May 2019

แนะนำหนังสือน่าอ่านสำหรับ Mental Health Awareness Month

By |2019-05-15T05:01:50+07:00May 15th, 2019|Categories: Uncategorized, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , |

การอ่านเป็นวิธีสร้าง English brain ได้ดีมาก ทำให้เราหัดคิดเป็นภาษาอังกฤษค่ะ พออ่านเยอะๆเราก็จะคิดเป็นภาษาอังกฤษเก่งขึ้นเรื่อยๆ เดือนพ.ค.เป็น Mental health awareness month ครูม่อนเลยขอโอกาสนี้มาแนะนำหนังสือที่เกี่ยว mental health นะคะ การอ่านหนังสือเป็นวิธีเรียนภาษาที่ดีมาก แม้แต่การอ่านนิยายก็ช่วยได้เยอะ ได้ทั้งความบันเทิง ภาษา และได้เรียนเกี่ยวกับสังคมด้วย ยิงปืนนัดเดียวได้นกอย่างน้อยสามตัวเลยทีเดียว 1. Eliza and Her Monsters by  Francesca Zappia “How can I want something so badly but become so paralyzed every time I think about taking it?” Synopsis from GoodReads: In the real world, Eliza

January 2011

แนะนำหนังสือ Guns, Germs, and Steel: The Fates of Human Societies by Jared Diamond

By |2011-01-17T00:02:33+07:00January 17th, 2011|Categories: Food for Thoughts|Tags: , , , , |

เล่มนี้เพื่อนแนะนำให้ไว้นานแล้ว แต่ยังไม่ได้อ่านซะที จนกระทั่งเมื่อคืนอยากหาหนังสือดีๆมาอ่านเลยหยิบเล่มนี้มา  อ่านแล้วทึ่งจริงๆ ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่มีมาหลายพันปี ถ้าถามว่าทำไมสังคมถึงได้พัฒนามาแบบนี้ ทำไมถึงเป็นคนยุโรปที่ได้คิดค้นสิ่งประดิษฐ์และความก้าวหน้าต่างๆจนกระทั่งถือเป็นผู้นำของโลกในปัจจุบัน? เป็นเพราะคนยุโรปฉลาดกว่าเหรอ?  หนังสือเล่มนี้อธิบายว่าไม่ใช่เป็นเพราะความฉลาด หรือความแตกต่างทางเชื้อชาติ แต่น่าจะเป็นเพราะความแตกต่างทางภูมิศาสตร์มากกว่า  มีหลายเหตุผลที่ผู้เขียนชี้แจงให้เราได้เห็นว่าทำไมภูมิศาสตร์ถึงมีส่วนสำคัญในการกำหนดว่าคนกลุ่มไหนที่จะมีโอกาสสร้างสรรค์อารยธรรมได้ง่ายกว่ากลุ่มอื่นๆ  ที่สำคัญๆ ก็เห็นได้จากชื่อหนังสือค่ะ Guns อาวุธ ถือเป็นส่วนที่สำคัญว่าคนจากสังคมไหนจะชนะคนอีกกลุ่มหนึ่ง เรามักจะคิดกันว่า คนที่คิดอาวุธได้ก็เป็นเพราะฉลาดกว่า แต่ผู้เขียนได้แสดงให้เห็นว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งเสริมให้คนกลุ่มหนึ่งคิดอาวุธได้ในขณะที่อีกกลุ่มคิดไม่ได้ โดยที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความฉลาดเลย   อีกปัจจัยหนึ่งคือ Germs ซึ่งก็คือ เชื้อโรคนั่นเอง  ต้องยอมรับว่าถึงแม้จะเรียนหมอมา แต่ม่อนก็ไม่ได้คิดถึงเชื้อโรคว่าเป็นตัวกำหนดประวัติศาสตร์โลกเลย  แต่ในหนังสือเล่มนี้ ได้ให้ความเหตุไว้ว่า คนกลุ่มไหนที่ทำการเกษตรได้ ก็จะอยู่กันเป็นกลุ่มหนาแน่น รวมทั้งการทำปศุสัตว์ ทำให้สังคมเหล่านี้มีการติดเชื้อโรคจากสัตว์และพัฒนามาเป็นโรคระบาดในคน ทำลายล้างคนในสังคม จนเหลือเพียงแต่คนที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคเหล่านั้น ตัวอย่างได้แก่  โรคไข้ทรพิษในยุโรป  ซึ่งเมื่อโรคเหล่านี้ผ่านไปแล้ว แต่พอคนยุโรปไปตั้งรกรากที่อเมริกา ก็นำโรคเหล่านี้ไปติดคนท้องถิ่นซึ่งไม่เคยได้สัมผัสกับโรคเหล่านี้มาก่อน  แต่ในทางกลับกัน โรคจากทางอเมริกา ไม่ได้ไปติดคนยุโรปก็เพราะว่าที่อเมริกาเมื่อก่อนเป็นชนเผ่าแบบ hunter-gatherer ไม่ได้ทำฟาร์ม จึงอยู่กันเป็นกลุ่มเล็กๆ ไม่หนาแน่นพอที่จะทำให้เกิดโรคระบาดใหญ่ได้  ผู้เขียนสรุปว่า คนอินเดียนท้องถิ่นเดิมของอเมริกานั้นตายด้วยโรคระบาดมากกว่าตายจากสงครามกับคนยุโรปมากมายนัก   ในขณะเดียวกัน ประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเรา มีโรคท้องถิ่นที่อันตราย เช่น มาลาเรีย เป็นต้น

