Skip to content

Recent Articles

30
Nov

คนที่เก่งอังกฤษมีความเชื่อแบบไหน (Mindset)

ไม่ว่าจะเป็นการเรียนอะไรก็ตาม ความเชื่อทั้งเกี่ยวกับการเรียนและเกี่ยวกับตัวเอง ล้วนมีผลต่อความสำเร็จ วันนี้เราจะมาทำความรู้จักconceptเกี่ยวกับความเชื่ออย่างหนึ่งที่จะช่วยให้เราเข้าใจและพัฒนาการเรียนภาษาอังกฤษได้อย่างมาก คือ Mindset ค่ะ

Mindset คือ ความเชื่อเกี่ยวกับความฉลาดหรือความสามารถ มีสองแบบด้วยกัน

1. Fixed หรือ Stable mindset

2. Growth mindset

Fixed mindset มองว่าความฉลาดเป็นสิ่งที่ fixed คือ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ประมาณว่าใครเกิดมาเก่งก็คือเก่ง ใครไม่เก่งก็ไม่เก่ง ไม่สามารถเปลี่ยนได้

Growth mindset มองว่าความฉลาดนั้นมาจากการพัฒนา คือ ไม่ว่าใครก็สามารถเก่งได้ ไม่จำเป็นว่าต้องเกิดมาเก่งด้านนั้นๆโดยเฉพาะ

มองเผินๆเราอาจจะไม่เห็นว่า fixed mindset จะไม่ดีตรงไหนใช่ไหมคะ คือ  ถ้าเราเชื่อว่าเราเก่ง ถึงแม้ว่าเราจะเชื่อว่าความเก่งพัฒนาไม่ได้ ก็ไม่เห็นจะเป็นไร ก็เราเชื่อว่าเราเก่งแล้วก็ไม่น่าจะมีปัญหา แต่จริงๆมีข้อเสียอย่างมากเลยค่ะ

เรารู้กันอยู่แล้วว่าคนเราจะเก่งในด้านอะไรก็ตามนั้นต้องมีการฝึกฝนพัฒนา คนที่จะเก่งได้จริงๆต้องมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ต้อง stretch beyond current capabilities    คือ พยายามทำในสิ่งที่ตอนนี้ยังทำไม่ได้ พยายามทำในสิ่งที่ยังไม่เคยทำ  และการพยายามทำในสิ่งที่ตอนนี้ยังทำไม่ได้นั้น มันก็เป็นธรรมดาที่เราจะผิดพลาด ล้มเหลวบ้างใช่ไหมคะ ไม่ว่าจะเป็นใครมาจากไหน เก่งแค่ไหน ถ้าพยายามเรียนสิ่งที่ไม่เคยเรียนมาก่อน ก็ย่อมต้องมีผิดพลาดบ้างเป็นธรรมดา

ความเชื่อที่ว่าความฉลาดเปลี่ยนแปลงไม่ได้จะทำให้เราไม่กล้าเสี่ยงทำอะไรที่เราคิดว่าเราจะล้มเหลว เพราะว่าอะไร? เพราะว่าถ้าเราเชื่อว่าความฉลาดเปลี่ยนแปลงไม่ได้ พอเราไปทำอะไรแล้วเกิดล้มเหลวขึ้นมา ก็แปลว่าเราโง่ เราไม่ฉลาดใช่ไหมคะ ซึ่งเป็นสิ่งที่egoเรายอมไม่ได้อยู่แล้ว ฉะนั้นมันจะปลอดภัยว่า safeกว่าถ้าเราเลือกที่จะไม่ทำสิ่งนั้นๆเลย ประมาณว่า ก็เราไม่แน่ใจว่าเราจะทำได้ไหม ก็เลือกที่จะไม่ทำดีกว่า จะได้ไม่ล้มเหลว

แต่เราก็เห็นใช่ไหมคะว่าการเลือกที่จะไม่เสี่ยงเลยก็ทำให้เราไม่พัฒนา เราก็ไม่มีทางเก่งภาษาอังกฤษสักที

ในทางกลับกัน ถ้าเรามี growth mindset คือ เราเชื่อว่าความล้มเหลวไม่ใช่แค่สิ่งที่ธรรมดา แต่เป็นสิ่งทีจำเป็นต่อความสำเร็จ เราก็จะไม่กลัวที่จะเสี่ยง เมื่อเราเชื่อว่าความฉลาดเกิดจากการพัฒนา เราก็ไม่อายเวลาที่เราล้มเหลวหรือผิดพลาด เพราะว่ามันแค่แปลว่าเรายังไม่ได้ฝึกให้เพียงพอเท่านั้นเอง  พอเราเชื่อแบบนี้ก็จะทำให้เรากล้าเรียนสิ่งที่เรายังไม่เก่ง ซึ่งจะส่งผลให้เราพัฒนาภาษาอังกฤษได้ดีขึ้น

ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า ถ้าเรามี fixed mindset ว่าเราไม่เก่งภาษาอังกฤษ เราก็จะไม่อยากฝึกเพราะเราเชื่อว่าความฉลาดด้านนี้มันพัฒนาไม่ได้อยู่แล้ว

และถึงแม้ว่าเราจะมี fixed mindset ว่าภาษาอังกฤษเราเก่ง มันก็ยังมีผลเสียที่ว่า เราจะไม่กล้าใช้ภาษาอังกฤษในระดับที่ยากขึ้น ก็จะทำให้ภาษาอังกฤษเราติดอยู่ที่ระดับนั้น ไม่พัฒนาไปไหนสักที

สรุปความแตกต่างระหว่า Fixed and Growth mindsets

Carol-Dweck-Two-Mindsets_Thai_HD

แปลจาก infographic โดย Nigel Holmes

ครูม่อนจะเล่าประสบการณ์ของตัวเองเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนยังไม่ได้เรียนเรื่อง mindsetนั้น ตอนประมาณเรียนมหาวิทยาลัยปีหนึ่ง ครูม่อนมี fixed mindset เรื่อง writing ในช่วงนั้นถึงจะสอบภาษาอังกฤษได้คะแนนดี พูดภาษาอังกฤษได้ แต่ก็ไม่เคยเรียนwriting จริงๆจังๆ รู้สึกว่าตัวเองเขียนภาษาอังกฤษได้ไม่ดี ตอนสอบTOEFL ก็พยายามฝึกเขียนมากๆ แต่คะแนนก็ยังด้อยกว่าด้านอื่น ยิ่งตอนไปเรียนที่ฮาร์วาร์ด ยิ่งรู้สึกว่าเราเขียนไม่เก่ง มีหลายครั้งที่พยายามจะเขียนอธิบายแต่ก็ไม่รู้จะเขียนยังไง สิ่งที่เขียนออกมาเราก็ไม่พอใจ รู้สึกว่ามันไม่ได้สื่อความหมายตามที่เราอยากจะสื่อ แล้วก็โดนติโดนแนะนำให้เปลี่ยนนู่นเปลี่ยนนี่ รู้สึกว่าตัวเองโง่มากๆเลย ตอนนั้นเชื่อจริงๆว่าที่จบมาได้ก็เพราะความสามารถด้านอื่น ไม่ใช่เพราะเขียนเก่ง คือเชื่อว่าเราเขียนพอใช้งานได้ แต่ไม่ได้ดีเลิศอะไร

