว่าเราจะล้มเหลว เพราะว่าอะไร? เพราะว่าถ้าเราเชื่อว่าความฉลาดเปลี่ยนแปลงไม่ได้ พอเราไปทำอะไรแล้วเกิดล้มเหลวขึ้นมา ก็แปลว่าเราโง่ เราไม่ฉลาดใช่ไหมคะ ซึ่งเป็นสิ่งที่egoเรายอมไม่ได้อยู่แล้ว ฉะนั้นมันจะปลอดภัยว่า safeกว่าถ้าเราเลือกที่จะไม่ทำสิ่งนั้นๆเลย ประมาณว่า ก็เราไม่แน่ใจว่าเราจะทำได้ไหม ก็เลือกที่จะไม่ทำดีกว่า จะได้ไม่ล้มเหลว

แต่เราก็เห็นใช่ไหมคะว่าการเลือกที่จะไม่เสี่ยงเลยก็ทำให้เราไม่พัฒนา เราก็ไม่มีทางเก่งภาษาอังกฤษสักที

ในทางกลับกัน ถ้าเรามี growth mindset คือ เราเชื่อว่าความล้มเหลวไม่ใช่แค่สิ่งที่ธรรมดา แต่เป็นสิ่งทีจำเป็นต่อความสำเร็จ เราก็จะไม่กลัวที่จะเสี่ยง เมื่อเราเชื่อว่าความฉลาดเกิดจากการพัฒนา เราก็ไม่อายเวลาที่เราล้มเหลวหรือผิดพลาด เพราะว่ามันแค่แปลว่าเรายังไม่ได้ฝึกให้เพียงพอเท่านั้นเอง  พอเราเชื่อแบบนี้ก็จะทำให้เรากล้าเรียนสิ่งที่เรายังไม่เก่ง ซึ่งจะส่งผลให้เราพัฒนาภาษาอังกฤษได้ดีขึ้น

ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า ถ้าเรามี fixed mindset ว่าเราไม่เก่งภาษาอังกฤษ เราก็จะไม่อยากฝึกเพราะเราเชื่อว่าความฉลาดด้านนี้มันพัฒนาไม่ได้อยู่แล้ว

และถึงแม้ว่าเราจะมี fixed mindset ว่าภาษาอังกฤษเราเก่ง มันก็ยังมีผลเสียที่ว่า เราจะไม่กล้าใช้ภาษาอังกฤษในระดับที่ยากขึ้น ก็จะทำให้ภาษาอังกฤษเราติดอยู่ที่ระดับนั้น ไม่พัฒนาไปไหนสักที

สรุปความแตกต่างระหว่า Fixed and Growth mindsets

Carol-Dweck-Two-Mindsets_Thai_HD

แปลจาก infographic โดย Nigel Holmes

ครูม่อนจะเล่าประสบการณ์ของตัวเองเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนยังไม่ได้เรียนเรื่อง mindsetนั้น ตอนประมาณเรียนมหาวิทยาลัยปีหนึ่ง ครูม่อนมี fixed mindset เรื่อง writing ในช่วงนั้นถึงจะสอบภาษาอังกฤษได้คะแนนดี พูดภาษาอังกฤษได้ แต่ก็ไม่เคยเรียนwriting จริงๆจังๆ รู้สึกว่าตัวเองเขียนภาษาอังกฤษได้ไม่ดี ตอนสอบTOEFL ก็พยายามฝึกเขียนมากๆ แต่คะแนนก็ยังด้อยกว่าด้านอื่น ยิ่งตอนไปเรียนที่ฮาร์วาร์ด ยิ่งรู้สึกว่าเราเขียนไม่เก่ง มีหลายครั้งที่พยายามจะเขียนอธิบายแต่ก็ไม่รู้จะเขียนยังไง สิ่งที่เขียนออกมาเราก็ไม่พอใจ รู้สึกว่ามันไม่ได้สื่อความหมายตามที่เราอยากจะสื่อ แล้วก็โดนติโดนแนะนำให้เปลี่ยนนู่นเปลี่ยนนี่ รู้สึกว่าตัวเองโง่มากๆเลย ตอนนั้นเชื่อจริงๆว่าที่จบมาได้ก็เพราะความสามารถด้านอื่น ไม่ใช่เพราะเขียนเก่ง คือเชื่อว่าเราเขียนพอใช้งานได้ แต่ไม่ได้ดีเลิศอะไร

