Skip to content

Recent Articles

17
Feb
harvard-admission-ebook

แจกฟรี eBook “เคล็ดลับสู่การเป็นนักเรียนฮาร์วาร์ด:คำแนะนำในการสมัครศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก”

แจกฟรี eBook “เคล็ดลับสู่การเป็นนักเรียนฮาร์วาร์ด:คำแนะนำในการสมัครศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก” โดย ครูม่อน
ตอบปัญหาที่หลายๆคนสงสัยว่าถ้าอยากไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก เราจะต้องเริ่มต้นอย่างไรบ้าง ตัวเองจะมีโอกาสไหม
จะเพิ่่มโอกาสให้กับตัวเองอย่างไร เป็นต้น

แค่เพียง เข้าไปที่ https://www.facebook.com/natpatkrumon/app_344467112230603
คลิก Like และกรอกอีเมล์เพื่อสมัครรับข่าวสารอัพเดทจาก ครูม่อน.com
เข้าไปคลิกยืนยันในอีเมล์ที่ได้รับ หลังจากนั้นจะได้อีเมล์แจ้งวิธีการdownloadหนังสือค่ะ

5
Feb
becoming-an-expert

เทคนิคการเตรียมสอบreadingของโทเฟล (TOEFL)

โดยส่วนตัวแล้วคิดว่า readingเป็นส่วนที่เราควบคุมได้มากที่สุดนะคะ เพราะว่าเราควบคุมเวลาตัวเอง แล้วเราก็แค่อ่านให้เข้าใจแล้วเลือกตอบ ไม่ต้องคิดเองว่าจะพูดหรือเขียนยังไง  แต่ว่าโทเฟล เขามักจะมีวิธีที่ทำให้เรารู้สึกว่ามันยาก โดยการเอาคำยากๆมาใช้เยอะๆ ทำให้เราอ่านไม่รู้เรื่อง ยิ่งถ้าได้บทความที่อยู่นอกวงการตัวเองยิ่งไปกันใหญ่ อย่างถ้าครูม่อนได้เรื่องพวกประวัติศาสตร์อเมริกา ไม่ก็ศิลปะเนี่ยจะงงไปเลย แต่ถ้าเป็นชีววิทยาหรือเรื่องการแพทย์เนี่ย มันจะพอเดาๆได้เลยด้วยซ้ำ 

ครูม่อนคิดว่า เรื่องการอ่านต้องฝึกอ่านเยอะๆค่ะ ถ้าเรามีเวลาก็อ่านนิยาย อ่านหนังสือพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ แต่ถ้ามันต้องสอบแล้ว ไม่มีเวลาแล้ว ก็เอาข้อสอบแนวโทเฟลมาลองอ่านดูเยอะๆค่ะ ของโทเฟลเวลาฝึกเราต้องจับเวลาด้วย คือดูว่า เราอ่านเร็วแล้วรู้เรื่องไหม  ถ้าคำแนะนำเฉพาะก็น่าจะอย่างนี้ค่ะ