ตอนเรียนปริญญาเอก ปีสาม จำได้แม่นเลย คือ ครูม่อนต้องเขียนqualifying paper คือ เขียนบทความวิชาการ ถ้าอันนี้ไม่ผ่านก็คือไม่ได้เรียนต่อปริญญาเอก (จบแค่ปริญญาโท) ตอนนั้นเครียดมาก เพราะต้องอ่านวิจัยเยอะมากๆ เนื้อหาก็ยาก  เราส่งร่างให้อาจารย์อ่าน อาจารย์บอกว่าเธอต้องแก้ภาษาอังกฤษอีกเยอะมากเลยนะ ไม่งั้นไม่ผ่านหรอก ครูม่อนกลับบ้านไปร้องไห้เลย คือ มันจี้ใจเรานะ เราก็เชื่ออยู่แล้วว่าwriting เราไม่ดี และเราก็ไม่คิดว่าจะฝึกให้มันดีกว่านี้ได้แล้ว ครูม่อนก็กะว่าต้องไม่ผ่านแน่ๆเลย แต่ก็พยายามผลักดันตัวเองจนผ่านมาได้ แต่ก็ยังไม่เชื่อว่าจะพัฒนา writingของตัวเองได้นะคะ ยังเป็น fixed mindset อยู่

สิ่งที่เปลี่ยนmindset ตัวเองได้คือการเขียนวิทยานิพนธ์ ได้เรียนรู้สิ่งสำคัญเกี่ยวกับการเขียน คือ รุ่นพี่หลายๆคนบอกว่าร่างแรกๆของเขาก็แย่เหมือนกัน แม้แต่อาจารย์ก็ยังต้องแก้งานเขียนหลายๆรอบ โชคดีที่UCLA ในโปรแกรมที่เรียนอยู่ จะมีคาบที่ให้นักเรียนและอาจารย์นำงานเขียนที่กำลังเขียนอยู่ in progress มาโชว์เพื่อจะได้คำแนะนำไปแก้ไข ทำให้ครูม่อนได้เห็นว่า งานเขียนที่เราเห็นตอนเสร็จแล้วนิ มันต่างกันมากเลยกับตอนที่ร่างครั้งแรกๆ เราได้เห็นพัฒนาการของรุ่นน้อง รุ่นพี่ และได้เห็นพัฒนาการของตัวเอง ก็ทำให้เช่ือว่า writing เป็นสิ่งที่พัฒนาได้ ไม่ว่าคนที่เขียนเก่งๆเค้าเกิดมาแล้วเขียนเก่งเลย ตอนนี้เชื่อจริงๆว่าwriting นั้นพัฒนาได้ แค่ใช้เวลาฝึกฝนเรียนรู้

28
Nov

ตั้งเป้าหมายอย่างไรให้มีกำลังใจเรียนภาษาอังกฤษ

ตั้งเป้าหมายอย่างไรให้มีกำลังใจเรียนภาษาอังกฤษ (Performance and Process Goals)

เป้าหมายของเอก จะสอบศัพท์ครั้งต่อไปให้ได้เต็ม

เป้าหมายของเอม จะท่องศัพท์ 10 คำทุกวัน

คิดว่าเป้าหมายแบบไหนที่มีผลดีต่อแรงจูงใจระยะยาวคะ (long-term motivation)

ลองมาดูกันว่าเป้าหมายของเอกกับเอมมีผลต่อmotivation ยังไงบ้าง ถ้าตั้งเป้าหมายแบบเอก อาจจะทำให้ได้คะแนนดีได้ก็จริง แต่ถ้าสอบเสร็จแล้วก็ไม่แน่ว่าจะยังอยากเรียนศัพท์ภาษาอังกฤษต่อ หรือว่าวิธีการท่องศัพท์อาจจะท่องเอาแค่ให้สอบได้ดี แต่ไม่ได้ท่องแบบที่เอาไปใช้ได้จริง ส่วนเป้าหมายของเอมนั้นมีผลต่อแรงจูงใจในระยะยาวมากกว่า เพราะว่าอะไรเรามาดูกันค่ะ

ก่อนอื่นเลย เรามาทำความรู้จักกับเป้าหมายสองแบบ

Performance goal คือ เป้าหมายที่โฟกัสที่ผลลัพธ์เป็นหลัก เช่น

  • สอบให้ได้ที่ 1
  • ได้คะแนน TOEFL มากกว่า 100 คะแนน (จาก 120)

Process goal คือเป้าหมานยที่เน้นกระบวนการมากกว่าผลลัพธ์ เช่น

  • ท่องศัพท์ให้ได้วันละ 10 คำ
  • เขียนไดอารีภาษาอังกฤษให้ได้วันละ 5 นาที

เราเริ่มเห็นความแตกต่างระหว่าง performance goal กับ process goalแล้วใช่ไหมคะ

โดยปกติแล้ว เราจะตั้งเป้าหมายแบบ performance กันเพราะนั่นเป็นสิ่งที่ทุกๆคนสอนให้เราทำและเป็นสิ่งที่คนอื่นก็ทำกัน เพราะว่าสิ่งที่เราอยากได้จริงๆ คือ ผลลัพธ์ ไม่ใช่กระบวนการ ซึ่งจริงๆแล้วการตั้งperformance goal ก็ไม่ได้เสียหายอะไร แต่อาจจะมีผลเสียต่อ long-term motivation ของการเรียนรู้ และเราก็ได้คุยกันไปแล้วว่าภาษานั้นต้องเรียนกันระยะยาว ฉะนั้นถ้าจะให้เรารักษา motivation ที่จะเรียนภาษาอังกฤษให้ได้ถึงฝั่ง เราก็ควรจะมารู้จักการตั้ง process goal กัน