ตอนเรียนปริญญาเอก ปีสาม จำได้แม่นเลย คือ ครูม่อนต้องเขียนqualifying paper คือ เขียนบทความวิชาการ ถ้าอันนี้ไม่ผ่านก็คือไม่ได้เรียนต่อปริญญาเอก (จบแค่ปริญญาโท) ตอนนั้นเครียดมาก เพราะต้องอ่านวิจัยเยอะมากๆ เนื้อหาก็ยาก  เราส่งร่างให้อาจารย์อ่าน อาจารย์บอกว่าเธอต้องแก้ภาษาอังกฤษอีกเยอะมากเลยนะ ไม่งั้นไม่ผ่านหรอก ครูม่อนกลับบ้านไปร้องไห้เลย คือ มันจี้ใจเรานะ เราก็เชื่ออยู่แล้วว่าwriting เราไม่ดี และเราก็ไม่คิดว่าจะฝึกให้มันดีกว่านี้ได้แล้ว ครูม่อนก็กะว่าต้องไม่ผ่านแน่ๆเลย แต่ก็พยายามผลักดันตัวเองจนผ่านมาได้ แต่ก็ยังไม่เชื่อว่าจะพัฒนา writingของตัวเองได้นะคะ ยังเป็น fixed mindset อยู่

สิ่งที่เปลี่ยนmindset ตัวเองได้คือการเขียนวิทยานิพนธ์ ได้เรียนรู้สิ่งสำคัญเกี่ยวกับการเขียน คือ รุ่นพี่หลายๆคนบอกว่าร่างแรกๆของเขาก็แย่เหมือนกัน แม้แต่อาจารย์ก็ยังต้องแก้งานเขียนหลายๆรอบ โชคดีที่UCLA ในโปรแกรมที่เรียนอยู่ จะมีคาบที่ให้นักเรียนและอาจารย์นำงานเขียนที่กำลังเขียนอยู่ in progress มาโชว์เพื่อจะได้คำแนะนำไปแก้ไข ทำให้ครูม่อนได้เห็นว่า งานเขียนที่เราเห็นตอนเสร็จแล้วนิ มันต่างกันมากเลยกับตอนที่ร่างครั้งแรกๆ เราได้เห็นพัฒนาการของรุ่นน้อง รุ่นพี่ และได้เห็นพัฒนาการของตัวเอง ก็ทำให้เช่ือว่า writing เป็นสิ่งที่พัฒนาได้ ไม่ว่าคนที่เขียนเก่งๆเค้าเกิดมาแล้วเขียนเก่งเลย ตอนนี้เชื่อจริงๆว่าwriting นั้นพัฒนาได้ แค่ใช้เวลาฝึกฝนเรียนรู้

28
Nov
Motivation

ตั้งเป้าหมายอย่างไรให้มีกำลังใจเรียนภาษาอังกฤษ

ตั้งเป้าหมายอย่างไรให้มีกำลังใจเรียนภาษาอังกฤษ (Performance and Process Goals)

เป้าหมายของเอก จะสอบศัพท์ครั้งต่อไปให้ได้เต็ม

เป้าหมายของเอม จะท่องศัพท์ 10 คำทุกวัน

คิดว่าเป้าหมายแบบไหนที่มีผลดีต่อแรงจูงใจระยะยาวคะ (long-term motivation)

ลองมาดูกันว่าเป้าหมายของเอกกับเอมมีผลต่อmotivation ยังไงบ้าง ถ้าตั้งเป้าหมายแบบเอก อาจจะทำให้ได้คะแนนดีได้ก็จริง แต่ถ้าสอบเสร็จแล้วก็ไม่แน่ว่าจะยังอยากเรียนศัพท์ภาษาอังกฤษต่อ หรือว่าวิธีการท่องศัพท์อาจจะท่องเอาแค่ให้สอบได้ดี แต่ไม่ได้ท่องแบบที่เอาไปใช้ได้จริง ส่วนเป้าหมายของเอมนั้นมีผลต่อแรงจูงใจในระยะยาวมากกว่า เพราะว่าอะไรเรามาดูกันค่ะ

ก่อนอื่นเลย เรามาทำความรู้จักกับเป้าหมายสองแบบ

Performance goal คือ เป้าหมายที่โฟกัสที่ผลลัพธ์เป็นหลัก เช่น

  • สอบให้ได้ที่ 1
  • ได้คะแนน TOEFL มากกว่า 100 คะแนน (จาก 120)

Process goal คือเป้าหมานยที่เน้นกระบวนการมากกว่าผลลัพธ์ เช่น

  • ท่องศัพท์ให้ได้วันละ 10 คำ
  • เขียนไดอารีภาษาอังกฤษให้ได้วันละ 5 นาที

เราเริ่มเห็นความแตกต่างระหว่าง performance goal กับ process goalแล้วใช่ไหมคะ

โดยปกติแล้ว เราจะตั้งเป้าหมายแบบ performance กันเพราะนั่นเป็นสิ่งที่ทุกๆคนสอนให้เราทำและเป็นสิ่งที่คนอื่นก็ทำกัน เพราะว่าสิ่งที่เราอยากได้จริงๆ คือ ผลลัพธ์ ไม่ใช่กระบวนการ ซึ่งจริงๆแล้วการตั้งperformance goal ก็ไม่ได้เสียหายอะไร แต่อาจจะมีผลเสียต่อ long-term motivation ของการเรียนรู้ และเราก็ได้คุยกันไปแล้วว่าภาษานั้นต้องเรียนกันระยะยาว ฉะนั้นถ้าจะให้เรารักษา motivation ที่จะเรียนภาษาอังกฤษให้ได้ถึงฝั่ง เราก็ควรจะมารู้จักการตั้ง process goal กัน

