January 2012

จำยังไงให้เหมือนผู้เชี่ยวชาญ (1)

By |2012-01-26T09:45:06+07:00January 26th, 2012|Categories: Food for Thoughts, เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , , , , , |

ตามหลักของ cognitive science แล้ว การเรียนรู้ก็คือการเปลี่ยนสถานะ จากผู้เริ่มต้น (novice) ให้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ (expert)  อย่างหนึ่งที่ผู้เชี่ยวชาญต่างกับผู้เริ่มต้นก็คือ มีความรู้เยอะกว่า ใช่ไหมคะ แต่มันไม่ใช่แค่นั้น สิ่งที่สำคัญคือ การจัดระบบความรู้ คะ ผู้เชี่ยวชาญจะมีการมองข้อมูลต่างกับผู้เริ่มต้น  คนที่เก่งแล้วจะมีการจัดความรู้เป็นก้อนๆ (chunk) แทนที่จะจำเป็นหน่วยย่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคนที่เพิ่งเรียนภาษาอังกฤษใหม่ แล้วได้ฟังบทความ แล้วต้องจำ ก็จะจำเป็นตัวอักษร หรือไม่ก็จำเป็นคำ ๆ แต่ถ้าเป็นคนที่เก่งแล้วจะสามารถจำเป็นประโยคได้  ดังนั้นเราจะเห็นว่าคนเริ่มเรียนจะต้องสร้างการเชื่อมต่อในสมองมาก เพราะหน่วยที่จำได้เล็ก (เช่น หนึ่งย่อหน้า เแบ่งเป็นห้าสิบคำ ก็ต้องเชื่อมห้าสิบหน่วย) แต่คนที่เก่งแล้วจะไม่ต้องสร้างการเชื่อมต่อในสมองมาก เพราะหนึ่งหน่วยที่ต้องจำ เป็นหน่วยใหญ่ (เช่น หนึ่งย่อหน้า แบ่งเป็นห้าประโยค ก็คือ ห้าหน่วยเชื่อมกัน) สรุปว่าหลักหนึ่งในการจำก็คือ การทำให้หน่วย (chunk)ของเราใหญ่ขึ้น เพื่อทำให้จำนวนการเชื่อมต่อในสมองที่เราต้องสร้าง น้อยลงคะ   อ้างอิง Bruer, J. (1993). Schools for thought.

ศึกษาหาความรู้แบบไหนดีที่สุด?

By |2012-01-19T13:52:06+07:00January 19th, 2012|Categories: Food for Thoughts, เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , |

วันนี้ได้เรียนความหมายของการเรียนรู้มากขึ้น ในภาษาอังกฤษจะมีการใช้คำว่า acquisition เช่น second language acquisition (การเรียนจนได้ภาษาที่สอง) knowledge acquisition (การเรียนจนได้ความรู้) ถ้าแปลภาษาไทยไม่ถูกต้องขออภัยจริงๆนะคะ เพราะไม่รู้ว่าจะใช้ภาษาไทยว่าอะไรจริงๆ เอาเป็นว่า acquisition เนี่ยจะให้ความหมายประมาณว่า ได้ “รับ”ความรู้มา มีคน”ส่ง”ความรู้มาให้ คือความหมายจะpassive คล้ายๆกับว่าการเรียนคือการรับความรู้มาจากครูอาจารย์ อะไรประมาณนั้นแหละคะ ส่วน อีกแบบคือ construction ซึ่งแปลว่า การสร้าง เช่น knowledge construction ก็คือการสร้างความรู้ ซึ่งความหมายจะactiveกว่าacqusition การเรียนแบบนี้คือ เราแสวงหาและสร้างความรู้เอง ค่ะ ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นการสร้างอะไรใหม่ๆที่คนอื่นไม่เคยคิดไม่เคยทำขึ้นมาเสมอไปนะคะ แต่อาจจะหมายถึงการที่เราหาข้อมูล ข้อเท็จจริงมา แล้วเอามาสร้างเป็นความรู้ที่เราเข้าใจเอง แทนที่จะรับเอาความรู้ที่ผ่านการย่อยมาแล้วจากคนอื่นคะ ในวงการการศึกษาตอนนี้จะฮิตว่า knowledge construction ดีกว่า เพราะว่าคนเรียนได้คิดเอง เข้าใจเอง เอาไปใช้ได้จริง ไม่ลืมง่าย ต่่างกับ acquisition ที่ดูจะทำให้เราเป็นคนเรียนแบบเฉื่อยๆคะ แต่ยังไงก็ดี ครูม่อนคิดว่า เรียนแบบสร้างเนี่ยก็มีข้อเสียเรื่องเสียเวลาค่อนข้างมาก ต่างกับการเรียนแบบรับที่มีคนชี้ทางให้เลย

