Skip to content

Recent Articles

18
Nov
How-Language-Is-Processed-By-Your-Brain-spillwords-300x300

Train you brain to read English. สร้างนิสัยการอ่าน

“We are what we repeatedly do. Excellence, then is not an act but a habit.” -Aristotle

เพราะว่าคนเราคือสิ่งที่เราทำอยู่บ่อยๆ ดังนั้นความเป็นเลิศจึงไม่ใช่มาจากการกระทำครั้งเดียว แต่มาจากนิสัย 

 

“Successful people aren’t born that way. They become successful by establishing the habit of doing things unsuccessful people don’t like to do.” ―William Makepeace Thackeray (British author)

คนที่ประสบความสำเร็จไม่ได้เกิดมาประสบความสำเร็จเลย พวกเขาประสบความสำเร็จโดยสร้างนิสัยทำสิ่งที่คนที่ไม่ประสบความสำเร็จไม่ชอบทำ 

 

ครูม่อนได้แนะนำเรื่องการอ่านเพื่อฝึกภาษาอังกฤษ แต่ว่ามีหลายคนถามว่าถ้าเราไม่เคยอ่านหนังสือภาษาอังกฤษเลย จะเริ่มต้นยังไง  อันนี้ครูม่อนเข้าใจนะคะ เพราะว่าแม้แต่ครูม่อนเอง เวลาที่ยุ่งๆก็ยังลืมอ่านหนังสือเหมือนกัน แต่ถ้าเราอยากฝึกภาษาอังกฤษจริงๆ เราก็ต้องตั้งใจทำให้ได้ค่ะ

วิธีนึงที่ช่วยได้คือ กำหนดเวลาอ่านหนังสือในแต่ละวันไปเลย ใครใช้แพลนเนอร์ก็จดลงไปในตารางเลยว่าเป็นเวลาอ่านหนังสือ เวลาที่แนะนำคือ เวลาที่จำง่ายๆ เช่น ก่อนนอน หรือ ตอนพักเที่ยงหลังกินข้าว หรือกลับมาจากโรงเรียน  ที่ให้เลือกเวลาที่จำง่ายๆก็เพราะว่าตามหลักจิตวิทยาแล้ว การสร้างนิสัยใหม่จะทำได้ง่ายขึ้นถ้าเรามี   สำหรับวันนี้ครูม่อนขอใช้ตัวอย่างของตัวเองนะคะ คือ อ่านหนังสือก่อนนอน

สิ่งสำคัญในการเริ่มฝึกนิสัยใหม่คือ ค่อยๆสร้างไปช้าๆ เพราะว่านิสัยอะไรที่เราทำบ่อยๆ มันจะเกิดทางเชื่อมในสมอง (neural pathway) ยิ่งทำบ่อยๆก็ยิ่งทำให้ทางเดินนั้นเดินง่ายเดินได้เร็วขึ้นเรื่อยๆ การทำนิสัยใหม่ก็เหมือนการสร้างทางเดินใหม่ ลองนึกภาพเดินในทุ่งหญ้านะคะ ถ้าเราไปเดินตามทางที่มีคนเดินไว้แล้ว ก็เดินง่ายใช่ไหมคะ ยิ่งทางที่มีคนเดินเยอะๆ ยิ่งเดินง่ายใหญ่  แต่ถ้าเราจะไปบุกเบิกทางใหม่ เราก็ต้องไปช้าๆ ไปถางหญ้า คอยระวังหินต่างๆ ทำให้เดินได้ช้า และเดินลำบากกว่าทางที่เดินไว้แล้ว  การสร้างนิสัยใหม่ก็เหมือนกันค่ะ พอเราจะตั้งเป้าว่าจะอ่านหนังสือก่อนนอน บางวันเราจะรู้สึกว่าไม่อยากอ่านเลย ทำไมมันยากอย่างนี้  มันก็ยากจริงๆค่ะ เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่เราทำเป็นประจำ ฉะนั้นวิธีที่จะช่วยได้คือ ค่อยทำไปช้าๆ เป็นขั้นเป็นตอน เริ่มจากง่ายๆก่อนเลย เป้าหมายแรกให้ตั้งเป้าหมายที่เรามั่นใจว่าเราทำได้แน่ๆ เช่นอ่านแค่พารากราฟเดียวก่อน วันละพารากราฟก็พอ ถ้าใครอ่านพารากราฟเดียวไม่ไหว ก็เอาสองบรรทัดก็ยังได้ หรือจะเป็นเวลา เช่น อ่านห้านาที สำคัญคือตั้งเป้าหมายที่เราคิดว่าเราทำได้แน่ๆ จะอ่านได้มากน้อยแค่ไหนไม่สำคัญในช่วงแรก เพราะว่าเราต้องการฝึกสมองเราให้ชินก่อน เริ่มต้นก็อย่างนี้เลยค่ะ โอเคก่อนนอนทุกวันจะอ่านหนึ่งหน้า สำคัญคือทุกวัน เกิดวันไหนติดลมอ่านแล้วเกินหนึ่งหน้า ก็ยิ่งดีค่ะ แต่ถ้าแค่หน้าเดียวก็ไม่เป็นไร ถือว่าได้ตามเป้าหมายแล้ว