ยกตัวอย่างจากประสบการณ์ของครูม่อน (อีกแล้ว) ตอนมอปลายครูม่อนยังไม่เก่งภาษาอังกฤษเลย ที่จริงยังเกลียดภาษาอังกฤษด้วยซ้ำ แต่ว่าครูม่อนก็เหมือนกับเด็กมอปลายๆทุกๆคน คือ อยากสอบติดมหาวิทยาลัยดีๆ ก็เลยอยากฟิตเรียนภาษาอังกฤษ ทีนี้ตอนนั้นตั้งเป้าหมายว่า เวลานั่งรถเมล์หรือเวลาต่อคิวจะเอาสมุดจดศัพท์มาอ่าน (สมุดจดศัพท์นั้นจะมีตัวอย่างประโยคด้วย) ซึ่งเป้าหมายนี้คือ process goal คือทำไม่ได้หวังตรงๆว่าคะแนนจะดีขึ้น คือ เราก็คิดนะว่าถ้าเราได้คำศัพท์มากขึ้น เราก็น่าจะสอบได้คะแนนดีขึ้น แต่ทุกๆวันไม่ได้ไปโฟกัสตรงนั้น ทำให้มีแรงท่องศัพท์มากขึ้น จนกระทั่งมาถึงตอนนี้ครูม่อนก็ยังชอบทบทวนคำศัพท์อยู่

ในทางกลับกัน ตอนที่ครูม่อนทำวิจัยอยู่ที่เมืองจีน ตอนนั้นอยากสอบ HSK 4 ให้ผ่านก่อนที่จะกลับเมืองไทย ก็ตั้งเป้าหมายไว้ ก็อ่านหนังสือ เรียนพิเศษ แต่เพราะว่าเป้าหมายของเราคือสอบให้ผ่าน การเตรียมตัวส่วนมากก็คือ ทำข้อสอบเก่า พอผลสอบออกมาก็ผ่านนะ ได้คะแนนดีด้วย แต่ว่าไม่ได้รู้สึกว่าภาษาจีนตัวเองดีขึ้นเลย ยิ่งผ่านไปแป๊บเดียวก็ลืมหมดแล้ว (อันนี้หลายๆคนคงรู้สึกเหมือนกัน บางทีเรียนไปแล้วสอบได้ดีนะ แต่พอสอบเสร็จลืมหมดเลย) ไม่มี long-term motivation ในการฝึกภาษาจีนเพิ่มเลย

ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่า  performance goal ไม่มีประโยชน์นะคะ เราสามารถใช้ performance goal มาเป็นตัวช่วยในการตั้ง process goal ได้ เช่น

Performance goal ปีหน้าจะสอบTOEFL ให้ได้คะแนนมากกว่า 100

Process goals

– Speaking: ฝึกพูดตอบคำถามจากข้อสอบเก่า วันละ 1 ข้อ

– Listening: ฟัง lecture หรือ podcast วันละอย่างน้อย 10 นาที

– Reading: อ่านอะไรก็ได้ที่เป็นภาษาอังกฤษ วันละ 1 หน้า ​A4

– Writing: เขียนไดอารีภาษาอังกฤษวันละ 5 นาที

จะเห็นได้ว่า เราตั้ง process goals เป็นสี่ด้านเพราะว่านั่นเป็นสิ่งที่ TOEFL จะวัด ตรงนี้ก็แสดงให้เห็นว่า performance goal มาช่วยให้เราตั้ง process goal ได้ดีขึ้น

อย่าลืมว่าพอเราทำตามprocess goal ได้แล้ว ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนเป้าหมายด้วย ต้องคอยดูว่าprocess goal ที่ตั้งไว้ จะยังทำให้เราไปถึง performance goal ไหม ถ้าไม่ เราจะแก้ไขปรับเปลี่ยนอย่างไร

สรุปคือ การตั้งเป้าหมายโดยเน้นแต่ผลลัพธ์มักจะส่งผลต่อแรงจูงใจระยะยาวในทางลบ ถ้าเราอยากส่งเสริมแรงจูงใจในการเรียนรู้ระยะยาว ควรหัดตั้งเป้าหมายโดยเน้นที่กระบวนการค่ะ

ลองกลับไปreflectดูนะคะว่าการตั้งเป้าหมายของเราเป็นแบบไหน ถ้าเป็นperformance goalก็ลองดูสิว่า เราจะเอาperformance goalนั้นมาช่วยให้เราตั้งprocess goalได้อย่าไรบ้าง เราจะได้เพิ่มแรงจูงใจในการเรียนภาษาอังกฤษของเราค่ะ

21
Nov

ทำยังไงดีเมื่อเรารู้สึกว่าภาษาอังกฤษเราไปไม่ถึงไหนเลย

What to do when you feel like you are not making any progress? ทำยังไงดีเมื่อเรารู้สึกว่าภาษาอังกฤษเราไปไม่ถึงไหนเลย

มันเซ็งจริงๆใช่ไหมคะ เวลาที่เราตั้งใจทำอะไรแล้ว แต่ไม่เห็นจะก้าวหน้าไปไหนเลย อันนี้เป็นกันทุกคนแหละค่ะ แม้คนอื่นที่เราเห็นว่าเขาเก่งๆก็ต้องผ่านช่วงนี้ทุกๆคน

แล้วเราจะทำอะไรได้บ้างเพื่อให้เรามีแรงพัฒนาภาษาอังกฤษต่อไป

– Take a real assessment of your skills. Are you really not making any progress?

ลองมาตั้งใจดูจริงๆว่าภาษาเราพัฒนาหรือเปล่า บางทีเราคิดไปเองนะคะว่าภาษาเราไม่ดีขึ้นเลย เพราะว่าเราอยู่กับตัวเอง ฝึกกับตัวเอง เราไม่เห็นว่าภาษาเราดีขึ้นทีละนิดๆ ลองถามตัวเองดูว่า “ปีนี้เราทำ ____  ได้  ปีที่แล้วเราทำได้ไหม?” เช่น ปีนี้หรือตอนนี้เราอ่านข่าวภาษาอังกฤษรู้เรื่องแล้ว ปีที่แล้วเราทำได้ไหม  ลองถามตัวเองดูแบบนี้แล้วจะรู้ว่าจริงๆ ภาษาเราดีขึ้นนะ แต่เราไม่รู้สึกเอง อีกวิธีคือ ถามคนใกล้ตัวดู โดยเฉพาะครูหรือเพื่อน เขามักจะเห็นพัฒนาการของเราที่ตัวเองเราเองมองไม่เห็นค่ะ

– Review your goals and your WHYs.