September 2011

ความคาดหวัง

By |2011-09-25T12:16:09+07:00September 25th, 2011|Categories: Food for Thoughts|Tags: |

บางครั้งความคาดหวังนั่นแหละเป็นสิ่งที่ทำให้เราเป็นทุกข์ เราคาดหวังให้ตััวเองเป็นสิ่งที่เองไม่ได้เป็น เราคาดหวังให้คนอื่นเป็นอยากที่เราอยากให้เขาเป็น เราคาดหวังให้อะไรๆเกิดขึ้นอย่างที่เราต้องการ แต่บางครั้งสิ่งที่ดีที่สุดที่เราควรทำก็คือ “การยอมรับ” นั่นเอง

August 2011

ทำแล้วทำไม่ได้ ดีกว่าไม่ได้ทำ

By |2012-10-01T16:34:02+07:00August 26th, 2011|Categories: Food for Thoughts|Tags: , , , |

บางทีสิ่งที่เราคิดว่ายากหรือเป็นไปไม่ได้ อาจจะไม่ได้เป็นอย่างนั้นจริงๆ คนเรามักจะตั้งกำแพงขวางหน้าตัวเองไว้ ฟังสิ่งที่คนอื่นพูดมา แล้วเราก็มาคิดเอาเองว่าสิ่งที่เราอยากทำนั้นเป็นสิ่งที่ยากลำบาก ทั้งๆที่จริงๆแล้วอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดก็ได้ แต่ตัวเราเองนั่นแหละที่เอาสิ่งรอบตัวมาเป็นกำแพงกั้นตัวเองไม่ให้ไปถึงสิ่งที่เราฝันไว้ ถ้าคนอื่นบอกว่า เราไม่ได้เตรียมตัวพอ แล้วไง? คนอื่นบอกว่าเราไม่มีพรสวรรค์ แล้วไง? คนอื่นบอกว่าเขายังทำไม่ได้ แล้วไง? ถ้าเรายังไม่ได้ลองแล้วจะรู้หรือว่าเราทำได้หรือไม่ได้ หลายๆครั้งที่เวลาผ่านไปแล้วเราคงย้อนกลับมาคิดว่า สิ่งที่เราเคยคิดว่ายากๆน่ะ จริงๆแล้วก็ไม่ได้ยากสักหน่อย ทำไมตอนนั้นเราไม่ได้พยายามนะ? สิ่งที่เราคิดว่าทำไม่ได้น่ะ เรายังไม่เคยทำทั้งนั้น ทำให้เต็มความสามารถก่อนแล้วค่อยสรุปว่าเราทำไม่ได้จะดีกว่าไหม? เมื่อเราโตขึ้นแล้วจะรู้เองว่า “ทำแล้วทำไม่ได้ ดีกว่าไม่ได้ทำ” แ

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเรียนภาษาอังกฤษให้ประสบความสำเร็จคือความเชื่อมั่นว่าตัวเองสามารถพัฒนาภาษาอังกฤษได้

By |2011-08-03T22:37:41+07:00August 3rd, 2011|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , |

ครูม่อนได้แนะนำการพัฒนาภาษาอังกฤษให้ใครหลายๆคน ครูม่อนสังเกตเห็นว่าคนที่จะประสบความสำเร็จในการพัฒนาภาษาอังกฤษได้ ก็คือ คนที่เชื่อว่าตัวเองสามารถประสบความสำเร็จได้  ถ้าคนที่เชื่อว่าตัวเองสามารถพัฒนาภาษาอังกฤษของตัวเองได้ ไม่ว่าจะใช้วิธีไหน ไม่ช้าก็เร็วภาษาก็ดีขึ้นอย่างแน่นอน แต่สำหรับคนที่ในใจยังไม่เชื่อ ไม่ว่าจะใช้วิธีไหน ก็ดูจะยากไปซะหมด You have to believe you can do it!

May 2011

เรียนแบบไหน เรียนเก่ง หรือ เก่งขึ้น?