อย่างครูม่อนเอง ก็มีหลายวันนะคะที่รู้สึกว่า ไม่เอาแล้ว ไม่อยากอ่าน วันนี้เหนื่อย แต่ว่าอยากจะให้เป็นนิสัยก็เลยเอาว่าอ่านหน้านึงก็ได้ เพราะหน้านึงอ่านได้อยู่แล้ว บางวันอ่านแล้วไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าอ่านอะไรไป แต่ก็ช่างมัน เราแค่ต้องการสร้างนิสัย ไม่ได้สนใจว่าอ่านได้มากน้อยแค่ไหน

พอเราทำได้บ่อยๆเข้า จนรู้สึกว่าอ่านหนึ่งหน้าทุกวันมันไม่ยากแล้ว เราก็ค่อยๆเพิ่มไปแค่ สองหน้า สามหน้า ไปเรื่อยๆ พอเราทำบ่อยๆเข้ามันก็จะง่ายขึ้นไปเอง ประมาณหนึ่งเดือนเราจะเริ่มรู้สึกว่าปกติแล้ว ก่อนนอนต้องอ่านหนังสือ แต่แค่เดือนเดียวยังไม่พอนะคะ ยิ่งทำซ้ำๆไปเรื่อยๆ ยิ่งทำให้เป็นนิสัยที่ทำได้ง่ายขึ้นอีกค่ะ

สรุป

  1. สิ่งที่ทำให้เราประสบความสำเร็จได้คือสิ่งที่เราทำทุกวันเป็นนิสัย ฉะนั้นอยากเก่งภาษาอังกฤษก็ต้องใช้ภาษาอังกฤษให้เป็นนิสัย
  2. การสร้างนิสัยคือการสร้างทางเชื่อมใหม่ในสมอง (neural pathway)
  3. เชื่อมนิสัยใหม่ (การอ่าน) กับสิ่งที่ทำอยู่แล้วประจำ จะทำให้ทำนิสัยใหม่ได้ง่ายขึ้น
  4. ตั้งเป้าหมายการสร้างนิสัยให้เริ่มจากสิ่งที่ง่ายๆก่อน ตั้งเป้าหมายที่เราคิดว่าทำได้ชัวร์ๆ
  5. ตอนสร้างนิสัยให้เน้นที่สม่ำเสมอ ไม่เน้นที่ว่าอ่านได้มากน้อยเท่าไหร่
  6. เมื่อเริ่มชินแล้ว ค่อยๆเพิ่มสิ่งที่อ่านหรือเวลาที่อ่านมากขึ้นเป็นขั้นๆ
8
Nov
books

Read to Learn ตอน What to do when I read เวลาอ่านเพื่อเรียนภาษา ต้องทำยังไงบ้าง

Read to Learn ตอน What to do when I read 

อย่างแรกที่ต้องตระหนักไว้เลยคือว่า ถ้าขี้เกียจเรียนเพิ่ม ขี้เกียจเปิดศัพท์ ท่องศัพท์ ก็ไม่ต้องทำค่ะ อ่านอย่างเดียวยังดีกว่าไม่อ่านเลย อันนี้บอกตรงๆ เพราะตอนวัยรุ่น รู้สึกผิดมากอยู่ที่เวลาอ่านหนังสือแล้วไม่ได้จดศัพท์ บางทีก็ข้ามไปเลย ก็เรื่องกำลังเข้มข้นนะเนาะ เราก็ขี้เกียจเปิดศัพท์​ โตมาถึงเข้าใจว่า จริงๆก็อ่านไปเถอะค่ะ ถึงไม่ได้ตั้งใจเรียนศัพท์อะไร เราก็ได้ภาษาได้ศัพท์มาโดยไม่ได้ตั้งใจอยู่แล้ว ดีกว่าไม่อ่านเลย

แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เราไม่ขี้เกียจหรือไม่เหนื่อยเกินไป เรามาตั้งใจmaximizeสิ่งที่เราเรียนรู้จากการอ่านมันก็ดีค่ะ

อย่างนึงที่เรียนรู้ได้ง่ายจากการอ่านก็คือ คำศัพท์​

Don’t

Don’t look up every word อย่าเด็ดขาด ไม่มีใครทนได้หรอกค่ะ ถ้าเปิดศัพท์ที่ไม่รู้ทุกคำ ก็เลิกอ่านตั้งแต่ยังไม่จบหน้าหนึ่งนั่นแหละ ถ้าเราอยากจะรู้ศัพท์​ ก็เลือกเอาแต่อันที่สำคัญๆก่อน วิธีที่ครูม่อนใช้ก็คือ อ่านไปเลยค่ะ คำไหนไม่รู้ก็ข้ามไปก่อน พอเจอคำเดิม สักสามสี่รอบ ค่อยเปิดหาความหมาย  อันนี้เป็นcriteriaที่ง่าย คือ ถ้าคำไหนเจอบ่อย ก็คือสำคัญใช่ไหมคะ ก็เอาแค่คำพวกนี้ก่อนแหละ

