January 2012

ศึกษาหาความรู้แบบไหนดีที่สุด?

By |2012-01-19T13:52:06+07:00January 19th, 2012|Categories: Food for Thoughts, เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , |

วันนี้ได้เรียนความหมายของการเรียนรู้มากขึ้น ในภาษาอังกฤษจะมีการใช้คำว่า acquisition เช่น second language acquisition (การเรียนจนได้ภาษาที่สอง) knowledge acquisition (การเรียนจนได้ความรู้) ถ้าแปลภาษาไทยไม่ถูกต้องขออภัยจริงๆนะคะ เพราะไม่รู้ว่าจะใช้ภาษาไทยว่าอะไรจริงๆ เอาเป็นว่า acquisition เนี่ยจะให้ความหมายประมาณว่า ได้ “รับ”ความรู้มา มีคน”ส่ง”ความรู้มาให้ คือความหมายจะpassive คล้ายๆกับว่าการเรียนคือการรับความรู้มาจากครูอาจารย์ อะไรประมาณนั้นแหละคะ ส่วน อีกแบบคือ construction ซึ่งแปลว่า การสร้าง เช่น knowledge construction ก็คือการสร้างความรู้ ซึ่งความหมายจะactiveกว่าacqusition การเรียนแบบนี้คือ เราแสวงหาและสร้างความรู้เอง ค่ะ ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นการสร้างอะไรใหม่ๆที่คนอื่นไม่เคยคิดไม่เคยทำขึ้นมาเสมอไปนะคะ แต่อาจจะหมายถึงการที่เราหาข้อมูล ข้อเท็จจริงมา แล้วเอามาสร้างเป็นความรู้ที่เราเข้าใจเอง แทนที่จะรับเอาความรู้ที่ผ่านการย่อยมาแล้วจากคนอื่นคะ ในวงการการศึกษาตอนนี้จะฮิตว่า knowledge construction ดีกว่า เพราะว่าคนเรียนได้คิดเอง เข้าใจเอง เอาไปใช้ได้จริง ไม่ลืมง่าย ต่่างกับ acquisition ที่ดูจะทำให้เราเป็นคนเรียนแบบเฉื่อยๆคะ แต่ยังไงก็ดี ครูม่อนคิดว่า เรียนแบบสร้างเนี่ยก็มีข้อเสียเรื่องเสียเวลาค่อนข้างมาก ต่างกับการเรียนแบบรับที่มีคนชี้ทางให้เลย

เงินซื้อความสุขได้ไหม

By |2012-01-13T23:12:07+07:00January 13th, 2012|Categories: Food for Thoughts|Tags: , , , |

ที่คนเราตั้งใจเรียนหนังสือ หางานดีๆทำ นอกจากจะเพื่อที่จะได้ทำสิ่งที่ชอบแล้ว เหตุผลหลักก็คือ หาเงินมาใช้นั่นแหละ เรามักจะคิดกันว่า ถ้าเรามีเงินเยอะๆ ชีวิตก็คงจะดี สบาย มีความสุข แล้วจริงๆแล้วมันเป็นอย่างนั้นหรือเปล่านะ ยังไงๆ เงินก็ถือเป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิต ถ้าเรามีเงินมากพอ ก็สามารถทำให้เรามีอิสระในการเลือกทำสิ่งต่างๆได้ จากงานวิจัยของ Angus Deaton & Daniel Kahneman ซึ่งเป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ พวกเขาพบว่าความสุขในชีวิิตประจำวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น แต่จะมาหยุดที่จุดจุดหนึ่ง คือ รายได้ $75,000ต่อปี คือ ถึงแม้ว่ารายได้จะมากขึ้นไปกว่านี้ ก็ไม่ได้ทำให้ความสุขเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่ เหตุผลก็คือ เมื่อตอนที่รายได้ยังไม่มาก การมีเงินทำให้ชีวิตสบายขึ้น มีอิสระมากขึ้น ถึงได้ทำให้ชีวิตประจำวันมีความสุขขึ้น แต่ถ้ารายได้มากจนถึงจุดหนี่งที่ไม่ค่อยต้องกังวลเรื่องเงินแล้ว ถึงจะมีมากหรือน้อยก็ไม่ค่อยมีผลต่อระดับความสุขนัก ซึ่งจำนวนเงิน $ 75,000ต่อปีนี้ คิดจากรายได้ของคนอเมริกัน ถ้ามาทำวิจัยในบ้านเราก็อาจจะเป็นตัวเงินที่น้อยกว่านี้ เพราะค่าครองชีพในบ้านเราต่ำกว่าคะ ยังมีงานวิจัยพบอีกว่า การซื้อของนั้นไม่ได้ทำให้มีความสุข เท่ากับการที่ใช้เงินซื้อประสบการณ์ เพราะการซื้อของ ไม่ว่าจะเป็นทีวี เครื่องเสียง รถ หรือ iphone ipad ทำให้เรามีความสุขได้เพียงไม่นาน เพราะว่าคนเรามักจะปรับตัวให้ชินได้ง่าย