1. อ่านให้ได้ใจความสำคัญ ย่อหน้าที่ควรให้เวลาในการอ่านนานหน่อยคือ อันแรกกับอันสุดท้าย ส่วนย่อหน้าอื่นก็ให้เน้นอ่านประโยคแรก ไม่ก็ประโยคสุดท้ายของย่อหน้านั้น แต่ถ้าอันไหนไม่เข้าใจก็ข้ามไปค่ะ อย่าไปเสียเวลา
2. พออ่านจบแล้ว อย่าเพิ่งดูคำถาม  ให้ถามตัวเองก่อนว่า นี่มันเกี่ยวกับเรื่องอะไรกันแน่ ใคร ทำอะไร ที่ไหน เพราะอะไร อย่างไร คนเขียนมุ่งหวังอะไร    เราจะได้พอรู้คร่าวๆว่าตัวเองเข้าใจหรือเปล่า ถ้าถามตัวเองแล้ว ยังมึนไม่รู้เรื่องเลย ก็ควรจะย้อนกลับไปอ่านย่อหน้าแรกหรือย่อหน้าสุดท้ายที่เป็นใจความสำคัญดูอีกทีค่ะ
3. เวลาอ่านคำถามแล้ว อย่าเพิ่งดูchoiceนะคะ ให้เราคิดก่อนว่าเราจะตอบว่าอะไร แล้วค่อยไปดูchoice เพราะโดยปกติแล้วchoiceมันชอบหลอกค่ะ คือมันจะเอาคำหรือวลีที่อยู่ในpassageมาทำให้เรางง แต่จริงๆแล้วไม่ใช่คำตอบ ฉะนั้นควรจะตอบในใจก่อน แล้วค่อยไปหาคำตอบว่าในตัวเลือกมีอันไหนที่ตรงกับที่เราจะตอบ
4. เวลาอ่านเจออะไรที่เป็นรายละเอียด แล้วเราไม่ค่อยเข้าใจเนี่ย ข้ามไปเลยนะคะ ไม่ต้องมาเสียเวลาทำความเข้าใจ เพราะเราไม่รู้ว่าเขาจะถามเรื่องนี้หรือเปล่าด้วยซ้ำ ถ้าเกิดเขาถามขึ้นมาจริงๆ เราก็รู้แล้วว่าต้องย้อนกลับไปอ่านย่อหน้าไหน แล้วค่อยกลับไปทำความเข้าใจค่ะ  ไม่งั้นเสียเวลาอ่านรายละเอียดที่เขาไม่ได้จะถามเปล่าๆค่ะ
5. สุดท้ายคือถ้าไม่รู้เรื่องจริงๆ วิธีเดาก็คือว่า ถ้าตัวเลือกไหนที่ใช้คำในpassageเยอะๆ ก็มักจะผิดนะ ตัวเลือกที่ถูกมันมักจะใช้paraphrase คือ ใช้คำอื่นที่ไม่มีอยู่ใน passage  มาเขียนให้ความหมายเหมือนกับที่เขียนในpassageค่ะ
Reading  จริงๆง่ายค่ะ ไม่มีใครอ่านออกหมดหรอกค่ะ ยิ่งในเวลาที่จำกัดมาให้แล้ว ยิ่งเป็นไปได้ยาก ที่สำคัญคือ เราต้องไม่ตกใจเวลาเจอคำที่ไม่รู้จัก อ่านไปเรื่อยๆค่ะ เอาใจความก็พอ เราก็ตอบได้แล้วค่ะ 

3
Feb
Flower_Buds-300x225

เอาตัวเราไปเปรียบเทียบกับคนอื่นไม่ได้หรอก

ถึงแม้ว่าหัวข้อที่จะเขียนวันนี้เป็นเรื่องที่รู้อยู่แล้ว แต่บางทีมันก็ทำยากเหมือนกันนะ

ใครๆก็คงเคยได้ยินมาใช่ไหมว่า “อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น” เพราะจริงๆเราไม่รู้หรอกว่าเขาผ่านอะไรมาแล้วบ้าง เขาต้องทำอะไรแค่ไหนถึงจะมีวันนี้ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทุกคนก็รู้ดีว่ามันเป็นเรื่องปกติของมนุษย์เราอยู่แล้วที่จะเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น

ทำไมถึงเป็นยังงั้นล่ะ ลองคิดดูดีๆก็เห็นว่า การเปรียบเทียบมันเป็นสิ่งที่อยู่ในการเรียนรู้เพื่อเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่นี่แหละ ตอนเด็กๆ พ่อแม่ครูอาจารย์ก็สอนให้เราทำอะไรให้เหมือนคนอื่นเขาใช่ไหม เช่น กินข้าวให้เรียบร้อยเหมือนพี่เขาสิ เก็บของให้เรียบร้อยเหมือนเพื่อนๆสิ ทำการบ้านให้เสร็จก่อนมาเรียนเหมือนเพื่อนๆเขาสิ มันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วใช่ไหม ขนาดสัตว์ก็ยังเรียนรู้จากตัวที่เกิดมาก่อนเลยว่าจะทำอะไรอย่างไรให้อยู่รอดได้

ข้อดีมันก็มีอย่างนี้ การเปรียบเทียบที่ดีคือ พอเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นแล้วทำให้เราขยันมากขึ้น ทำให้เราอยากปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น ทำให้เรามีกำลังใจมากขึ้น ถ้าอย่างนั้นมันก็ดีไป

แต่ส่วนใหญ่แล้วเวลาเราเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น มักจะทำให้เราหมดกำลังใจซะมากกว่า คิดว่า ชาตินี้ก็คงทำไม่ได้เหมือนคนอื่นเขา