เตือนตัวเองถึงเป้าหมาย และเหตุผลที่เราตั้งเป้าหมายไว้

ลองนึกถึงตอนที่เราตั้งใจว่าจะฝึกภาษาอังกฤษนะคะ เป้าหมายของเราตอนนั้นคืออะไร อะไรเป็นเหตุผล (WHY) ที่ทำให้เราอยากเก่งภาษาอังกฤษ เช่น

Goal: To be able to read English books

WHY: Because I want to learn more about the world

Goal: To be able to converse in English fluently

WHY: Because I want to study abroad

Goal: To be able to write an essay

WHY: Because I want to ace the TOEFL test

ลองดูเป้าหมายและเหตุผลของตัวเอง จดเอาไว้แล้วกลับมาดูบ่อยๆโดยเฉพาะตอนที่ท้อ จะทำให้เรามีกำลังใจขึ้นค่ะ

– Rest and get refreshed พักแล้วกลับมาเริ่มใหม่

บางทีเราก็เหนื่อยจริงๆนะ พยายามมาเยอะแล้ว เหนื่อยมาก ถ้าเหนื่อยมากก็พักค่ะ ไม่ต้องรู้สึกผิดด้วยนะ เพราะทุกคนต้องพัก ไม่มีใครทำงานหรือเรียนได้ตลอด พักให้หายเหนื่อยแล้วกลับมาเริ่มใหม่อย่างสดชื่นและมีแรงมากกว่าเดิม แต่ก่อนจะไปพัก ต้องตกลงกับตัวเองก่อนนะคะว่าจะพักนานแค่ไหน เช่น ตกลงว่าจะพักหนึ่งอาทิตย์ แล้วจะกลับมาฝึกภาษาอังกฤษต่อ  ถ้าเราไม่ได้วางแผนไว้ก่อนว่าจะพักนานเท่าไหร่ละก็มันจะยาวเลยค่ะ กลับมาฝึกต่อยาก

– Forgive yourself ให้อภัยตัวเอง

การจะทำอะไรให้ประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องมีการล้มเหลวมาก่อน  ถ้าเราไม่ผิดพลาดไม่ล้มเหลวเลยแปลว่าเราไม่ได้พยายามทำอะไรเลยต่างหากค่ะ การที่เราล้มเหลวนั้นเป็นเรื่องดีเพราะมันเป็นตัวบ่งบอกว่าเรากำลังพยายามทำสิ่งที่เรายังไม่เคยทำได้ ทุกคนที่เก่งภาษาอังกฤษมีช่วงที่ล้มเหลวกันทั้งนั้น สิ่งสำคัญคือ ยอมรับว่าความล้มเหลวเป็นเรื่องปกติ ยิ่งไปกว่านั้นความล้มเหลวเป็นสิ่งจำเป็นต่อความสำเร็จ ให้อภัยตัวเองและเริ่มใหม่ค่ะ

– Shake things up เปลี่ยนกิจกรรมบ้าง

เวลาเราทำอะไรซ้ำๆกันแล้วจะเบื่อก็ไม่แปลกนะคะ ลองเปลี่ยนดูบ้าง ถ้าเราเคยท่องศัพท์โดยวิธีการคัดศัพท์ ก็เปลี่ยนเป็นท่องจากเพลงดูบ้าง ถ้าเราอ่านหนังสือแล้วเบื่อ ก็ลองเปลี่ยนไปดูหนังบ้าง ถ้าฟังเพลงเบื่อแล้วก็อาจจะลองไปฟังpodcastบ้าง สลับไปสลับมา หรือแม้แต่เปลี่ยนแบบใกล้เคียง เช่น เคยอ่านmagazineเล่มนี้ ก็เปลี่ยนไปอ่านอีกเล่มนึงก็ยังได้ แค่ลองทำอะไรที่เราไม่เคยทำดูบ้าง เรียนภาษาง่ายกว่าเรียนวิชาอื่นเยอะมาก เพราะว่ามีสื่อหลากหลายให้เราเลือก

– Spend time with good role models

ใช้เวลากับคนที่เป็นตัวอย่างที่ดีในการเรียนภาษาอังกฤษ

การมีตัวอย่างที่ดีนั้นช่วยในการเรียนได้มากๆเลยค่ะ ไม่ใช่แค่เทคนิคการเรียน แต่รวมไปถึงกำลังใจด้วย คนที่เป็นตัวอย่างทีดีนั้นจะเป็นใครก็ได้ค่ะ พ่อแม่ ครูอาจารย์ เพื่อน หรือแม้แต่คนมีชื่อเสียงก็ยังได้ ใครที่ทำให้เราเห็นว่าเราเองก็สามารถเก่งอังกฤษได้  ตัวอย่างที่มักจะให้กำลังใจเราได้ดีคือคนที่มีบางอย่างคล้ายๆเรา ตอนที่ครูม่อนสอนหนังสืออยู่ที่เมืองไทย นักเรียนเคยบอกว่าครูไทยเป็นแรงบันดาลใจให้ฝึกภาษาอังกฤษอย่างมากเลย ครูม่อนก็ถามต่อว่าแล้วครูฝรั่งไม่เป็นแรงบันดาลใจเหรอ นักเรียนบอกว่า ก็ครูฝรั่งเขาก็ต้องได้ภาษาอังกฤษอยู่แล้ว แต่ครูไทยหลายๆคน นักเรียนเห็นว่าเรียนโรงเรียนไทยเหมือนนักเรียนแต่ก็ยังเก่งภาษาอังกฤษได้ ทำให้นักเรียนรู้สึกว่าตัวเองก็ทำได้เหมือนกัน  นักเรียนอีกหลายคนก็บอกว่าเพื่อนหรือรุ่นพี่ก็เป็นตัวอย่างเป็นแรงบันดาลใจที่ดีเหมือนกัน ลองหาคนที่เป็นตัวอย่างในชีวิตเรานะคะ แล้วคุยกับเขา เรียนรู้จากเขาให้เยอะๆค่ะ และก็อย่าไปคิดว่าเราจะไปรับความรู้จากเขาอย่างเดียว การที่เราอยากเรียนรู้จากเขานั้นก็มักจะเป็นกำลังใจให้กับอีกฝ่ายด้วยเหมือนกัน

– Never give up อย่ายอมพ้

สุดท้ายคือ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม อย่ายอมแพ้ค่ะ ถ้าเราไม่ยอมแพ้ ไม่ช้าก็เร็วเราต้องประสบความสำเร็จแน่นอน