“เรียนหนังสือ” หรือ “เรียนรู้”

By |2012-01-07T09:43:17+07:00January 7th, 2012|Categories: Food for Thoughts|Tags: , , , , , , |

ถึงแม้ว่าครูม่อนจะเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับการศึกษามาก และก็เป็นนักการศึกษาซะเองด้วย แต่บางทีก็อดคิดไม่ได้ว่าสังคมเราให้ความสำคัญกับ"การเรียนหนังสือ" มากกว่า "การเรียนรู้" หมายถึงว่า ถ้าใครอยากก้าวหน้า ก็เรียนต่อให้สูงๆ ทั้งๆที่บ่อยครั้ง ในกระบวนการการเรียนหนังสือของเรานั้น มันไม่ได้ทำให้เราเรียนรู้มากขึ้นสักเท่าไหร่ แต่ว่าทำไมเราต้องเสียเงิน เสียเวลาหลายๆปี เสียสุขภาพจิต เพื่อให้ได้ปริญญาสูงๆ ก็เพราะว่าสังคมเองก็ให้ความสำคัญกับมันนั่นแหละ แต่ว่าในเวลาที่เงินหายากอย่างนี้ บางทีก็ต้องคิดเหมือนกันว่ามันคุ้มหรือเปล่า เป้าหมายของเราคืออะไร? สิ่งที่เราอยากทำจำเป็นต้องมีปริญญาสูงๆไหม? เราอยากเริ่มต้นชีวิตจริงๆ (ทำงานตั้งตัว + แต่งงานมีลูก ถ้ายังไม่แก่เกิน) ตอนอายุเท่าไหร่? มีตังค์พอหรือเปล่า? อยากเรียนรู้จริงๆหรือเปล่า? และอีกที เป้าหมายเราคืออะไร? เป้าหมายเรายังเหมือนเดิมไหม? นั่นแหละที่ต้องถามตัวเอง

August 2011

ทำแล้วทำไม่ได้ ดีกว่าไม่ได้ทำ

By |2012-10-01T16:34:02+07:00August 26th, 2011|Categories: Food for Thoughts|Tags: , , , |

บางทีสิ่งที่เราคิดว่ายากหรือเป็นไปไม่ได้ อาจจะไม่ได้เป็นอย่างนั้นจริงๆ คนเรามักจะตั้งกำแพงขวางหน้าตัวเองไว้ ฟังสิ่งที่คนอื่นพูดมา แล้วเราก็มาคิดเอาเองว่าสิ่งที่เราอยากทำนั้นเป็นสิ่งที่ยากลำบาก ทั้งๆที่จริงๆแล้วอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดก็ได้ แต่ตัวเราเองนั่นแหละที่เอาสิ่งรอบตัวมาเป็นกำแพงกั้นตัวเองไม่ให้ไปถึงสิ่งที่เราฝันไว้ ถ้าคนอื่นบอกว่า เราไม่ได้เตรียมตัวพอ แล้วไง? คนอื่นบอกว่าเราไม่มีพรสวรรค์ แล้วไง? คนอื่นบอกว่าเขายังทำไม่ได้ แล้วไง? ถ้าเรายังไม่ได้ลองแล้วจะรู้หรือว่าเราทำได้หรือไม่ได้ หลายๆครั้งที่เวลาผ่านไปแล้วเราคงย้อนกลับมาคิดว่า สิ่งที่เราเคยคิดว่ายากๆน่ะ จริงๆแล้วก็ไม่ได้ยากสักหน่อย ทำไมตอนนั้นเราไม่ได้พยายามนะ? สิ่งที่เราคิดว่าทำไม่ได้น่ะ เรายังไม่เคยทำทั้งนั้น ทำให้เต็มความสามารถก่อนแล้วค่อยสรุปว่าเราทำไม่ได้จะดีกว่าไหม? เมื่อเราโตขึ้นแล้วจะรู้เองว่า “ทำแล้วทำไม่ได้ ดีกว่าไม่ได้ทำ” แ

May 2011

เรียนแบบไหน เรียนเก่ง หรือ เก่งขึ้น?