แต่ถ้าจะมองดูกันจริงๆแล้ว ความสามารถของคนเราแต่ละอย่างก็เหมือนกับดอกไม้ตูมที่จะค่อยๆบานเหมือนกัน ถ้าเราเพิ่งเริ่มมาตั้งใจเรียนตอนนี้ จะให้เราเก่งสู้คนอื่นเขาในวันสองวันมันจะเป็นไปได้หรือ เราเริ่มช้ากว่า เราก็พัฒนาไปช้ากว่า แต่มันผิดหรือเปล่า  ถ้าถามว่าดอกไม้ตูมมันแย่กว่าดอกไม้ที่บานแล้วหรือเปล่า คงไม่มีใครเห็นด้วยหรอก ดอกไม้ตูม เดี๋ยวมันก็บานเหมือนกัน เพียงแต่มันเพิ่งเริ่มเท่านั้นเอง มันก็ต้องใช้เวลาด้วยกันทั้งนั้น

ไม่มีใครที่อยู่นอกกฏของเหตุและผลได้ เราทำอะไรเราก็ได้อย่างนั้น เราอาจจะเห็นว่าเราทำแล้วมันไม่ได้เหมือนคนอื่น แต่จริงๆแล้วบางทีเราก็ลืมไปว่า เราเองเพิ่งเริ่มต้น เราจะไปรู้ได้ยังไงว่าคนอื่นเขาเริ่มทำมาตั้งแต่เมื่อไหร่แล้ว

สิ่งที่ดีที่สุดที่จะทำได้ก็คือ เปรียบเทียบกับตัวเองนี่แหละ ถ้าเราดีขึ้นกว่าเมื่อวาน แค่เพียงเล็กน้อย ก็ถือว่าเราดีขึ้นแล้ว จริงไหมล่ะ?

แต่คนเราก็ต่างจากดอกไม้ตรงที่ว่า เรากำหนดเองว่าเราจะได้เติบโตเป็นดอกไม้บานหรือเปล่า ถ้าเรายังเป็นเพียงดอกไม้ตูม แล้วเราเห็นดอกไม้บานสวยงามเต็มสวนไปหมด เราท้อแท้และคิดว่า ยังไงชาตินี้ก็เป็นดอกไม้บานให้สวยเท่าคนอื่นเขาไม่ได้แล้ว แล้วเราก็แห้งเหี่ยวตายไป โดยที่ไม่รู้เลยว่า ถ้าเพียงแต่เราเป็นเราไปเรื่อยๆ ก็จะถึงเวลาของเราที่เราจะเติบโต งอกงามเป็นดอกไม้บานที่สวยงามและมีคุณค่าได้เหมือนกัน

27
Jan
decision-making

ชีวิตคนเรานั้นแสนสั้น เดินไม่พักบ้าง ไม่เหนื่อยเหรอ

เมื่อก่อนเป็นคนชอบเดินเร็วๆ ตั้งแต่เด็กๆแล้วนะ เดินเร็วๆ จะได้ไปถึงห้องเรียนเร็วๆ จะได้กลับบ้านเร็วๆ ซึ่งเราก็รู้สึกว่าดีออกที่เป็นคนเดินเร็ว ไม่เสียเวลา แถมได้ออกกำลังกายด้วย แต่ก็ด้วยการเดินเร็วเนี่ยแหละที่มันยิ่งทำให้ธรรมชาติของเราที่เป็นคนใจร้อน ยิ่งไปกันใหญ่ ปกติแล้วเป็นคนที่เกลียดการไปสายที่สุด รู้สึกว่าตัวเองไม่มีความรับผิดชอบมากๆเลยถ้าไปสาย แต่บางทีเราก็ไม่ได้เผื่อเวลาไว้พอใช่ไหม มันเลยต้องรีบ รีบเดินขึ้นรถ รีบไปต่อรถ ก็ติดเป็นนิสัยนะ ยิ่งเดินเร็วก็ยิ่งรีบ ยิ่งรีบก็เดินเร็ว แต่ก็คงเคยเป็นกันใช่ไหมที่เหมือนที่เขาพูดกันว่า ยิ่งรีบยิ่งช้า มันจะมักจะจริงอ่ะ ยิ่งรีบก็ยิ่งลืมนู่นลืมนี่ ต้องกลับมาเอา ทำให้ช้ากันไปใหญ่ แต่ถึงอย่างนั้น นิสัยอย่างนี้มันก็แก้ยากนะ