18
Nov

Train you brain to read English. สร้างนิสัยการอ่าน

“We are what we repeatedly do. Excellence, then is not an act but a habit.” -Aristotle

เพราะว่าคนเราคือสิ่งที่เราทำอยู่บ่อยๆ ดังนั้นความเป็นเลิศจึงไม่ใช่มาจากการกระทำครั้งเดียว แต่มาจากนิสัย 

 

“Successful people aren’t born that way. They become successful by establishing the habit of doing things unsuccessful people don’t like to do.” ―William Makepeace Thackeray (British author)

คนที่ประสบความสำเร็จไม่ได้เกิดมาประสบความสำเร็จเลย พวกเขาประสบความสำเร็จโดยสร้างนิสัยทำสิ่งที่คนที่ไม่ประสบความสำเร็จไม่ชอบทำ 

 

ครูม่อนได้แนะนำเรื่องการอ่านเพื่อฝึกภาษาอังกฤษ แต่ว่ามีหลายคนถามว่าถ้าเราไม่เคยอ่านหนังสือภาษาอังกฤษเลย จะเริ่มต้นยังไง  อันนี้ครูม่อนเข้าใจนะคะ เพราะว่าแม้แต่ครูม่อนเอง เวลาที่ยุ่งๆก็ยังลืมอ่านหนังสือเหมือนกัน แต่ถ้าเราอยากฝึกภาษาอังกฤษจริงๆ เราก็ต้องตั้งใจทำให้ได้ค่ะ

วิธีนึงที่ช่วยได้คือ กำหนดเวลาอ่านหนังสือในแต่ละวันไปเลย ใครใช้แพลนเนอร์ก็จดลงไปในตารางเลยว่าเป็นเวลาอ่านหนังสือ เวลาที่แนะนำคือ เวลาที่จำง่ายๆ เช่น ก่อนนอน หรือ ตอนพักเที่ยงหลังกินข้าว หรือกลับมาจากโรงเรียน  ที่ให้เลือกเวลาที่จำง่ายๆก็เพราะว่าตามหลักจิตวิทยาแล้ว การสร้างนิสัยใหม่จะทำได้ง่ายขึ้นถ้าเรามี   สำหรับวันนี้ครูม่อนขอใช้ตัวอย่างของตัวเองนะคะ คือ อ่านหนังสือก่อนนอน

สิ่งสำคัญในการเริ่มฝึกนิสัยใหม่คือ ค่อยๆสร้างไปช้าๆ เพราะว่านิสัยอะไรที่เราทำบ่อยๆ มันจะเกิดทางเชื่อมในสมอง (neural pathway) ยิ่งทำบ่อยๆก็ยิ่งทำให้ทางเดินนั้นเดินง่ายเดินได้เร็วขึ้นเรื่อยๆ การทำนิสัยใหม่ก็เหมือนการสร้างทางเดินใหม่ ลองนึกภาพเดินในทุ่งหญ้านะคะ ถ้าเราไปเดินตามทางที่มีคนเดินไว้แล้ว ก็เดินง่ายใช่ไหมคะ ยิ่งทางที่มีคนเดินเยอะๆ ยิ่งเดินง่ายใหญ่  แต่ถ้าเราจะไปบุกเบิกทางใหม่ เราก็ต้องไปช้าๆ ไปถางหญ้า คอยระวังหินต่างๆ ทำให้เดินได้ช้า และเดินลำบากกว่าทางที่เดินไว้แล้ว  การสร้างนิสัยใหม่ก็เหมือนกันค่ะ พอเราจะตั้งเป้าว่าจะอ่านหนังสือก่อนนอน บางวันเราจะรู้สึกว่าไม่อยากอ่านเลย ทำไมมันยากอย่างนี้  มันก็ยากจริงๆค่ะ เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่เราทำเป็นประจำ ฉะนั้นวิธีที่จะช่วยได้คือ ค่อยทำไปช้าๆ เป็นขั้นเป็นตอน เริ่มจากง่ายๆก่อนเลย เป้าหมายแรกให้ตั้งเป้าหมายที่เรามั่นใจว่าเราทำได้แน่ๆ เช่นอ่านแค่พารากราฟเดียวก่อน วันละพารากราฟก็พอ ถ้าใครอ่านพารากราฟเดียวไม่ไหว ก็เอาสองบรรทัดก็ยังได้ หรือจะเป็นเวลา เช่น อ่านห้านาที สำคัญคือตั้งเป้าหมายที่เราคิดว่าเราทำได้แน่ๆ จะอ่านได้มากน้อยแค่ไหนไม่สำคัญในช่วงแรก เพราะว่าเราต้องการฝึกสมองเราให้ชินก่อน เริ่มต้นก็อย่างนี้เลยค่ะ โอเคก่อนนอนทุกวันจะอ่านหนึ่งหน้า สำคัญคือทุกวัน เกิดวันไหนติดลมอ่านแล้วเกินหนึ่งหน้า ก็ยิ่งดีค่ะ แต่ถ้าแค่หน้าเดียวก็ไม่เป็นไร ถือว่าได้ตามเป้าหมายแล้ว

อย่างครูม่อนเอง ก็มีหลายวันนะคะที่รู้สึกว่า ไม่เอาแล้ว ไม่อยากอ่าน วันนี้เหนื่อย แต่ว่าอยากจะให้เป็นนิสัยก็เลยเอาว่าอ่านหน้านึงก็ได้ เพราะหน้านึงอ่านได้อยู่แล้ว บางวันอ่านแล้วไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าอ่านอะไรไป แต่ก็ช่างมัน เราแค่ต้องการสร้างนิสัย ไม่ได้สนใจว่าอ่านได้มากน้อยแค่ไหน

พอเราทำได้บ่อยๆเข้า จนรู้สึกว่าอ่านหนึ่งหน้าทุกวันมันไม่ยากแล้ว เราก็ค่อยๆเพิ่มไปแค่ สองหน้า สามหน้า ไปเรื่อยๆ พอเราทำบ่อยๆเข้ามันก็จะง่ายขึ้นไปเอง ประมาณหนึ่งเดือนเราจะเริ่มรู้สึกว่าปกติแล้ว ก่อนนอนต้องอ่านหนังสือ แต่แค่เดือนเดียวยังไม่พอนะคะ ยิ่งทำซ้ำๆไปเรื่อยๆ ยิ่งทำให้เป็นนิสัยที่ทำได้ง่ายขึ้นอีกค่ะ