By |2011-05-23T20:03:21+07:00May 23rd, 2011|Categories: เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , , , |

เคยเขียนไปแล้วในหนังสือ “ฟังเสียงหัวใจ” จากทฤษฏีของCarol Dweckเกี่ยวกับเรื่องmindsetว่า เรามองความฉลาดได้สองแบบ คือ เรามองว่าเป็นสิ่งที่fixed เปลี่ยนแปลงไม่ได้ หรือเป็นสิ่งที่ปรับปรุงแก้ไขได้ ซึ่งจะมีผลต่อการดำเนินชีวิตของเรามาก มันมีผลต่อการเรียนมากด้วยเหมือนกัน ลองเอามาปรับใช้ดูเฉพาะกับการเรียนภาษาซิ เราสามารถตั้งเป้าหมายในการเรียนได้สองแบบ เรียนให้เก่ง หมายถึง ทำคะแนนให้ดี ทำให้ครูชอบ ทำให้เป็นที่หนึ่งของห้อง ตอบคำถามให้ได้ ทำเกรดให้ได้ดีๆ พัฒนาทักษะทางภาษาของตัวเองให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ หมายถึง ไม่ได้สนว่าคะแนนจะดีไม่ดีเท่าไหร่ แต่สำคัญว่าฉันได้เก่งขึ้นหรือเปล่า (รู้นะว่า ถ้าให้ทุกคนเลือกว่าแบบไหนดูดีกว่า ก็คงรู้ว่าจะเลือกแบบไหน แต่ถ้าให้ถามว่าจริงๆตัวเองจะทำแบบไหน ขอให้เลือกตามความแบบจริงนะคะ) มันไม่ได้มีแบบไหนผิดหรือถูกหรอกค่ะ แบบแรกคือ เราเอาperformanceเป็นหลัก เราอยากให้คนอื่นเห็นว่าเราเก่ง เราก็จะพยายามตั้งใจเรียนซึ่งในระยะสั้นอาจจะให้ผลดี แต่ถ้าเจออุปสรรคจะทำให้ท้อแท้ได้ ซึ่งครูม่อนเอ ก็เพิ่งมาคิดย้อนดูว่าตัวเองก็เป็นอย่างนี้ในหลายๆด้านเหมือนกัน เอาไว้ตอนบล็อกหน้าๆจะเล่าให้ฟังนะคะ ส่วนแบบที่สองเนี่ย เป็นการตั้งเป้าหมายที่ทำให้เรามีความพยายามในการเรียนมากกว่า คือ เราจะอดทนและสนใจเรียนมากกว่า และพยายามไม่ยอมแพ้กลางคันค่ะ สรุป ก็คือ เราต้องพยายามเปลี่ยนมุมมองจากการตั้งเป้าหมายจากการเรียนเพื่อเกรด เป็นเรียนเพื่อให้เก่งขึ้นค่ะ เพราะว่าเราจะสนใจที่จะเรียน พยายามฝึกฝนมากกว่าค่ะ ^^

วิธีการตั้งเป้าหมายในการเรียนภาษาอังกฤษให้ได้ผล

By |2012-09-30T23:38:35+07:00May 21st, 2011|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , , , |

หาคำตอบมานานในที่สุดวันนี้ก็หาเจอ เคยสรุปด้วยประสบการณ์ตัวเองว่า เวลาเราจะตั้งเป้าหมายในการทำก็ตาม โดยเฉพาะการเรียนภาษา ก็ให้ตั้งเป้าหมายให้จนพูดได้คล่อง จนอ่านได้เก่ง แต่เวลาเราฝึกจริงๆ เราอย่าไปคิดถึงความก้าวหน้าของตัวเองมากนักเพราะมันจะทำให้เราหมดกำลังใจ ให้ฝึกไปเรื่อยๆ คือครูม่อนสรุปเอาจากประสบการณ์ตัวเอง แต่วันนี้อ่านเจองานวิจัยที่อธิบายแล้วว่าทำไมมันเป็นอย่างนี้ค่ะ ก็เอาเป็นง่ายๆว่า คนเราจะมองเป้าหมายในสองลักษณะคือ1 มองแบบ why คือ เรามองว่าเราทำไปเพื่ออะไร เช่น การทำสะอาดคือการทำให้บ้านสะอาด การเรียนภาษาอังกฤษคือการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาและการงาน  เป็นต้น มองแบบ what คือมองว่าทำอะไร เช่น การกวาดบ้าน คือ การทำสะอาดคือการกวาดบ้าน การเรียนภาษาอังกฤษคือการท่องศัพท์และการฝึกสนทนา เป็นต้น ข้อดีของการมองเป้าหมายแบบwhyคือจะทำให้เราอยากทำ จะทำให้รู้ว่าเราทำสิ่งนั้นๆไปเพื่ออะไรนั่นเอง แต่ว่าถ้าถึงเวลาในการเรียนรู้อะไรที่ยากๆ หรือเวลาที่เรียนรู้อะไรใหม่แล้วล่ะก็ แนะนำว่าให้คิดถึงเป้าหมายในแบบwhatจะทำให้เราลงมือทำได้มากกว่า ผัดวันประกันพรุ่งน้อยลงค่ะ เพราะสิ่งที่เราต้องทำจะอยู่ในหัวของเราชัดเจน แล้วก็ตัวเป้าหมายที่เราอยากได้ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดลอยอยู่ในอากาศให้เรารู้สึกตัวเองน้อยเนื้อต่ำใจอยู่บ่อยๆด้วย ทำให้เราโฟกัสกับการเรียนการฝึกภาษาในปัจจุบันได้ดีขึ้นค่ะ ผู้อ่านมีประสบการณ์การเรียนภาษาอังกฤษอย่างไร เห็นด้วยไม่เห็นด้วยยังไง เล่าให้ฟังกันบ้างนะคะ 1Source: Succeed: How We Can Reach Our Goals (2010), Halvorson