เราเป็นคนหนึ่งนะที่เชื่อว่า อะไรที่เกิดขึ้นมาก็แล้วแต่ มันก็ต้องมีเหตุผลของมัน เรียกง่ายๆว่า There must be a reason for it. จากชีวิตตัวเองจะเห็นได้ชัดเลยว่า เมื่อไหร่ที่ชีวิตเรารีบๆยุ่งๆจนไม่ได้มีเวลาให้ตัวเอง ข้อเท้าจะพลิกทุกที ปกติเป็นคนข้อเท้าไม่ค่อยแข็งแรงอยู่แล้ว เพราะเคยพลิกตั้งแต่เด็กๆ  เวลาโตขึ้นมา ขาก็จะแพลงบ่อยอยู่แล้ว ปีละครั้งสองครั้งอะไรอย่างเนี่ย จากการสังเกตนะ รู้สึกว่าเหมือนตัวเองพยายามจะบังคับให้ทำให้ชีวิตตัวเองช้าลง โดยการเดินเร็วไม่ได้

แต่ถึงจะรู้อย่างนี้ก็เถอะ พอขาหายดีเหมือนเดิม ก็กลับไปเป็นเหมือนเก่า คราวนี้สงสัยชีวิตอย่างให้เราอยู่อย่างช้าๆจริงๆ แล้้วอยู่กับมันให้ได้ ก็เลยข้อเท้าหักซะเลย  คราวนี้แหละมันไม่ใช่แค่เดินช้าแล้ว มันเดินไม่ได้ตั้งหลายเดือน กว่าจะเดือนได้ก็ตั้งนาน แถมเดินได้ก็ยังเดินได้ไม่เร็วเหมือนเดิม

คนใจร้อนอย่างเราเนี่ยมันหงุดหงิดน่าดูเลยนะเวลาที่ต้องทำอะไรช้าๆ เดินก็ช้าๆ ไปไหนก็ไม่ค่อยได้นอกจากจะไปช้าๆ เซ็งมากอ่ะ  พอขาหายพอที่จะเดินได้ แต่เดินเร็วๆหรือวิ่งไม่ได้ ก็ไปโรงเรียน เวลาเดินไปแล้ว เห็นรถเมล์มาแล้วเดินไปไม่ทันเนี่ยมันก็เซ็งนะ แต่เราก็ทำเหมือนเดิมไม่ได้ จะวิ่งไปให้ทันก็ไม่ได้  วันไหนสายแล้วก็ต้องให้มันสายไป ถ้ามันสายไปสิบนาทีแล้ว เราจะวิ่งให้มันสายน้อยที่สุดก็ไม่ได้ ก็ต้องปล่อยให้มันสายไป จะสายกี่นาทีก็แล้วแต่ ก็ถือว่าเราไม่เผื่อเวลาให้ทันเอง

แต่สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการใช้ชีวิตเป็นช้าๆอย่างเนี่ย ก็ทำให้รู้ว่า จริงๆแล้วเกือบทุกเรื่องในชีวิตเนี่ย รีบไปก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นหรอกนะ คนเรามักจะหลอกตัวเองกันไปเองว่ารีบแล้วมันประหยัดเวลา แต่ตอนที่ต้องทำอะไรช้าๆอย่างตอนนี้ ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเวลาในชีวิตมันจะหายไปสักนิดเลย เวลาไปเข้าเรียน ถ้ามันตกรถเมล์แล้วมันสายไปแล้วห้านาที เราจะวิ่งให้ไปถึงห้องเรียนภายในอีกห้านาที กลายเป็นสายแค่สิบนาทีก็ได้ แต่วิ่งไปแล้วเหนื่อย หอบ ไปถึงห้องเรียนกว่าจะทำสมาธิให้เรียนได้ก็เกือบหมดคาบแล้ว ตอนนี้สายไปห้านาทีแล้ว ต้องเดินอีกสิบนาที มันวิ่งไม่ได้ก็ต้องเดิน ก็ต้องสายสิบห้านาที มันก็ช่วยไม่ได้น่ะ แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว ก็ไม่เห็นมันจะแตกต่างกันสักเท่าไหร่เลยนะ สายสิบนาทีกับสิบห้านาทีเนี่ย แถมพอค่อยๆเดิน เราก็มีสมาธิกับการเรียนดีกว่าซะอีก

แต่ไม่ใช่จะส่งเสริมให้เราไปสายกันจนชินนะคะ ครูม่อนรู้สึกว่า เวลาที่เราต้องไปไหนมาไหนช้าๆด้วยสติเนี่ย มันกลับทำให้เราวางแผนเวลาได้ดีขึ้น เพราะพอรู้ว่าตัวเองวิ่งไม่ได้ แล้วเราไม่อยากสาย เราก็ต้องตื่นเช้า เผื่อเวลารอรถเมล์ เผื่อเวลาเดิน ทำให้กลับไปเร็วขึ้นกว่าเดิมอีก ในทางกลับกัน สมัยก่อนที่เราวิ่งไปไหนมาไหนได้ เราก็คิดว่า เออ ตื่นสายหน่อยก็ไม่เป็นไรหรอก ถ้าไม่มันเดี๋ยวก็วิ่งเอา มันเลยทำให้ติดเป็นนิสัยน่ะสิว่า ไม่ต้องเผื่อเวลาไว้ก็ได้