สรุป

  1. สิ่งที่ทำให้เราประสบความสำเร็จได้คือสิ่งที่เราทำทุกวันเป็นนิสัย ฉะนั้นอยากเก่งภาษาอังกฤษก็ต้องใช้ภาษาอังกฤษให้เป็นนิสัย
  2. การสร้างนิสัยคือการสร้างทางเชื่อมใหม่ในสมอง (neural pathway)
  3. เชื่อมนิสัยใหม่ (การอ่าน) กับสิ่งที่ทำอยู่แล้วประจำ จะทำให้ทำนิสัยใหม่ได้ง่ายขึ้น
  4. ตั้งเป้าหมายการสร้างนิสัยให้เริ่มจากสิ่งที่ง่ายๆก่อน ตั้งเป้าหมายที่เราคิดว่าทำได้ชัวร์ๆ
  5. ตอนสร้างนิสัยให้เน้นที่สม่ำเสมอ ไม่เน้นที่ว่าอ่านได้มากน้อยเท่าไหร่
  6. เมื่อเริ่มชินแล้ว ค่อยๆเพิ่มสิ่งที่อ่านหรือเวลาที่อ่านมากขึ้นเป็นขั้นๆ
8
Nov

Read to Learn ตอน What to do when I read เวลาอ่านเพื่อเรียนภาษา ต้องทำยังไงบ้าง

Read to Learn ตอน What to do when I read 

อย่างแรกที่ต้องตระหนักไว้เลยคือว่า ถ้าขี้เกียจเรียนเพิ่ม ขี้เกียจเปิดศัพท์ ท่องศัพท์ ก็ไม่ต้องทำค่ะ อ่านอย่างเดียวยังดีกว่าไม่อ่านเลย อันนี้บอกตรงๆ เพราะตอนวัยรุ่น รู้สึกผิดมากอยู่ที่เวลาอ่านหนังสือแล้วไม่ได้จดศัพท์ บางทีก็ข้ามไปเลย ก็เรื่องกำลังเข้มข้นนะเนาะ เราก็ขี้เกียจเปิดศัพท์​ โตมาถึงเข้าใจว่า จริงๆก็อ่านไปเถอะค่ะ ถึงไม่ได้ตั้งใจเรียนศัพท์อะไร เราก็ได้ภาษาได้ศัพท์มาโดยไม่ได้ตั้งใจอยู่แล้ว ดีกว่าไม่อ่านเลย

แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เราไม่ขี้เกียจหรือไม่เหนื่อยเกินไป เรามาตั้งใจmaximizeสิ่งที่เราเรียนรู้จากการอ่านมันก็ดีค่ะ

อย่างนึงที่เรียนรู้ได้ง่ายจากการอ่านก็คือ คำศัพท์​

Don’t

Don’t look up every word อย่าเด็ดขาด ไม่มีใครทนได้หรอกค่ะ ถ้าเปิดศัพท์ที่ไม่รู้ทุกคำ ก็เลิกอ่านตั้งแต่ยังไม่จบหน้าหนึ่งนั่นแหละ ถ้าเราอยากจะรู้ศัพท์​ ก็เลือกเอาแต่อันที่สำคัญๆก่อน วิธีที่ครูม่อนใช้ก็คือ อ่านไปเลยค่ะ คำไหนไม่รู้ก็ข้ามไปก่อน พอเจอคำเดิม สักสามสี่รอบ ค่อยเปิดหาความหมาย  อันนี้เป็นcriteriaที่ง่าย คือ ถ้าคำไหนเจอบ่อย ก็คือสำคัญใช่ไหมคะ ก็เอาแค่คำพวกนี้ก่อนแหละ

คำบางคำมันไม่ได้มีผลต่อการเข้าใจเนื้อเรื่องเท่าไหร่ เช่นพวกคำadjective ที่ใช้บรรยาย  ก็ไม่ใช่ว่าในชีวิตนี้เราจะไม่เรียนคำพวกนี้เลยนะ แต่ว่าเรียนภาษามันต้องค่อยๆเป็นค่อยๆไป เรียนคำที่สำคัญต่อcomprehensionก่อน ที่เหลือค่อยเรียนทีหลังก็ยังไม่สายค่ะ อย่าลืมว่า เรียนรู้นิดหน่อย ยังดีกว่าไม่เรียนรู้อะไรเลยนะคะ

Don’t use English-Thai dictionary (except learning concrete nouns)  อย่าใช้พจนานุกรม อังกฤษ-ไทยนะคะ ครูม่อนผ่านมาแล้วค่ะ ถ้าพจนานุกรมสองภาษา ยิ่งอ่านยิ่งงง เพราะว่าคำภาษาอังกฤษคำนึงแปลเป็นไทยได้หลายอย่าง งงค่ะ ใช้ English-English dictionaryดีกว่า แต่มีข้อยกเว้นคือ ถ้าเราต้องการหาความหมายของคำที่เป็นconcrete nounคือเป็นคำนามกล่าวถึงอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน เช่น ชนิดของต้นไม้ ชนิดของอาวุธ อะไรพวกนี้ ใช้English-Thai dictionary อาจจะช่วยได้มากกว่า เพราะว่าอ่าน English definition ก็ไม่ค่อยช่วยให้เข้าใจนะคะ บางทีเปิดความหมายภาษาไทยก็ยังไม่เข้าใจเลย (เพราะว่าเราเองก็ไม่รู้ว่าภาษาไทยคำนี้หมายถึงอะไร) สิ่งที่ช่วยได้คือ googleค่ะ ดูรูปเลย เข้าใจง่ายสุด

After a few minutes of careful searching, I crouched in a cluster of snow-heavy brambles.

จาก Court of Thorns and Roses หน้า 2

สมมุตว่าเราไม่รู้ว่า bramble แปลว่าอะไร แต่ดูจากรูปประโยคแล้วน่าจะเป็นชื่อต้นไม้หรืออะไรที่ใกล้เคียง เราก็ไปเปิดEnglish-Thai dictionary

Bramble (n) พุ่มไม้มีหนาม

โอเค แค่นี้ก็เข้าใจแหละ แต่ว่าอาจจะยังนึกภาพไม่ชัด ก็ใช้กูเกิลช่วย

Screen Shot 2017-11-07 at 9.43.25 AM

ก็คือไม้พุ่มที่มีหนาม แล้วก็เป็นพุ่มที่เตี้ยๆหน่อย เช่น blackberry

กับadjective เราก็ใช้googleช่วยได้ ครูม่อนเคยอ่านหนังสือเจอคำว่า quaint แล้วไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร เปิดดิกก็ได้ว่า

Quaint (adjective)

attractively unusual or old-fashioned: quaint country cottages | a quaint old custom.