คำบางคำมันไม่ได้มีผลต่อการเข้าใจเนื้อเรื่องเท่าไหร่ เช่นพวกคำadjective ที่ใช้บรรยาย  ก็ไม่ใช่ว่าในชีวิตนี้เราจะไม่เรียนคำพวกนี้เลยนะ แต่ว่าเรียนภาษามันต้องค่อยๆเป็นค่อยๆไป เรียนคำที่สำคัญต่อcomprehensionก่อน ที่เหลือค่อยเรียนทีหลังก็ยังไม่สายค่ะ อย่าลืมว่า เรียนรู้นิดหน่อย ยังดีกว่าไม่เรียนรู้อะไรเลยนะคะ

Don’t use English-Thai dictionary (except learning concrete nouns)  อย่าใช้พจนานุกรม อังกฤษ-ไทยนะคะ ครูม่อนผ่านมาแล้วค่ะ ถ้าพจนานุกรมสองภาษา ยิ่งอ่านยิ่งงง เพราะว่าคำภาษาอังกฤษคำนึงแปลเป็นไทยได้หลายอย่าง งงค่ะ ใช้ English-English dictionaryดีกว่า แต่มีข้อยกเว้นคือ ถ้าเราต้องการหาความหมายของคำที่เป็นconcrete nounคือเป็นคำนามกล่าวถึงอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน เช่น ชนิดของต้นไม้ ชนิดของอาวุธ อะไรพวกนี้ ใช้English-Thai dictionary อาจจะช่วยได้มากกว่า เพราะว่าอ่าน English definition ก็ไม่ค่อยช่วยให้เข้าใจนะคะ บางทีเปิดความหมายภาษาไทยก็ยังไม่เข้าใจเลย (เพราะว่าเราเองก็ไม่รู้ว่าภาษาไทยคำนี้หมายถึงอะไร) สิ่งที่ช่วยได้คือ googleค่ะ ดูรูปเลย เข้าใจง่ายสุด

After a few minutes of careful searching, I crouched in a cluster of snow-heavy brambles.

จาก Court of Thorns and Roses หน้า 2

สมมุตว่าเราไม่รู้ว่า bramble แปลว่าอะไร แต่ดูจากรูปประโยคแล้วน่าจะเป็นชื่อต้นไม้หรืออะไรที่ใกล้เคียง เราก็ไปเปิดEnglish-Thai dictionary

Bramble (n) พุ่มไม้มีหนาม

โอเค แค่นี้ก็เข้าใจแหละ แต่ว่าอาจจะยังนึกภาพไม่ชัด ก็ใช้กูเกิลช่วย

Screen Shot 2017-11-07 at 9.43.25 AM

ก็คือไม้พุ่มที่มีหนาม แล้วก็เป็นพุ่มที่เตี้ยๆหน่อย เช่น blackberry

กับadjective เราก็ใช้googleช่วยได้ ครูม่อนเคยอ่านหนังสือเจอคำว่า quaint แล้วไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร เปิดดิกก็ได้ว่า

Quaint (adjective)

attractively unusual or old-fashioned: quaint country cottages | a quaint old custom.

อืม มันเก่า แล้วยังไงล่ะ เก่ามันก็มีหลายแบบใช่ไหม เลยใช้พี่กูเกิลช่วยอีกรอบ

Screen Shot 2017-11-07 at 9.46.40 AM

พอเห็นรูปคร่าวๆก็พอนึกออกล่ะ

ข้อควรระวังในการใช้พี่กูเกิลช่วยก็คือ อาจจะต้องดูหลายๆรูปประกอบกัน บางทีก็ต้องคลิกเข้าไปดูในรูปด้วยว่ามันใช่คำที่เราหาจริงหรือเปล่า จำง่ายๆคือ ให้ดูรูปหลายๆรูปที่ขึ้นมาจากการเสิร์ชแล้วดูภาพรวมเอานะคะ

Do

Read for comprehension อ่านเน้นความเข้าใจเนื้อเรื่องเป็นหลัก  โดยเฉพาะเวลาอ่านตอนที่ภาษาเรายังไม่แข็งนัก อ่านเน้นเนื้อหาค่ะ เพราะอะไร ?  เพราะว่าเราไม่ได้ต้องการจะอ่านเพื่อเรียนภาษาจากแค่หนังสือเล่มนี้เล่มเดียว เป้าหมายเราคือปลูกฝังให้ตัวเราเองชอบอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ ซึ่งคนเราจะชอบทำอะไรเป็นนิสัยได้ มันต้องสนุกค่ะ  คิดดูว่าถ้าเราเรียนศัพท์ได้ 1000 คำจากหนังสือเล่มนี้ แต่กว่าจะอ่านจบเหนื่อยมาก ทำให้เข็ดไม่อ่านอีกเลย เราก็ได้แค่ 1000คำนี้ใช่ไหมคะ ดีไม่ดีลืมอีกต่างหาก แต่ถ้าเราอ่านให้สนุก เราอาจจะได้แค่ 200 คำ แต่เราชอบเราอ่านอีก ได้เห็นคำเดิมๆ หลายๆครั้ง เริ่มใช้เป็น แล้วก็เจอคำใหม่เพิ่ม รวมๆไปได้มากกว่า 1000 คำ แถมยังจำได้มากกว่า ใช้เป็นมากกว่าา จริงไหมคะ