แนะนำหนังสือ A Dog’s Purpose by W. Bruce Cameron

By |2011-01-13T19:57:47+07:00January 13th, 2011|Categories: ฟังเสียงหัวใจ เลือกอะไรที่ใช่เรา|Tags: , , , |

ปกติไม่ค่อยได้เจอนิยายที่ถูกใจเท่าไหร่ แต่เรื่องนี้ดีมากๆในความเห็นของม่อน เรื่องนี้เป็นเรื่องของจุดมุ่งหมายหรือความหมายในชีวิตของสุนัขตัวหนึ่งที่กลับมาเกิดหลายครั้ง จนได้ค้นพบจุดหมายในชีวิตของตัวเอง ใครที่เป็นคนรักสุนัขรับรองว่าต้องถูกใจเรื่องนี้ เพราะผู้เขียนเขียนบรรยายเหตุการณ์จากมุมมองของสุนัขได้อย่างลึกซึ้ง และแม้กระทั่งขบขันในบางตอน ซึ้งมากจนตัวเองอ่านแล้วก็น้ำตาไหลหลายครั้งเลยทีเดียว แต่สาระที่สำคัญของหนังสือเล่มนี้ที่ม่อนคิดว่า แม้แต่คนที่ไม่ได้ชอบสุนัขอะไรมากมายก็คงจะประทับใจ ก็คือ เรื่อง การค้นหาจุดมุ่งหมายของชีวิต  ในฐานะที่เป็นมนุษย์ เราขบคิดตลอดเวลาว่าจุดมุ่งหมายในชีวิตของเราคิอ อะไร บางครั้งมีเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ทำให้เราไม่เข้าใจว่าจุดมุ่งหมายของเรา คือ สิ่งนี้เหรอ  เหมือนที่เกิดขึ้นกับสุนัขในเรื่อง แต่สุดท้ายแล้วเราก็จะรู้ว่า เรามีบทเรียนที่ต้องเรียนรู้ เพื่อที่จะให้เราสามารถบรรลุจุดมุ่งหมายนั้น ม่อนอ่านเรื่องนี้จบแล้วรู้เลยว่า เรื่องนี้จะเป็นหนังสือที่ม่อนประทับใจไปอีกนานทีเดียว  ถ้าใครมีโอกาสก็แนะนำให้อ่านกันนะคะ ภาษาก็ไม่ยากมาก หนังสือก็ไม่ยาวมากด้วย แต่อ่านแล้วประทับใจจริงๆค่ะ

October 2010

อยากฝึกเขียนภาษาอังกฤษ เริ่มจากไหนดี?