ก็ต้องขอบคุณอุบัติเหตุที่ทำให้ข้อเท้าหักเหมือนกันนะว่า ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า การใช้ชีวิตอย่างมีสติ ไม่ได้ทำให้เรามีเวลาน้อยลง แต่กลับทำให้เราได้ความสงบในใจเพิ่มขึ้นมาอีกต่างหากล่ะ

24
Jan
science kid

บางทีก็ต้องยอมรู้สึกโง่บ้าง ถึงจะฉลาดขึ้นนะ

เทอมนี้คิดอยู่นานมากว่าจะลงเรียนวิชาอะไรดี สุดท้ายได้ไปลงวิชาที่ทั้งปีทั้งชาติไม่เคยคิดว่าตัวเองจะไปเรียน (ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมถึึงได้ไปลงเนี่ย อย่าไปพูดถึงมันเลยนะ) ลงไปแล้วที่มหาวิทยาลัยก็ให้เวลาสองอาทิตย์ในการตัดสินใจ ถ้าจะดร็อปก็ดร็อปได้โดยไม่ติด W  วิชานี้เป็นวิชาที่เราสนใจนะ แต่เราไม่มีพื้นฐานอะไรสักนิดเลย บางเรื่องคุยกันในห้องแล้วเราก็แทบจะไม่รู้เลยว่าพูดถึงเรื่องอะไรกันอยู่ แต่เราอยากรู้อ่ะ อยากรู้ก็ต้องเสี่ยงกันหน่อยใช่ไหม คะแนนจะดีไม่ดีก็ไม่รู้เหมือนกัน จะผ่านหรือเปล่ายังไม่รู้เลย แต่ก็ขอลองสักหน่อยแล้วกันนะ

พอผ่านช่วงที่เขาให้ดร็อปไปได้แล้วก็มีมาแอบคิดอยู่ในใจเหมือนกันว่า สงสัยเราจะคิดผิดอ่ะ แต่เรียนๆไปก็รู้ว่าสนุกมากๆเลย ถึงแม้เราจะไม่รู้เรื่องซะส่วนมาก แต่ก็เพราะว่าเราไม่รู้นั่นแหละ เลยทำให้เรียนสนุก เพราะเราได้รู้อะไรใหม่ๆเยอะแยะเลย

พอกลับมานั่งคิดกับตัวเอง ในฐานะที่เป็นคนแนะนำให้ใครๆไปเรียนสิ่งที่ตัวเองชอบ แต่บางทีเราเองก็กลับลืมไปเหมือนกันนะ ในบางทีเวลาที่งานเราเยอะๆ เวลาที่มีอันนู้นอันนี้ที่เราต้องทำตลอดเวลา เรากลับลืมไปเหมือนกันว่าจริงๆแล้วเราเองก็มีสิทธิ์เลือกอะไรให้ตัวเองเหมือนกัน จากประสบการณ์การเรียนที่ผ่านมาหลายที่ ทำให้รู้ว่า ถึงแม้ว่าจะได้เกรด B แทน A แต่ถ้าเราทำใจให้กว้างไว้ เราอาจจะได้ประสบการณ์ที่น่าจดจำและบางทีก็อาจจะถึงกับเปลี่ยนชีวิตเราก็ได้นะ