Allow yourself to get something wrong อ่านแล้วสักพักเพิ่งรู้ว่า เราเข้าใจผิดนิน่า อันนี้ปกตินะคะ แม้แต่อ่านหนังสือภาษาไทยเราก็เป็นใช่ไหม ยิ่งตอนเนื้อเรื่องเข้มข้น ยิ่งอ่านเร็วๆ พอไปสักพักถึงรู้ว่าเข้าใจผิดตรงนี้ ช่างมันค่ะ เป็นเรื่องปกติ

Summarize or reflect  อ่านจบแล้ว ใช้เวลาสักหนึ่งนาที ถามตัวเองว่า What did I learn? How do I feel? อาจจะเขียนไว้เล็กๆ ท้ายเล่มก็ได้ (ถ้าหนังสือเป็นของเรานะ) ทำไมครูม่อนถึงแนะนำให้ทำคะ ก็เพราะว่า เวลาเพิ่งอ่านจบใหม่ๆ เราก็นึกว่าเราจะจำเนื้อเรื่องได้เนาะ แต่พอไปสักพัก ลืมเลยว่านี่เรื่องอะไร ถ้าเราreflectสักหน่อย จะทำให้เราจำได้ดีขึ้นค่ะ อีกอย่างคือ เวลาเราอ่านแล้วเราจำได้ว่า takeaway ของเล่มนี้คืออะไร มันจะทำให้เราอยากอ่านหนังสือมากขึ้น เพราะเรารู้สึกว่าเราอ่านแล้วได้อะไรมากกว่าความบันเทิงและภาษาอังกฤษ  เวลาreflectก็ไม่ต้องยาวนะคะ สั้นๆก็พอ เช่น

ครูม่อนเพิ่งอ่าน Everything, Everything by Nicholas Yoon จบ ก็ถามตัวเองว่า How do I feel? 

ครูม่อนก็จดไว้ว่า Limits are sometimes imposed by yourself and others  แค่นี้ก็พอค่ะ 

หรือ ตอนอ่านเรื่อง A Court of Mist and Fury By Sarah J. Maas แล้วก็ถามตัวเองว่า What did I get from reading this?

ครูม่อนก็จดไว้ว่า Everyone can be seen as either an angel or a devil depending on whose point of view คือ ทุกคนถูกมองว่าเป็นคนดีหรือคนชั่วก็ได้ มันขึ้นอยู่กับว่าใครมอง

ใครมีวิธีการเรียนภาษาอังกฤษจากการอ่าน มาแชร์กันได้นะคะ

7
Nov
hand-write

ฝึกเขียนภาษาอังกฤษ (Improve you writing) ตอน Pronoun Consistency

ปัญหาในการเขียนภาษาอังกฤษอย่างนึงที่เจอบ่อยคือ pronoun inconsistency คือใช้สรรพนาม (pronoun) ไม่เหมือนเดิมตลอดทั้งงานเขียน ซึ่งเป็นเรื่องปกติมากๆ ลองนึกถึงเวลาเราคุยกันใช้ภาษาพูด เราก็ใช้สรรพนามไปเรื่อย เปลี่ยนไปเรื่อยๆได้ คนฟังเข้าใจ เพราะว่าได้เห็นท่าท่าง (gesture) ได้ยินน้ำเสียง (tone) และคนฟังก็รู้ว่าเรากำลังพูดถึงเรื่องอะไร (context) ดังนั้นความเข้าใจก็เลยไม่เป็นปัญหา

แต่ว่าในงานเขียน เราต้องเข้าใจว่าคนอ่าน จะไม่มีโอกาสให้ใช้ gesture, tone หรือ context ว่าเรากำลังพูดเรื่องอะไร ดังนั้นคนอ่านก็อาจจะงงได้ง่ายว่าเราพูดถึงใครกันแน่ 

ซึ่งถ้าเราเขียนอะไรที่ไม่เป็นทางการ เช่น เขียนไดอารี่ หรือLine หาเพื่อน มันก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ไม่ต้องแก้ แต่ถ้าเราเขียนงานส่งอาจารย์ หรือรายงานส่งเจ้านาย ก็ต้องแก้ให้มันอ่านง่ายขึ้นค่ะ

เรามาลองดูตัวอย่างกันค่ะ

อันนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานเขียนนักเรียนนะคะเอาปรับเปลี่ยนเล็กน้อย

I was upset and wept for the whole week, then there was a voice flashed through my brain said that if you don’t want to lose who you loved that you should go to study medicine in the future to make it possible.