ยกตัวอย่างจากประสบการณ์ของครูม่อน (อีกแล้ว) ตอนมอปลายครูม่อนยังไม่เก่งภาษาอังกฤษเลย ที่จริงยังเกลียดภาษาอังกฤษด้วยซ้ำ แต่ว่าครูม่อนก็เหมือนกับเด็กมอปลายๆทุกๆคน คือ อยากสอบติดมหาวิทยาลัยดีๆ ก็เลยอยากฟิตเรียนภาษาอังกฤษ ทีนี้ตอนนั้นตั้งเป้าหมายว่า เวลานั่งรถเมล์หรือเวลาต่อคิวจะเอาสมุดจดศัพท์มาอ่าน (สมุดจดศัพท์นั้นจะมีตัวอย่างประโยคด้วย) ซึ่งเป้าหมายนี้คือ process goal คือทำไม่ได้หวังตรงๆว่าคะแนนจะดีขึ้น คือ เราก็คิดนะว่าถ้าเราได้คำศัพท์มากขึ้น เราก็น่าจะสอบได้คะแนนดีขึ้น แต่ทุกๆวันไม่ได้ไปโฟกัสตรงนั้น ทำให้มีแรงท่องศัพท์มากขึ้น จนกระทั่งมาถึงตอนนี้ครูม่อนก็ยังชอบทบทวนคำศัพท์อยู่

ในทางกลับกัน ตอนที่ครูม่อนทำวิจัยอยู่ที่เมืองจีน ตอนนั้นอยากสอบ HSK 4 ให้ผ่านก่อนที่จะกลับเมืองไทย ก็ตั้งเป้าหมายไว้ ก็อ่านหนังสือ เรียนพิเศษ แต่เพราะว่าเป้าหมายของเราคือสอบให้ผ่าน การเตรียมตัวส่วนมากก็คือ ทำข้อสอบเก่า พอผลสอบออกมาก็ผ่านนะ ได้คะแนนดีด้วย แต่ว่าไม่ได้รู้สึกว่าภาษาจีนตัวเองดีขึ้นเลย ยิ่งผ่านไปแป๊บเดียวก็ลืมหมดแล้ว (อันนี้หลายๆคนคงรู้สึกเหมือนกัน บางทีเรียนไปแล้วสอบได้ดีนะ แต่พอสอบเสร็จลืมหมดเลย) ไม่มี long-term motivation ในการฝึกภาษาจีนเพิ่มเลย

ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่า  performance goal ไม่มีประโยชน์นะคะ เราสามารถใช้ performance goal มาเป็นตัวช่วยในการตั้ง process goal ได้ เช่น

Performance goal ปีหน้าจะสอบTOEFL ให้ได้คะแนนมากกว่า 100

Process goals

- Speaking: ฝึกพูดตอบคำถามจากข้อสอบเก่า วันละ 1 ข้อ

- Listening: ฟัง lecture หรือ podcast วันละอย่างน้อย 10 นาที

- Reading: อ่านอะไรก็ได้ที่เป็นภาษาอังกฤษ วันละ 1 หน้า ​A4

- Writing: เขียนไดอารีภาษาอังกฤษวันละ 5 นาที

จะเห็นได้ว่า เราตั้ง process goals เป็นสี่ด้านเพราะว่านั่นเป็นสิ่งที่ TOEFL จะวัด ตรงนี้ก็แสดงให้เห็นว่า performance goal มาช่วยให้เราตั้ง process goal ได้ดีขึ้น

อย่าลืมว่าพอเราทำตามprocess goal ได้แล้ว ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนเป้าหมายด้วย ต้องคอยดูว่าprocess goal ที่ตั้งไว้ จะยังทำให้เราไปถึง performance goal ไหม ถ้าไม่ เราจะแก้ไขปรับเปลี่ยนอย่างไร

สรุปคือ การตั้งเป้าหมายโดยเน้นแต่ผลลัพธ์มักจะส่งผลต่อแรงจูงใจระยะยาวในทางลบ ถ้าเราอยากส่งเสริมแรงจูงใจในการเรียนรู้ระยะยาว ควรหัดตั้งเป้าหมายโดยเน้นที่กระบวนการค่ะ

ลองกลับไปreflectดูนะคะว่าการตั้งเป้าหมายของเราเป็นแบบไหน ถ้าเป็นperformance goalก็ลองดูสิว่า เราจะเอาperformance goalนั้นมาช่วยให้เราตั้งprocess goalได้อย่าไรบ้าง เราจะได้เพิ่มแรงจูงใจในการเรียนภาษาอังกฤษของเราค่ะ