25
Oct
struggle_student

ความคิด 3 อย่างที่ทำให้เรียนภาษาไม่ประสบความสำเร็จ

  1.  “พยายามเท่าไหร่ก็ไม่เก่งขึ้นสักที แล้วจะพยายามไปทำไหมเนี่ย” เนื่องจากครูม่อนเรียนมาอย่างน้อยสามภาษาแล้ว รู้เลยว่าไอ้ความคิดแบบเนี่ย มีิอยู่ในหัวตลอด  ตอนเรียนแรกๆจะไม่ค่อยเป็นนะ เพราะจะตื่นเต้นและสนุกกับการเรียนเรื่องใหม่ๆ แต่พอพยายามไปสักพัก แล้วยังไม่ได้ซะที ก็จะเริ่มหงุดหงิด แล้วก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ก้าวหน้าซะที แต่จริงๆแล้วเรียนๆไปหลายๆภาษาถึงได้รู้ว่า การเรียนภาษาจะมีกราฟการเติบโตของมันนะ คือ ตอนแรกๆจะเก่งขึ้นเยอะ เพราะเริ่มจากเป็นศูนย์ แต่พอไปสักพัก มันจะเหมือนอยู่กับที่ ไม่ค่่อยไปไหน แต่สิ่งที่เราเรียนมันก็สะสมไปเรื่อยๆนะแหละ เพียงแต่เราไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง แล้วพอถึงจุดนึง ความสามารถเราก็จะพุ่งสูงขึ้นจนตัวเองยังตกใจเลยทีเดียว ฉะนั้น อย่ายอมแพ้ก่อนจะถึงจุดนั้นนะคะ
  2.  “เราไม่เก่งภาษา” อันนี้เจอเยอะนะ ตอนเด็กๆเองครูม่อนก็มีความคิดนี้ เลยเรียนภาษาไม่เก่งซะที ที่เจอหนักๆก็คือตอนเรียนภาษาจีนน่ะ รู้สึกว่ายากมากเลย จะเลิกหลายครั้งแล้ว ถ้าไม่เผอิญว่าเมื่อก่อนเรียนมาแล้วสองภาษา ทำให้เราเชื่อว่าจริงๆแล้วเราก็เรียนภาษาได้ ก็คงจะเลิกไปแล้ว แต่เพราะยังเชื่ออยู่ว่าจริงๆแล้วตัวเราเรียนภาษาได้ ก็เลยคิดว่าที่ยังไม่ได้ภาษาจีน อาจจะเพราะยังไม่ได้ฝึกฝนมากเท่าที่ควร ก็เลยเรียนๆไป จนในที่สุดก็เก่งขึ้นได้สมใจ
  3.  “เราไม่เก่งภาษา แต่เราก็เก่งอย่างอื่นนะ ไม่เป็นไรหรอก” อันนี้จะว่าไม่จริงก็ไม่ใช่นะ แต่ว่ามันอยู่ที่เรามากกว่าว่าเราตัดสินใจหรือยังว่าเราอยากได้ภาษานี้เป็นทักษะที่เราจะเอามาใช้ในชีวิตหรือเปล่า ถ้าเราตัดสินใจแล้วว่ามันไม่ใช่ทักษะที่เราอยากได้ ก็ช่างมัน แต่ถ้าเราตัดสินใจแล้วว่ามันเป็นทักษะที่เราอยากได้ ถ้างั้นมันก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่เราต้องทำให้ได้ เหมือนเวลาเราฝึกคิดเลข หรือท่องสูตรคูณนั่นแหละ ถามว่าจำเป็นไหม ก็อาจจะไม่สำหรับทุกคน แต่ถ้าเราคิดแล้วว่ามันจะมีประโยชน์กับเรา เราก็ต้องพยายามต่อไป ใช่ไหมจ้ะ?
19
Oct
study abroad

อยากเรียนต่อเมืองนอก-เรียนที่ไหนดี

ต่อจากครั้งที่แล้วนะคะ ที่ให้ลองเขีียนเหตุผลและเป้าหมายของการไปเรียนต่อเมืองนอกของตัวเองดู จากเหตุผลที่เขียนไว้นั้น เราจะพอรู้คร่าวๆว่า อย่างน้อยเราถูกจำกัดด้วยอะไรบ้าง เช่น ประเทศไหน ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ เวลาเรียนเท่าไหร่ เป็นต้น พอเราได้ข้อจำกัดที่เราต้องคำนึงไว้ในใจแล้ว ก็ให้เริ่มหาข้อมูลดูซิว่าจะไปเรียนที่ไหนดี

เริ่มค้นหาอย่างไรดีล่ะ

เอาล่ะ พอเราได้คร่าวๆแล้วว่าเราอยากเรียนที่ไหน เพราะอะไร ก็ถึงเวลามาเจาะลึกว่าจะสมัครโปรแกรมไหน ของมหาวิทยาลัยไหนบ้าง ซึ่งขั้นตอนนี้ถือว่ายุ่งยากพอสมควร เพราะแต่ละภูมิภาคก็จะมีวิธีค้นหาที่เรียนแตกต่างกันไป แต่วิธีค้นหาคร่าวๆจะมีอย่างนี้ค่ะ