อันนี้เป็นประโยคที่พูดถึงตัวเองใช่ไหมคะใช้ I มาตลอด แต่พอมาถึงตอนท้าย ใช้ you แทน

อันนี้จริงๆเข้าใจได้ เพราะว่าเวลาพูด เราพูดแบบนี้ คือ if you don’t want to lose who you loved, you should go to study medicine. มันคือ เหมือนคนอื่นพูดกับเรา ก็เลยใช้ you หมายถึงเรา คนเขียน แต่ทีนี้เวลาเป็นwriting คนอ่านเขาจะไม่ได้เห็นgesture ไม่ได้ยินtone ไม่ได้ยินว่าเราเว้นวรรคประโยคตรงไหน ดังนั้นเราต้องเขียนให้ชัดให้clear  ฉะนั้นถ้าประโยคนี้ เขียนยังไงจะให้ดี

I was upset, then in my head, I heard a voice telling me that if I don’t want to lose my loved ones, I should go studying medicine.

อ่านแล้วเข้าใจง่ายขึ้นไหมคะมันชัดเจนกว่าว่าคนเขียนพูดถึงตัวเองพูดถึงสิ่งที่เขาคิดหรือได้ยินในหัวเขาเอง

อันนี้คือการแก้ไขงานเขียนเรื่องง่ายๆที่จะทำให้งานเขียนของเราชัดเจนขึ้นเยอะเลยค่ะ ลองกลับไปอ่านงานเขียนของตัวเองแล้วลองดูนะคะว่ามี pronoun consistency ไหม ถ้าเจอว่างานเขียนตัวเองมีปัญหาอันนี้เยอะ ก็ไม่ต้องท้อนะคะ เรื่องนี้เป็นปัญหาที่แม้แต่เจ้าของภาษาเองก็ยังผิดกันเลยต้องเคยแก้สองสามรอบถึงจะแก้ได้หมดค่ะ

5
Nov

Vocabulary: Meritocracy

Image by Joshua Chiang

Image by Joshua Chiang

วันนี้ครูม่อนได้เรียนคำศัพท์ใหม่ meritocracy (n) คำแปลคือ government or the holding of power by people selected on the basis of their ability คือ รัฐบาลหรือสังคมที่ปกครองคนตามความสามารถ
แล้วเราจะจำยังไงดี ครูม่อนคิดอย่างนี้ค่ะ
ตัวเองรู้จักคำที่ลงท้ายด้วย -cracy มาเยอะแล้ว
-Cracy ที่เป็น suffix แปลว่า rule หรือ government คือ รัฐบาลหรือผู้ปกครองบ้านเมือง
เช่น
Democracy ประชาธิปไตย demo- คือ ประชาชน คือปกครองโดยเอาประชาชนเป็นหลัก
Aristocracy การปกครองโดยชนชั้นสูง aristocrat คือ กลุ่มชนชั้นสูง

ส่วน Merit แปลว่า คุณความดี เช่น
Merit-based scholarship คือ ทุนที่ให้ตามความสามารถ คือถ้าเก่งก็ได้ จะต่างกับ need-based scholarship คือ ทุนที่ให้ตามความจำเป็น

ฉะนั้น meritocracy ก็คือ การปกครองตามความสามารถของคนนั่นเองค่ะ

1
Nov

Read to Learn มาอ่านเพื่อเรียนภาษาอังกฤษกันเถอะ

Reading_magic

ครูม่อนเป็นคนที่เชื่อเรื่องการเรียนภาษาจากการอ่านมากๆเลยค่ะ จริงๆตัวเองก็เป็นนักอ่านอยู่แล้วทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แต่ตอนเด็กๆก็อ่านแต่ภาษาไทยนะ กว่าจะได้มาเริ่มอ่านหนังสือภาษาอังกฤษก็มอหกนู่นแน่ะ ยิ่งเริ่มเร็วก็ยิ่งดีนะ แต่ก็ใช่ว่าถ้าเราอายุเกินวัยรุ่นแล้วจะเริ่มไม่ได้นะคะ เริ่มวันนี้ดีที่สุดแล้วค่ะ “The best time to start is now.”
ตอนที่ภาษาอังกฤษยังไม่แข็ง เราจะเริ่มอ่านอะไรก่อนดี ที่ง่ายที่สุดก็คงเป็น Children’s books ค่ะ แต่ถ้าหนังสือเนื้อหามันง่ายไป เราก็จะเบื่อเนาะ