By |2010-10-24T18:59:49+07:00October 24th, 2010|Categories: เทคนิคการเรียน, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , |

ถ้าไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน เริ่มจากสองอย่างนี้ก่อนเลยค่ะ 1.ทบทวน (หรือเรียน) แกรมมาให้แม่นๆ แล้วแต่ระดับภาษาของแต่ละคนนะคะ แนะนำว่าให้หาหนังสือแกรมมามาอ่านและทำแบบฝึกหัดดู ถ้าทำได้ก็อ่านผ่านๆเป็นการทบทวน ถ้าไม่ได้ ก็ต้องเอาให้แม่นค่ะ ไม่อย่างนั้นจะไม่สามารถเขียนให้ถูกต้องได้เลย  แกรมมาถือเป็นหัวใจของการเขียนให้ถูกต้องเลยค่ะ  หนังสือแนะนำที่ม่อนเคยใช้ก็คือ หนังสือ Understanding and Using English Grammar ของ Betty Schrampfer Azar ค่ะ 2.หัดอ่านหนังสือภาษาอังกฤษให้เป็นนิสัย ถ้าเราไม่เคยฟัง ก็คงพูดไม่ได้      ถ้าเราไม่อ่าน เราก็เขียนไม่ได้ค่ะ   ถ้าใครที่ไม่ค่อยได้อ่านหนังสือภาษาอังกฤษเลยก็ต้องเริ่มฝึกค่ะ ถ้าเพิ่งเริ่มหัดอ่าน ก็แนะนำให้อ่านอะไรที่สั้นๆก่อน ถ้ายังวัยรุ่นอยู่ ก็จะแนะนำ NJ หรือ Student Weekly ค่ะ  ตอนยังเป็นนักเรียน ม่อนได้นิตยสารพวกนี้ช่วยฝึกภาษาได้เยอะเลยค่ะ  ถ้าภาษาพอใช้ได้ ก็แนะนำ Reader’s digestค่ะ  หรือไม่ก็หนังสือพิมพ์ไปเลย The Nation หรือ Bangkokpost  ตอนแรกๆเริ่มจากการอ่านอะไรสั้นๆก่อนค่ะ เราจะได้ไม่เบื่อมาก ถ้าอ่านหนังสือพิมพ์ บางทีเราก็เดาเนื้อหาได้ เพราะเรารู้เหตุการณ์อยู่แล้ว

August 2010

ฝึกภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันโดยการเขียนไดอารีเป็นภาษาอังกฤษ

By |2012-01-11T10:00:00+07:00August 18th, 2010|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , |

วิธีหนึ่งที่จะทำให้เราพัฒนาภาษาอังกฤษได้เร็วมาก ก็คือ การเขียนไดอารีเป็นภาษาอังกฤษ อย่าค่ะ! อย่าเพิ่งคิดว่า ยากอ่ะ! จะไปเขียนได้ยังไง พูดยังไม่ได้ อ่านก็ไม่รู้เรื่องจะให้เขียนไดอารีเป็นภาษาอังกฤษได้ยังไง  มันไม่จริงหรอกค่ะ คิดดูซิว่าพวกเราเรียนภาษาอังกฤษกันมาตั้งกี่ปีแล้ว ตั้งแต่ประถม มัธยม มหาวิทยาลัย รวมๆเข้าไปเกินสิบปีแน่นอน แค่ประโยคง่ายๆในชีวิตประจำวัน เขียนได้แน่นอนค่ะ  วิธีก็คือ ให้เขียนเหมือนเราพูดกับตัวเอง ถ้าตรงไหนยากเกินไป นึกภาษาอังกฤษไม่ออก ก็เขียนไทยคำอังกฤษคำ หรือไทยประโยคนึง อังกฤษประโยคนึงเนี่ยแหละค่ะ เขียนไปเรื่อยๆ เราจะคล่องขึ้น ที่สำคัญคือ เราจะกลายเป็นว่าคิดเป็นภาษาอังกฤษได้เลย แทนที่จะคิดเป็นภาษาไทยแล้วค่อยแปลเป็นภาษาอังกฤษค่ะ อยากเล่าประสบการณ์จริงให้ฟังว่าคำแนะนำนี้มาได้ยังไง คือตอนที่ม่อนเป็นนักเรียน AFS ที่นอร์เวย์ ตอนนั้นก็งงๆกับภาษาในชีวิตมากค่ะ เพราะที่บ้านและโรงเรียน พูดนอร์วีเจียนหมด แต่เราพูดได้แต่ไทยกับอังกฤษ แต่ช่วงแรกๆภาษานอร์วีเจียนเรายังไม่ดีมาก เวลาเบื่อๆก็ไม่รู้จะทำอะไร ต้องอ่านหนังสือ ซึ่งก็มีแต่หนังสือภาษาอังกฤษกับนอร์วีเจียนให้เลือก เราก็ต้องเลือกภาษาอังกฤษสิ (เป็น the lesser of two evils คือ มันก็แย่ทั้งสองอย่างแหละ แต่อังกฤษก็ยังดีกว่านอร์วีเจียน)  ตอนนั้นอ่าน The Princess Diaries

June 2010

ฝึกตัวเองให้เป็นคนรักการอ่าน เริ่มจากอะไรก่อนดี

By |2010-06-21T21:06:21+07:00June 21st, 2010|Categories: เทคนิคการเรียน|Tags: , , |

มีหลายคนชอบถามว่า เริ่มเข้ามาชอบอ่านหนังสือได้อย่างไร ถ้าไม่นับที่พ่อแม่ชอบซื้อหนังสือให้อ่านตั้งแต่เด็กๆ ก็คงยกความดีส่วนหนึ่งให้นิตยสารสรรสาระ(Reader's digest)ค่ะ  สรรสาระเป็นนิตยสารที่แปลมาจากภาษาอังกฤษ โดยจะเป็นการนำเรื่องที่น่าสนใจในหลายๆด้านมาเขียนให้อ่านง่ายๆเหมาะกับคนทั่วไป ถ้าใครไม่เคยเห็นก็ลองไปดูที่แผงหนังสือทั่วไปก็มีค่ะ เล่มละ 110 บาท (นี่ไม่ได้ค่าโฆษณานะคะ แต่แนะนำจากประสบการณ์) จำได้ว่าเริ่มอ่านตอนอยู่ มอต้น เพราะเพื่อนที่โรงเรียนเอามาอ่าน เห็นว่ามีเรื่องราวหลายด้านดี ก็คิดว่าน่าสนใจ ตอนแรกก็อ่านอยู่ไม่กี่เรื่องหรอกค่ะ ยืมเพื่อนบ้าง ซื้อเองบ้าง พออ่านไปเรื่อยๆ ก็ทำให้รู้สึกว่าโลกเรามีเรื่องราวที่น่าสนใจอยู่อีกตั้งเยอะ บางด้านเราคิดไม่ถึง แต่ก็กลับมีเรื่องน่าสนใจให้เรียนรู้  พออ่านไปเรื่อยๆ เราก็จะเจอเรื่องที่เราสนใจมากๆ พอสนใจมากๆที่สรรสาระเอามาให้อ่านก็ไม่พอตอบสนองความอยากรู้ของเรา แต่เวลาสรรสาระเขาเอาเรื่องจากที่ไหนมา เขาจะบอกด้วยว่าเขาเอามาจากไหน (ซึ่งเป็นนิสัยที่เราควรจะฝึกไว้นะคะ ถือเป็นการให้เกียรติกับคนเขียนคนแรก) ม่อนเลยไปค้นคว้าเพิ่ม ซึ่งหนังสือที่สรรสาระอ้างอิงส่วนมากก็เป็นภาษาอังกฤษ  แต่ในเมื่อเราอยากรู้ ก็ต้องอ่าน ทำให้อ่านหนังสือภาษาอังกฤษเก่งไปเลยค่ะ   ม่อนคิดว่าข้อดีหลัก ของ สรรสาระก็คือ การทำให้เราให้exploreความรู้ในหลายๆด้าน เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการค้นหาว่าตัวเองชอบอะไร  ถ้าใครยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ยิ่งจำเป็นที่จะต้องทำให้โลกของตัวเองกว้างมากยิ่งขึ้น เพราะยิ่งรู้โลกกว้างขวาง โอกาสที่จะเจอสิ่งที่เราชอบก็มีมากตามไปด้วย     ยิ่งไปกว่านั้นสรรสาระจะมีเรื่องราวที่น่าประทับใจของคนทั่วๆไปอย่างเราๆ  ที่อ่านแล้วทำให้เรามีกำลังใจขึ้นเยอะ ม่อนเลือกอ่าน Reader’s Digest ภาคภาษาอังกฤษมานานแล้ว ไม่ค่อยได้อ่านภาคภาษาไทยนอกจากว่าจะมีเรื่องพิเศษของประเทศไทยที่ไม่มีในฉบับภาษาอังกฤษ ฉะนั้นถ้าใครภาษาอังกฤษดีก็แนะนำให้อ่านภาคภาษาอังกฤษดีกว่าค่ะ จะได้ฝึกภาษาไปด้วย 