  • วิธีหาโรงเรียนในอุดมคติจะไม่ค่อยยาก ทุกคนอาจจะมีที่อยู่ในใจอยู่แล้วว่าอยากไปเรียนที่มหาวิทยาลัยไหนเป็นพิเศษ จากนั้นก็ให้เข้าเวปก็มหาวิทยาลัยนั้นๆ แล้วดูโปรแกรมการเรียนของที่นั้นว่าตรงกับสาขาที่เราอยากเรียนมากน้อยแค่ไหน ในบรรดามหาวิทยาลัยดังๆที่เรารู้จักสักสี่ห้าที่ ก็จะมีอันที่เราสมัครได้สักที่สองที่ค่ะ
  • ส่วนวิธีหาโรงเรียนอื่นๆ ให้ลองหาrankingมหาวิทยาลัยในสาขาที่เราต้องการ ซึ่งrankingส่วนมากจะไม่ค่อยมีข้ามภูมิภาค (ถึงมีก็เชื่อถือได้ยาก) คือ rankingของมหาวิทยาลัยในอเมริกา ก็จะไม่รวมมหาวิทยาลัยในอังกฤษหรือยุโรป ดังนั้นเราต้องแยกกันดูค่ะ แต่ที่สำคัญคือ เน้นให้ดู ranking ของสาขาที่เราจะเรียนนะคะ ไม่ใช่rankingโดยรวม เพราะบางที่อาจจะrankรวมดี แต่สาขาที่เราอยากเรียนไม่ดีก็ได้ อยากทำงานในต่างประเทศ  อันนี้ให้กูเกิลดู หรือหาตามหนังสือrankingต่างๆค่ะ  คำเตือนอีกอย่างก็คือ ความน่าเชื่อถือของการจัดลำดับของแต่ละที่ เขาจะดูปัจจัยต่างๆกันไป เราก็ใช้เป็นแค่แนวทางเฉยๆ อย่าไปยึดติดมากจนเกินไปนะคะ
  • อีกวิธีหนึ่งที่ดีมาก โดยเฉพาะสำหรับคนที่จะเรียนปริญญาเอกก็คือ การอ่านpublicationในสาขาที่เราอยากเรียน ชอบคนเขียนคนไหนก็ไปหาดูว่าเขาสอนอยู่ที่ไหน และแม้แต่ในบทความที่เราชอบหนึ่งอัน เรายังหาเพิ่มจากreferenceที่คนเขียนใช้ แล้วเราก็ตามไปอ่านบทความในreference ถ้าเราถูกใจก็ตามไปหาคนเขียนอีกค่ะว่าเขาสอนอยู่ที่ไหน อันนี้เป็นวิธีง่ายๆที่จะทำให้เรามีโอกาสได้เรียนตรงกับสิ่งที่เราชอบ
  • ถ้าใครที่มีอาจารย์หรือรุ่นพี่ที่รู้จัก แล้วเรียนสาขาที่เราต้องการอยู่แล้ว ก็ถามเขาเลยค่ะว่ามีที่ไหนที่แนะนำได้บ้าง
  • ค้นหาจากเวปขององค์กรทางวิชาการที่เราอยู่อยู่แล้วหรืออันที่ทำเรื่องที่เราสนใจ เช่น American Psychological Association (APA), American Association for the Advancement of Science (AAAS), American Educational Research Association (AERA) เป็นต้น ซึ่งคนในวงการก็จะรู้อยู่แล้วว่าองค์กรไหนที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง แล้วเราก็เข้าไปดูว่ามีอาจารย์คนไหนที่ทำวิจัย รับรางวัล หรือไปพูดให้องค์กรเหล่านี้ แล้วก็ไปหาต่อว่าเขาสอนอยู่ที่ไหน ทำงานที่ไหน เป็นต้นค่ะ
  • ยังมีวิธีเล็กๆน้อยๆอีกเยอะค่ะ แต่มันจะแล้วแต่ว่าเราจะไปเรียนแถวไหน ถ้าใครอยากทำอย่างละเอียดก็ถามได้ที่ forum ค่ะ
15
Oct
success

อยากเรียนต่อเมืองนอก-เป้าหมายของเราคืออะไร

ต่อจากคราวที่แล้วที่ให้คิดดูว่าเราอยากไปเรียนเมืองนอกเพราะอะไร ลองดูตัวอย่างนะคะ เผื่อใครคิดไม่ออก

ตัวอย่างของเหตุผลที่อยากไปเรียนเมืองนอก

อยากเพิ่มเติมความรู้ของสาขาที่เรียนมาแล้ว

อยากทำงานในด้านที่จำเป็นต้องเรียนเพิ่มเติม

อยากมีประสบการณ์ในการอยู่ต่างประเทศ

อยากเก่งภาษา

อยากได้งานดีๆ ซึ่งอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นเด็กนอกถึงจะทำงานพวกนี้ได้ แต่ถ้าจบมาจากเมืองนอกแล้วก็จะมีโอกาสได้งานดีๆมากขึ้น