อืม มันเก่า แล้วยังไงล่ะ เก่ามันก็มีหลายแบบใช่ไหม เลยใช้พี่กูเกิลช่วยอีกรอบ

Screen Shot 2017-11-07 at 9.46.40 AM

พอเห็นรูปคร่าวๆก็พอนึกออกล่ะ

ข้อควรระวังในการใช้พี่กูเกิลช่วยก็คือ อาจจะต้องดูหลายๆรูปประกอบกัน บางทีก็ต้องคลิกเข้าไปดูในรูปด้วยว่ามันใช่คำที่เราหาจริงหรือเปล่า จำง่ายๆคือ ให้ดูรูปหลายๆรูปที่ขึ้นมาจากการเสิร์ชแล้วดูภาพรวมเอานะคะ

Do

Read for comprehension อ่านเน้นความเข้าใจเนื้อเรื่องเป็นหลัก  โดยเฉพาะเวลาอ่านตอนที่ภาษาเรายังไม่แข็งนัก อ่านเน้นเนื้อหาค่ะ เพราะอะไร ?  เพราะว่าเราไม่ได้ต้องการจะอ่านเพื่อเรียนภาษาจากแค่หนังสือเล่มนี้เล่มเดียว เป้าหมายเราคือปลูกฝังให้ตัวเราเองชอบอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ ซึ่งคนเราจะชอบทำอะไรเป็นนิสัยได้ มันต้องสนุกค่ะ  คิดดูว่าถ้าเราเรียนศัพท์ได้ 1000 คำจากหนังสือเล่มนี้ แต่กว่าจะอ่านจบเหนื่อยมาก ทำให้เข็ดไม่อ่านอีกเลย เราก็ได้แค่ 1000คำนี้ใช่ไหมคะ ดีไม่ดีลืมอีกต่างหาก แต่ถ้าเราอ่านให้สนุก เราอาจจะได้แค่ 200 คำ แต่เราชอบเราอ่านอีก ได้เห็นคำเดิมๆ หลายๆครั้ง เริ่มใช้เป็น แล้วก็เจอคำใหม่เพิ่ม รวมๆไปได้มากกว่า 1000 คำ แถมยังจำได้มากกว่า ใช้เป็นมากกว่าา จริงไหมคะ

Allow yourself to get something wrong อ่านแล้วสักพักเพิ่งรู้ว่า เราเข้าใจผิดนิน่า อันนี้ปกตินะคะ แม้แต่อ่านหนังสือภาษาไทยเราก็เป็นใช่ไหม ยิ่งตอนเนื้อเรื่องเข้มข้น ยิ่งอ่านเร็วๆ พอไปสักพักถึงรู้ว่าเข้าใจผิดตรงนี้ ช่างมันค่ะ เป็นเรื่องปกติ

Summarize or reflect  อ่านจบแล้ว ใช้เวลาสักหนึ่งนาที ถามตัวเองว่า What did I learn? How do I feel? อาจจะเขียนไว้เล็กๆ ท้ายเล่มก็ได้ (ถ้าหนังสือเป็นของเรานะ) ทำไมครูม่อนถึงแนะนำให้ทำคะ ก็เพราะว่า เวลาเพิ่งอ่านจบใหม่ๆ เราก็นึกว่าเราจะจำเนื้อเรื่องได้เนาะ แต่พอไปสักพัก ลืมเลยว่านี่เรื่องอะไร ถ้าเราreflectสักหน่อย จะทำให้เราจำได้ดีขึ้นค่ะ อีกอย่างคือ เวลาเราอ่านแล้วเราจำได้ว่า takeaway ของเล่มนี้คืออะไร มันจะทำให้เราอยากอ่านหนังสือมากขึ้น เพราะเรารู้สึกว่าเราอ่านแล้วได้อะไรมากกว่าความบันเทิงและภาษาอังกฤษ  เวลาreflectก็ไม่ต้องยาวนะคะ สั้นๆก็พอ เช่น

ครูม่อนเพิ่งอ่าน Everything, Everything by Nicholas Yoon จบ ก็ถามตัวเองว่า How do I feel? 

ครูม่อนก็จดไว้ว่า Limits are sometimes imposed by yourself and others  แค่นี้ก็พอค่ะ 

หรือ ตอนอ่านเรื่อง A Court of Mist and Fury By Sarah J. Maas แล้วก็ถามตัวเองว่า What did I get from reading this?

ครูม่อนก็จดไว้ว่า Everyone can be seen as either an angel or a devil depending on whose point of view คือ ทุกคนถูกมองว่าเป็นคนดีหรือคนชั่วก็ได้ มันขึ้นอยู่กับว่าใครมอง

ใครมีวิธีการเรียนภาษาอังกฤษจากการอ่าน มาแชร์กันได้นะคะ

7
Nov

ฝึกเขียนภาษาอังกฤษ (Improve you writing) ตอน Pronoun Consistency

ปัญหาในการเขียนภาษาอังกฤษอย่างนึงที่เจอบ่อยคือ pronoun inconsistency คือใช้สรรพนาม (pronoun) ไม่เหมือนเดิมตลอดทั้งงานเขียน ซึ่งเป็นเรื่องปกติมากๆ ลองนึกถึงเวลาเราคุยกันใช้ภาษาพูด เราก็ใช้สรรพนามไปเรื่อย เปลี่ยนไปเรื่อยๆได้ คนฟังเข้าใจ เพราะว่าได้เห็นท่าท่าง (gesture) ได้ยินน้ำเสียง (tone) และคนฟังก็รู้ว่าเรากำลังพูดถึงเรื่องอะไร (context) ดังนั้นความเข้าใจก็เลยไม่เป็นปัญหา

แต่ว่าในงานเขียน เราต้องเข้าใจว่าคนอ่าน จะไม่มีโอกาสให้ใช้ gesture, tone หรือ context ว่าเรากำลังพูดเรื่องอะไร ดังนั้นคนอ่านก็อาจจะงงได้ง่ายว่าเราพูดถึงใครกันแน่ 

ซึ่งถ้าเราเขียนอะไรที่ไม่เป็นทางการ เช่น เขียนไดอารี่ หรือLine หาเพื่อน มันก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ไม่ต้องแก้ แต่ถ้าเราเขียนงานส่งอาจารย์ หรือรายงานส่งเจ้านาย ก็ต้องแก้ให้มันอ่านง่ายขึ้นค่ะ

เรามาลองดูตัวอย่างกันค่ะ

อันนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานเขียนนักเรียนนะคะเอาปรับเปลี่ยนเล็กน้อย

I was upset and wept for the whole week, then there was a voice flashed through my brain said that if you don’t want to lose who you loved that you should go to study medicine in the future to make it possible.