ต้องรู้ว่า เวลาจะเลือกอ่านหนังสือเนี่ยมันมีสองอย่างที่เราต้องพิจารณา
1. Language level ระดับภาษา อันนี้แน่นอนคือถ้าภาษาอังกฤษเรายังไม่แข็งมาก ไปอ่านเชคสเปียร์ก็คงจะไม่ไหว ต้องเลือกให้เหมาะกับระดับของเรา
2. Content เนื้อหา บางคนอาจจะสงสัยว่าเนื้อหามันเกี่ยวอะไรด้วยอ่ะ ถ้าจะอ่านเพื่อเรียนภาษาก็ดูระดับภาษาก็พอ แต่ว่าปัญหามันอยู่ที่ว่าระดับภาษากับระดับเนื้อหามันไม่ตรงกัน
เช่น หนังสือเด็ก Children’s books ก็จะมีเนื้อหาไม่ซับซ้อน ให้เหมาะกับเด็กๆ ให้เข้าใจง่าย
หนังสือวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ เนื้อหาก็จะต้องซับซ้อนขึ้นใช่ไหมคะ วัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ถึงจะสนใจอ่าน
ทีนี้พอเราไปลองอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ เราโตแล้วแต่ภาษาเราอาจจะยังไม่เท่ากับEnglish-native speakersที่อายุเท่ากัน ฉะนั้นถ้าเราเลือกหนังสือตามระดับภาษา บางทีมันก็จะไปตรงกับหนังสือเด็กที่เนื้อหาอาจจะง่ายหรือน่าเบื่อไปสำหรับเรา
ฉะนั้นเวลาเลือกหนังสืออ่านก็ลองดูทั้งสองอย่างนะคะ ทั้งภาษาและเนื้อหา ค่อยๆ exploreไป The world of reading is limitlessค่ะ

3
Oct
hand-write

เรียนสองภาษาดีจริงหรือเปล่า – ตัวอย่างจากแอฟริกา

ตัวอย่างต่อมา เรามาดูที่ประเทศในทวีปแอฟริกากันบ้างนะคะ

หลายๆประเทศในแอฟริกาก็มีนโยบายให้เรียนหนังสือด้วยภาษาต่างชาติ ส่วนมากจะเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส หรือ ภาษาโปรตุเกส เพราะเป็นภาษาที่ใช้ตั้งแต่สมัยเป็นเมืองขึ้นของประเทศตะวันตก แต่ในแต่ละประเทศก็มีภาษาท้องถิ่นเป็นของตัวเองด้วยเหมือนกันค่ะ

อันแรกเลย เรามาดูการเรียนหนังสือด้วยภาษาต่างประเทศในระดับประถมกันบ้าง มีตัวอย่างจากสองประเทศ ประเทศแรกคือ Guinea-Bissau ซึ่งใช้ภาษาโปรตุเกสในการสอนหนังสือ และประเทศNiger ซึ่งให้ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาในการสอนหนังสือ

ที่สองประเทศนี้ ได้มีงานวิจัยเปรียบเทียบดูพบว่า ถ้าให้นักเรียนได้เรียนอ่าน เขียนด้วยภาษาแม่ก่อน จะทำให้อ่านเขียนภาษาที่สองได้ดีขึ้นด้วย และที่สำคัญคือถ้าให้นักเรียนใช้ภาษาแม่ในการสอบ นักเรียนจะได้คะแนนดีกว่าใช้ภาษาที่สองอย่างมาก

อีกตัวอย่างหนึ่งของประเทศTanzania ซึ่งงานวิจัยนี้มีห้องเรียนมัธยมสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือใช้ภาษาแม่ของนักเรียน ซึ่งก็คือภาษาKiswahiliในการสอน และอีกกลุ่มใช้ภาษาอังกฤษในการสอน โดยทั้งสองกลุ่มเรียนเนื้อหาอย่างเดียวกัน พบว่า ในห้องเรียนที่เป็นภาษาอังกฤษ นักเรียนจะเงียบ ไม่ค่อยถาม ไม่ค่อยสนใจเรียน ในขณะที่ ถ้าเป็นห้องเรียนภาษาKiswahili นักเรียนจะactiveมากกว่า คือ นักเรียนจะถามคำถาม และตอบคำถามที่อาจารย์ถาม

ข้อสรุปจากงานวิจัยนี้ไม่ได้บอกว่าการเรียนการสอนด้วยภาษาอังกฤษ(ภาษาที่สอง)นั้นดีหรือไม่ดี แต่นักวิจัยสรุปได้ถูกใจครูม่อนมาก คือสรุปว่า “ถ้าเป้าหมายของการศึกษาคือการทำให้นักเรียนที่จบมาดูเป็นคนโง่ การใช้ภาษาอังกฤษที่ทั้งนักเรียนและครูยังไม่เก่ง มาใช้ในการสอนก็ถือว่าเหมาะสม แต่ถ้าเป้าหมายคือ อยากจะให้นักเรียนที่จบมามีความสามารถในการคิดวิเคราะห์และความคิดสร้างสรรค์ล่ะก็ นโยบายอันนี้ก็คงจะไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้” (แปลจากBrock-Utne, 2006, หน้า 487)

สรุปว่า งานวิจัยชี้แนะว่า ถ้าเป็นระดับประถมวัย อย่างน้อยก็ควรจะให้นักเรียนได้เรียนอ่านเขียนภาษาแม่อย่างเชี่ยวชาญด้วย เพราะว่านักเรียนที่อ่านเขียนภาษาแม่ได้ จะอ่านเขียนภาษาที่สองได้ดีด้วย ส่วนระดับมัธยม การใช้ภาษาที่นักเรียนและครูยังไม่เชี่ยวชาญมาใช้ในการสอนนั้น ทำให้นักเรียนไม่ได้มีโอกาสในการฝึกคิดวิเคราะห์และคิดสร้างสรรค์เท่าที่ควรค่ะ