อยากเปลี่ยนสาขาที่เรียนหรือทำงานมาไปทำอย่างอื่นที่ไม่เคยเรียนหรือมีประสบการณ์มาก่อน

ที่บ้านอยากให้ไปเรียนเมืองนอก

ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทำอะไรดี เลยไปเรียนต่อเพื่อให้มีเวลาคิดเพิ่มขึ้นและได้รู้จักตัวเองดีขึ้น

อยากทำงานในต่างประเทศ

อยากหาลู่ทางในการย้ายไปตั้งหลักปักฐานที่ต่างประเทศ

ตามแฟนไปเรียน กลัวแฟนหาย

ตามเพื่อนไปเรียน เพื่อนๆไปเรียนกันหมด เดี๋ยวไม่อินเทรนด์

รู้สึกว่าถ้าไม่ได้เรียนต่อเมืองนอกแล้วชีวิตเหมือนล้มเหลว รู้สึกว่าการไปเรียนต่อเมืองนอกเป็นเหมือนเป้าหมายหนึ่งของชีวิตที่ต้องทำให้ได้ เหมือนกับการเรียนมหาวิทยาลัย การแต่งงาน การมีลูก เป็นต้น

ต้องการพัฒนาความสามารถของตัวเองในด้านต่างๆให้มากขึ้น ซึ่งอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานโดยตรงแต่เป็นสิ่งที่ตัวเองสนใจและอยากพัฒนา เช่น ปรัชญา การคิดวิเคราะห์ ดนตรี ศิลปะ

ต้องการทดลองทดสอบดูว่าจะชอบสาขานั้นๆหรือเปล่า ก่อนที่จะเข้าไปทำงานเต็มตัว

อยากไปเที่ยวต่างประเทศ

ต้องการเปิดโลกทัศน์ตัวเองให้กว้างขึ้น ต้องการรู้จักคนจากที่ต่างๆ

ต้องไปเพราะเหตุผลจำเป็น เช่น ครอบครัวย้ายไปประเทศอื่น แต่งงานแล้วต้องย้าย ที่ทำงานให้ไปเรียนต่อต่างประเทศ เป็นต้น

อยากไปหาโอกาสก้าวหน้าในต่างประเทศ

 

จากนั้นพอได้รายการเหตุผลของการไปเรียนต่อแล้ว ก็ค่อยมาดูกันค่ะว่าอะไรที่มีสำคัญกับเรามากที่สุด คือ เรียงลำดับว่าอะไรเป็นเหตุผลที่สำคัญกับเรามากที่สุด แล้วไล่ตามลำดับไป

 

ถ้าอย่างนี้แล้วถามในตัวเองแล้วรู้ว่า ที่เราไปเรียนเนี่ยก็เพราะว่าพ่อแม่อยากให้ไปเรียน คือเราจะไปเพราะพ่อแม่จริงๆ ส่วนตัวเองก็รู้สึกว่าถ้าได้ไปเรียนก็ดี ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ฉะนั้นเหตุผลหลักก็คือเพื่อพ่อแม่ แล้วเหตุผลที่รองลงมาคือ อยากฝึกภาษาอังกฤษ และสุดท้ายก็คือเผื่อจะกลับมาเมืองไทยแล้วได้งานที่ดีกว่าเดิม

ถ้าเรารู้อย่างนี้แล้ว จะไปสมัครที่ไหนดี ก็ไม่ยากเลย คือพ่อแม่อยากให้ไปเรียนที่ไหนล่ะ ถ้าเขาไม่ได้มีเจตจำนงค์ชัดเจน ก็ลองดูเหตุผลถัดไป ว่าเราอยากฝึกภาษาอังกฤษ ฉะนั้นก็ต้องไปประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ดังนั้นยุโรปกับเอเชียก็จะตกไป เราก็จะเหลือขอบเขตในการค้นหาได้เล็กลงเยอะ หลังจากนี้ก็อาจจะไปพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องกับความเป็นไปได้และความสะดวกสบายแล้ว เช่น เรื่องค่าใช้จ่าย ภูมิอากาศ อาหารการกิน เป็นต้น ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยรอง เราควรจะเอาเรื่องพวกนี้มาคิดหลังจากที่เราได้พิจารณาเหตุผลหลักไปแล้ว