ประสบการณ์ คือ ไฟส่องให้เราเข้าใจชีวิตที่ผ่านมา

By |2012-10-01T16:34:02+07:00May 17th, 2011|Categories: Food for Thoughts, ฟังเสียงหัวใจ เลือกอะไรที่ใช่เรา|Tags: , , , , , |

การจะรู้ว่าเราจะเรียนอะไร ชอบอะไร อยากทำอะไร คงไม่ใช่ว่าอยู่ๆก็จะตัดสินใจขึ้นมาได้ หรือว่าจะให้คนอื่นมาชี้นิ้วบอก ไม่ว่าพ่อแม่ ครูอาจารย์ ก็ไม่มีใครรู้จักตัวเราดีกว่าเราเอง แต่ว่าเราเองก็มักจะบอกตัวเองว่า เราไม่รู้จักตัวเองดีพอ อยากให้คนอื่นมาบอกเราว่าทำอย่างไรถึงจะดีที่สุด ที่จริงแล้ว ไม่ใช่ว่าเราไม่รู้หรอก แต่เป็นเพราะว่า เราไม่อยากตัดสินใจ เรากลัวผิด เราจึงโยนให้คนอื่นตัดสินใจ เพราะถ้าผิดแล้ว เราก็จะได้โทษเขาได้ หรือไม่ก็เราจะได้ไม่ต้องมารับผิดชอบทีหลังเวลาชีวิตเรามันไม่รุ่งอย่างที่ควรจะเป็น การที่จะเลือกทำสิ่งที่เราอยากทำจริงๆเป็นสิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่น้อย เพราะเราไม่รู้ว่ามันจะเป็นอย่างที่หวังไหม ถ้าเกิดเราเลือกแล้วมันไม่เป็นอย่างที่หวังล่ะ เราต้องรับผิดเต็มๆเลยนะ? ไปโทษใครไม่ได้….. แต่ถามจริงๆเถอะ? ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ แล้วจะทำไมเหรอ? ชีวิตมันก็มีอยู่แค่นี้แหละ อยากทำอะไรก็ทำเถอะ พยามให้ถึงที่สุด ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย  ถ้าเลือกผิดแล้วจะเป็นอย่างไรเหรอ เราก็เลือกให้ดีที่สุด เท่าที่เราคิดพิจารณาในวันนี้ เอาสิ่งที่มีในวันนี้มาคิด เท่าที่เรารู้แล้วตัดสินใจ ประสบการณ์จะเป็นตัวตัดสินเอง มันไม่มีผิดถูกหรอก ถ้าทางที่เราเดินทำให้เรารู้ว่าทางนี้คือทางที่ไม่ใช่ มันก็คือประสบการณ์ดีๆที่ทำให้เรารู้ว่าทางไหนไม่ใช่ ฉะนั้นสิ่งที่เราเลือกมาก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิด ถ้าทางที่เราเดินมาเราชอบเราก็จะได้เดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีถูกไม่มีผิด  ประสบการณ์จะทำให้เราเห็นทุกอย่างชัดเจนขึ้นเอง