อันนี้เป็นประโยคที่พูดถึงตัวเองใช่ไหมคะใช้ I มาตลอด แต่พอมาถึงตอนท้าย ใช้ you แทน

อันนี้จริงๆเข้าใจได้ เพราะว่าเวลาพูด เราพูดแบบนี้ คือ if you don’t want to lose who you loved, you should go to study medicine. มันคือ เหมือนคนอื่นพูดกับเรา ก็เลยใช้ you หมายถึงเรา คนเขียน แต่ทีนี้เวลาเป็นwriting คนอ่านเขาจะไม่ได้เห็นgesture ไม่ได้ยินtone ไม่ได้ยินว่าเราเว้นวรรคประโยคตรงไหน ดังนั้นเราต้องเขียนให้ชัดให้clear  ฉะนั้นถ้าประโยคนี้ เขียนยังไงจะให้ดี

I was upset, then in my head, I heard a voice telling me that if I don’t want to lose my loved ones, I should go studying medicine.

อ่านแล้วเข้าใจง่ายขึ้นไหมคะมันชัดเจนกว่าว่าคนเขียนพูดถึงตัวเองพูดถึงสิ่งที่เขาคิดหรือได้ยินในหัวเขาเอง

อันนี้คือการแก้ไขงานเขียนเรื่องง่ายๆที่จะทำให้งานเขียนของเราชัดเจนขึ้นเยอะเลยค่ะ ลองกลับไปอ่านงานเขียนของตัวเองแล้วลองดูนะคะว่ามี pronoun consistency ไหม ถ้าเจอว่างานเขียนตัวเองมีปัญหาอันนี้เยอะ ก็ไม่ต้องท้อนะคะ เรื่องนี้เป็นปัญหาที่แม้แต่เจ้าของภาษาเองก็ยังผิดกันเลยต้องเคยแก้สองสามรอบถึงจะแก้ได้หมดค่ะ

5
Nov

Vocabulary: Meritocracy

Image by Joshua Chiang

Image by Joshua Chiang

วันนี้ครูม่อนได้เรียนคำศัพท์ใหม่ meritocracy (n) คำแปลคือ government or the holding of power by people selected on the basis of their ability คือ รัฐบาลหรือสังคมที่ปกครองคนตามความสามารถ
แล้วเราจะจำยังไงดี ครูม่อนคิดอย่างนี้ค่ะ
ตัวเองรู้จักคำที่ลงท้ายด้วย -cracy มาเยอะแล้ว
-Cracy ที่เป็น suffix แปลว่า rule หรือ government คือ รัฐบาลหรือผู้ปกครองบ้านเมือง
เช่น
Democracy ประชาธิปไตย demo- คือ ประชาชน คือปกครองโดยเอาประชาชนเป็นหลัก
Aristocracy การปกครองโดยชนชั้นสูง aristocrat คือ กลุ่มชนชั้นสูง

ส่วน Merit แปลว่า คุณความดี เช่น
Merit-based scholarship คือ ทุนที่ให้ตามความสามารถ คือถ้าเก่งก็ได้ จะต่างกับ need-based scholarship คือ ทุนที่ให้ตามความจำเป็น

ฉะนั้น meritocracy ก็คือ การปกครองตามความสามารถของคนนั่นเองค่ะ

1
Nov

Read to Learn มาอ่านเพื่อเรียนภาษาอังกฤษกันเถอะ

Reading_magic

ครูม่อนเป็นคนที่เชื่อเรื่องการเรียนภาษาจากการอ่านมากๆเลยค่ะ จริงๆตัวเองก็เป็นนักอ่านอยู่แล้วทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แต่ตอนเด็กๆก็อ่านแต่ภาษาไทยนะ กว่าจะได้มาเริ่มอ่านหนังสือภาษาอังกฤษก็มอหกนู่นแน่ะ ยิ่งเริ่มเร็วก็ยิ่งดีนะ แต่ก็ใช่ว่าถ้าเราอายุเกินวัยรุ่นแล้วจะเริ่มไม่ได้นะคะ เริ่มวันนี้ดีที่สุดแล้วค่ะ “The best time to start is now.”
ตอนที่ภาษาอังกฤษยังไม่แข็ง เราจะเริ่มอ่านอะไรก่อนดี ที่ง่ายที่สุดก็คงเป็น Children’s books ค่ะ แต่ถ้าหนังสือเนื้อหามันง่ายไป เราก็จะเบื่อเนาะ

ต้องรู้ว่า เวลาจะเลือกอ่านหนังสือเนี่ยมันมีสองอย่างที่เราต้องพิจารณา
1. Language level ระดับภาษา อันนี้แน่นอนคือถ้าภาษาอังกฤษเรายังไม่แข็งมาก ไปอ่านเชคสเปียร์ก็คงจะไม่ไหว ต้องเลือกให้เหมาะกับระดับของเรา
2. Content เนื้อหา บางคนอาจจะสงสัยว่าเนื้อหามันเกี่ยวอะไรด้วยอ่ะ ถ้าจะอ่านเพื่อเรียนภาษาก็ดูระดับภาษาก็พอ แต่ว่าปัญหามันอยู่ที่ว่าระดับภาษากับระดับเนื้อหามันไม่ตรงกัน
เช่น หนังสือเด็ก Children’s books ก็จะมีเนื้อหาไม่ซับซ้อน ให้เหมาะกับเด็กๆ ให้เข้าใจง่าย
หนังสือวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ เนื้อหาก็จะต้องซับซ้อนขึ้นใช่ไหมคะ วัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ถึงจะสนใจอ่าน
ทีนี้พอเราไปลองอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ เราโตแล้วแต่ภาษาเราอาจจะยังไม่เท่ากับEnglish-native speakersที่อายุเท่ากัน ฉะนั้นถ้าเราเลือกหนังสือตามระดับภาษา บางทีมันก็จะไปตรงกับหนังสือเด็กที่เนื้อหาอาจจะง่ายหรือน่าเบื่อไปสำหรับเรา
ฉะนั้นเวลาเลือกหนังสืออ่านก็ลองดูทั้งสองอย่างนะคะ ทั้งภาษาและเนื้อหา ค่อยๆ exploreไป The world of reading is limitlessค่ะ