ครั้งหน้า เรามาลองดูตัวอย่างจากอเมริกากันบ้างนะคะ

หมายเหตุ ***ต่อเนื่องจากpostแรกนะคะ ครูม่อนใช้หัวข้อว่า เรียนสองภาษา เพราะว่าบ้านเราใช้คำว่าเรียนสองภาษาเพื่อหมายถึงการใช้ภาษาอังกฤษมาเป็นภาษาในการเรียนการสอน (จะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับแต่ละโรงเรียน)


References

Brock-Utne, Birgit. (2007). Learning through a familiar language versus learning through a foreign language—A look into some secondary school classrooms in Tanzania. International Journal of Educational Development, 27(5), 487-498. doi: 10.1016/j.ijedudev.2006.10.004
Hovens, Mart. (2002). Bilingual Education in West Africa: Does It Work? International Journal of Bilingual Education and Bilingualism, 5(5), 249-266. doi: 10.1080/13670050208667760

27
Sep
Hgse

ความเชื่อผิดๆ 4 อย่างเกี่ยวกับการสมัครเข้าเรียนต่อปริญญาโทปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยดังๆ

ความเชื่อผิดๆ 4 อย่างเกี่ยวกับการสมัครเข้าเรียนต่อปริญญาโทปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยดังๆและ Ivy league

1. เกรดต้องดี ถึงจะเข้าได้ – การจะเข้ามหาวิทยาลัยดังๆได้ ไม่ใช่ว่าเกรดดีอย่างเดียวถึงจะพอ จริงอยู่ ถ้าเกรดเราดีเลิศ มันก็ทำให้โอกาสที่เราจะเข้าได้เพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเกรดดีอย่างเดียว แล้วจะเข้าได้นะ มันก็ต้องมีผลงานอย่างอื่นด้วย ในทางกลับกัน นักเรียนที่มีเกรดกลางๆหรือดีกว่าเฉลี่ยนิดหน่อย ก็ใช่ว่าจะหมดโอกาส จริงๆแล้วถ้านักเรียนมีผลงาน มีประสบการณ์ หรือแม้แต่มีวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจและตรงกับโปรแกรม โอกาสที่จะเข้าได้ก็มีเหมือนกัน

2. การเข้าเรียนต่อปริญญาโทปริญญาเอกในมหาวิทยาลัยดังๆ คือ การเรียนเนื้อหาวิชาให้ลึกซึ้งมากขึ้น – เรียนปริญญาโทเอก หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า graduate school มันไม่เหมือนกับการเรียนตอนปริญญาตรี ตอนปอตรี เราได้เริ่มเรียนเนื้อหาวิชาที่เราไม่เคยรู้มาก่อน เน้นว่าเอาเนื้อหา แต่graduate school เน้นฝึกทักษะมากกว่าเนื้อหา ทักษะอะไรบ้าง ก็เช่น ทักษะการค้นหาข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การตั้งปัญหางานวิจัย การใช้สถิติวิเคราะห์ข้อมูล การเก็บข้อมูลจากตัวอย่าง การออกแบบงานวิจัย เป็นต้น ส่วนเนื้อหาน่ะ โดยมากเขาจะassumeว่า นักเรียนต้องรู้อยู่แล้วหรือไม่ก็ไปค้นคว้าหาเอาเอง graduate school ไม่ใช่การไปนั่งฟังเลคเชอร์เหมือนตอนเรียนปริญญาตรีนะ

3. คนที่เก่งจะสมัครเข้าเรียนgraduate schoolที่มหาวิทยาลัยดังๆที่ไหนก็ได้หมด – อีกอย่างหนึ่งที่graduate admission ต่างจากundergraduate ก็คือว่า การที่โปรแกรมจะรับหรือไม่รับใคร มักจะขึ้นกับอาจารย์แต่ละคนด้วย เพราะว่าอะไร? เพราะว่าในปริญญาโทและเอก อาจารย์ต้องเป็นคนดูแลนักศึกษา ซึ่งใช้เวลาเป็นอย่างมาก อาจารย์จะรับนักศึกษาที่มาช่วยงานเขาได้ และช่วยให้อาชีพการงานของเขาดีขึ้น หมายความว่ายังไง? หมายความว่า ถ้านักศึกษามีความสามารถและทำงานในหัวข้อเดียวกับอาจารย์ อาจารย์ก็จะได้โชว์ว่านักศึกษาคนนี้ ฉันเป็นคนปั้นมาเอง และอาจารย์ก็ได้นักศึกษามาช่วยทำงานวิจัยอีกด้วย ส่วนนักศึกษาก็ได้โอกาสในการมาฝึกงานช่วยอาจารย์ทำวิจัย และก็ยังได้คำแนะนำจากอาจารย์อีกด้วย คือ win/win ฉะนั้นมันไม่ใช่แค่ว่าคนไหนเก่งแล้วเขาก็จะรับหมดนะ มันอยู่ที่ว่าความรู้ความสามารถของนักศึกษาคนนี้ ตรงกับที่โปรแกรมต้องการในปีนั้นๆหรือไม่
รู้อย่างนี้ดียังไง? แปลว่า เราไม่จำเป็นต้องมีประวัติหรูหรามาก เราก็สามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยดังๆได้ ถ้าเรารู้จักจุดแข็งของตัวเอง แล้วหาโปรแกรมที่เหมาะสมกับเรามากที่สุด