แนะนำหนังสือเตรียมสอบ TOEFL

By |2010-06-19T20:30:10+07:00June 19th, 2010|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , |

ถ้าใครที่กำลังจะสอบTOEFL แล้วต้องการเตรียมตัวดีๆล่ะก็ ขอแนะนำเล่มนี้ก่อนเลยค่ะ อย่าเพิ่งไปอ่านเล่มอื่น The Official Guide to the TOEFL iBT By Educational Testing Service (ETS) ทำไมต้องอ่านเล่มนี้? เพราะว่าเล่มนี้เป็นหนังสือที่คนออกข้อสอบ ซึ่งก็คือ ETS เป็นคนทำเอง ฉะนั้นเขาก็จะรู้ดีที่สุดว่า หลักเกณฑ์ในการให้คะแนนของเขาเป็นอย่างไร โดยจะแบ่งเป็นส่วน reading, listening, speaking, writing ที่ม่อนเห็นว่าเล่มนี้เป็นประโยชน์กว่าเล่มอื่นๆมากก็เพราะว่า ของสำนักพิมพ์อื่น เขาก็พยายามตั้งคำถามให้คล้ายๆกับETS แต่ก็คงไม่มีใครเหมือนของ ETSที่เป็นคนออกข้อสอบเองได้ บางสำนักพิมพ์ก็ให้คำแนะนำที่อาจจะไม่ตรงกับการให้คะแนนของETSสักเท่าไหร่ ม่อนเคยดูเปรียบเทียบของหลายๆสำนักพิมพ์แล้ว พบว่าถ้าจะให้ดีอ่านแต่คำแนะนำของETSจะดีที่สุด เพราะเขาจะบอกชัดเลยว่าเขาต้องการอะไร ให้เราตอบอย่างไร ยกตัวอย่าง เช่น speaking part ที่คนไทยมักจะกลัวกันมาก ซึ่งตอนม่อนสอบเองม่อนก็ตื่นเต้นเหมือนกัน เพราะเขาจะพูดโจทย์มาแล้วให้เวลาเราคิดสัก15-30วินาที แล้วก็ให้เราตอบ 30-45วินาที ซึ่งจะเป็นการอัดเสียง เพื่อให้คนตรวจเอาไปฟังอีกที่ ซึ่งจะต่างจากIELTS ที่สอบspeakingกับคนจริงๆ ซึ่งจะง่ายกว่า เพราะเราสามารถให้non-verbal language (ท่าทาง