4. ต้องหาคนดังๆมาเขียนletter of recommendationให้ – จริงอยู่ที่ถ้าเราเคยทำงานกับคนที่มีชื่อเสียงในวงการ หรือศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยนั้นแล้วเขาเขียนจดหมายให้ มันก็จะทำให้โอกาสเราเข้าได้เยอะขึ้น แต่ว่า ถ้าเราไม่เคยทำงานกับคนคนนั้นเลย แล้วไปให้เขาเขียนจดหมายให้ มันไม่ได้ช่วยอะไรนะ เพราะเขาจะเขียนได้แค่กว้างๆ และคนอ่านเขาก็รู้ว่าเขาเขียนไปงั้นๆหรือว่าเขียนจากประสบการณ์จริง ที่ดีที่สุดคือหาคนที่เราเคยทำงานด้วย แล้วเขาประทับใจในงานของเรา เพราะเขาจะเขียนได้ละเอียดกว่า และคนอ่านก็จะอ่านรู้ว่าเขียนมาจากประสบการณ์จริงๆ คนที่เราขอให้เขียนจดหมายให้เรา เขาอาจจะไม่เคยเขียนจดหมายแบบนี้มากนัก แต่เราสามารถช่วยให้เขาเขียนจดหมายให้ดีได้ (โดยไม่ต้องให้โกหกหรือโม้)

ใครที่ยังไม่ได้e-book “เคล็ดลับสู่การเป็นนักเรียนฮาร์วาร์ด:คําแนะนําในการสมัครศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนําของโลก” ให้สมัครรับข่าวสารจากครูม่อน ทางด้านขวามือบนนะคะ แล้วเราจะส่งe-bookไปให้ค่ะ

25
Sep
confidence

เรียนเตรียมสอบโทเฟล(TOEFL)กับครูม่อน

ตอนนี้ครูม่อนกลับมาอยู่เมืองไทยแล้ว ต้องมาอยู่สักพักหนึ่งเพื่อเก็บข้อมูลทำวิทยานิพนธ์ พอกลับมาแล้วก็รู้สึกอยากสอนหนังสือมากเลยค่ะ คิดถึงการสอน

ถ้าใครสนใจเรียนTOEFL ติดต่อครูม่อนได้เลยนะคะ รับรองจะติวให้ได้คะแนนเกิน100เลยทีเดียว เรียนกับครูม่อน เราตั้งเป้าหมายสูงค่ะ ได้คะแนนไม่เกิน100เราไม่ยอม

เรียนตัวต่อตัวและกลุ่มย่อยค่ะ ครูม่อนจะไม่ให้นักเรียนต้องมาเสียเวลามาก เราจะวิเคราะห์ก่อนเลยว่านักเรียนต้องเน้นด้านไหนเป็นพิเศษ ด้านไหนเก่งแล้วแต่ยังไม่ได้เต็ม เราก็มาอุดช่องโหว่ เอาให้ได้เต็มในด้านนั้นไปเลยค่ะ

นอกจากสอนภาษาอังกฤษแล้วยังสอนเทคนิคการสอบโทเฟลด้วยนะคะ การสอบโทเฟลก็เหมือนกับการสอบอื่นๆแหละค่ะ ถ้าเราเตรียมตัวดี ถึงแม้ว่าภาษาอังกฤษเราจะไม่ได้perfectแต่เราก็ได้คะแนนสูงได้ค่ะ

สอนในหมู่บ้านเมืองเอก รังสิต และละแวกใกล้เคียงค่ะ

ประวัติย่อ
ณัฏฐ์ภัทร์ ชาญเชาวน์กุล (ครูม่อน)
กำลังศึกษาปริญญาเอกด้านการศึกษา เฉพาะทางด้านการเรียนภาษาอังกฤษสำหรับคนที่ไม่ใช่เจ้าของภาษา ที่ UCLA
จบปริญญาโทด้านการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐอเมริกา
Master of Education (Mind, Brain & Education), Harvard University
Master of Arts (Education), University of California, Los Angeles (UCLA)
คะแนนTOEFL iBT 117
ผู้เขียนหนังสือ “เปลี่ยนตัวเองให้รักอังกฤษไม่ยาก” และ “ฟังเสียงหัวใจเรียนอะไรที่ใช่เรา”

ครูม่อนจะอยู่เมืองไทยคราวนี้ไม่กี่เดือนนะคะ ใครสนใจรีบติดต่อเลยค่ะ
ติดต่อที่ contactkrumon@gmail.com นะคะ ^_^