By |2011-05-23T20:03:21+07:00May 23rd, 2011|Categories: เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , , , |

เคยเขียนไปแล้วในหนังสือ “ฟังเสียงหัวใจ” จากทฤษฏีของCarol Dweckเกี่ยวกับเรื่องmindsetว่า เรามองความฉลาดได้สองแบบ คือ เรามองว่าเป็นสิ่งที่fixed เปลี่ยนแปลงไม่ได้ หรือเป็นสิ่งที่ปรับปรุงแก้ไขได้ ซึ่งจะมีผลต่อการดำเนินชีวิตของเรามาก มันมีผลต่อการเรียนมากด้วยเหมือนกัน ลองเอามาปรับใช้ดูเฉพาะกับการเรียนภาษาซิ เราสามารถตั้งเป้าหมายในการเรียนได้สองแบบ เรียนให้เก่ง หมายถึง ทำคะแนนให้ดี ทำให้ครูชอบ ทำให้เป็นที่หนึ่งของห้อง ตอบคำถามให้ได้ ทำเกรดให้ได้ดีๆ พัฒนาทักษะทางภาษาของตัวเองให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ หมายถึง ไม่ได้สนว่าคะแนนจะดีไม่ดีเท่าไหร่ แต่สำคัญว่าฉันได้เก่งขึ้นหรือเปล่า (รู้นะว่า ถ้าให้ทุกคนเลือกว่าแบบไหนดูดีกว่า ก็คงรู้ว่าจะเลือกแบบไหน แต่ถ้าให้ถามว่าจริงๆตัวเองจะทำแบบไหน ขอให้เลือกตามความแบบจริงนะคะ) มันไม่ได้มีแบบไหนผิดหรือถูกหรอกค่ะ แบบแรกคือ เราเอาperformanceเป็นหลัก เราอยากให้คนอื่นเห็นว่าเราเก่ง เราก็จะพยายามตั้งใจเรียนซึ่งในระยะสั้นอาจจะให้ผลดี แต่ถ้าเจออุปสรรคจะทำให้ท้อแท้ได้ ซึ่งครูม่อนเอ ก็เพิ่งมาคิดย้อนดูว่าตัวเองก็เป็นอย่างนี้ในหลายๆด้านเหมือนกัน เอาไว้ตอนบล็อกหน้าๆจะเล่าให้ฟังนะคะ ส่วนแบบที่สองเนี่ย เป็นการตั้งเป้าหมายที่ทำให้เรามีความพยายามในการเรียนมากกว่า คือ เราจะอดทนและสนใจเรียนมากกว่า และพยายามไม่ยอมแพ้กลางคันค่ะ สรุป ก็คือ เราต้องพยายามเปลี่ยนมุมมองจากการตั้งเป้าหมายจากการเรียนเพื่อเกรด เป็นเรียนเพื่อให้เก่งขึ้นค่ะ เพราะว่าเราจะสนใจที่จะเรียน พยายามฝึกฝนมากกว่าค่ะ ^^

วิธีการตั้งเป้าหมายในการเรียนภาษาอังกฤษให้ได้ผล

By |2012-09-30T23:38:35+07:00May 21st, 2011|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , , , |

หาคำตอบมานานในที่สุดวันนี้ก็หาเจอ เคยสรุปด้วยประสบการณ์ตัวเองว่า เวลาเราจะตั้งเป้าหมายในการทำก็ตาม โดยเฉพาะการเรียนภาษา ก็ให้ตั้งเป้าหมายให้จนพูดได้คล่อง จนอ่านได้เก่ง แต่เวลาเราฝึกจริงๆ เราอย่าไปคิดถึงความก้าวหน้าของตัวเองมากนักเพราะมันจะทำให้เราหมดกำลังใจ ให้ฝึกไปเรื่อยๆ คือครูม่อนสรุปเอาจากประสบการณ์ตัวเอง แต่วันนี้อ่านเจองานวิจัยที่อธิบายแล้วว่าทำไมมันเป็นอย่างนี้ค่ะ ก็เอาเป็นง่ายๆว่า คนเราจะมองเป้าหมายในสองลักษณะคือ1 มองแบบ why คือ เรามองว่าเราทำไปเพื่ออะไร เช่น การทำสะอาดคือการทำให้บ้านสะอาด การเรียนภาษาอังกฤษคือการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาและการงาน  เป็นต้น มองแบบ what คือมองว่าทำอะไร เช่น การกวาดบ้าน คือ การทำสะอาดคือการกวาดบ้าน การเรียนภาษาอังกฤษคือการท่องศัพท์และการฝึกสนทนา เป็นต้น ข้อดีของการมองเป้าหมายแบบwhyคือจะทำให้เราอยากทำ จะทำให้รู้ว่าเราทำสิ่งนั้นๆไปเพื่ออะไรนั่นเอง แต่ว่าถ้าถึงเวลาในการเรียนรู้อะไรที่ยากๆ หรือเวลาที่เรียนรู้อะไรใหม่แล้วล่ะก็ แนะนำว่าให้คิดถึงเป้าหมายในแบบwhatจะทำให้เราลงมือทำได้มากกว่า ผัดวันประกันพรุ่งน้อยลงค่ะ เพราะสิ่งที่เราต้องทำจะอยู่ในหัวของเราชัดเจน แล้วก็ตัวเป้าหมายที่เราอยากได้ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดลอยอยู่ในอากาศให้เรารู้สึกตัวเองน้อยเนื้อต่ำใจอยู่บ่อยๆด้วย ทำให้เราโฟกัสกับการเรียนการฝึกภาษาในปัจจุบันได้ดีขึ้นค่ะ ผู้อ่านมีประสบการณ์การเรียนภาษาอังกฤษอย่างไร เห็นด้วยไม่เห็นด้วยยังไง เล่าให้ฟังกันบ้างนะคะ 1Source: Succeed: How We Can Reach Our Goals (2010), Halvorson

February 2011

What is the meaning of life? ความหมายของชีวิต คือ อะไร?

By |2011-02-09T20:19:26+07:00February 9th, 2011|Categories: ฟังเสียงหัวใจ เลือกอะไรที่ใช่เรา|Tags: , , , , , |

The meaning of life, then, is to live it. To be here. To follow your hearts. Nothing has to happen, and there’s no one we’re supposed to be other than ourselves. -Mike Dooley ความหมายของชีวิต จริงๆแล้วก็คือ การใช้ชีวิตนั่นเอง คือการที่อยู่ที่ตรงนี้ คือการทำตามเสียงหัวใจตัวเอง ไม่มีอะไรที่ควรจะต้องเกิดขึ้นและไม่มีใครอื่นที่เราควรจะต้องเป็นนอกเหนือจากการเป็นตัวของเราเอง -ไมค์ ดูลี ม่อนชอบคำพูดนี้มากๆ รู้สึกว่าสั้นๆแต่ตรงกับใจมากๆ  คนเรามักคิดเสมอว่าฉันควรจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ให้ได้ แต่จริงๆแล้วเราต่างก็ได้เติมเต็มจุดมุ่งหมายของชีวิตแล้วด้วยการใช้ชีวิตตามเสียงหัวใจของเรานั่นเองง่ายไม่เท่ากันนะ

January 2011

ทุกอย่างเป็นไปได้ (แต่ยากง่ายไม่เท่ากัน) (part 2)

By |2011-01-04T15:10:11+07:00January 4th, 2011|Categories: ฟังเสียงหัวใจ เลือกอะไรที่ใช่เรา|Tags: , , , , , |

เมื่อก่อนม่อนเองก็อยากเป็นนักเปียโน มองดูนักเล่นเปียโนแล้วก็ทึ่ง อยากเป็นแบบเขาบ้าง พอได้ลองดู ก็นึกได้ว่า เราเองไม่มีความสามารถด้านดนตรีเลย ฟังแยกโน้ตยังไม่ออกด้วยซ้ำ ที่สำคัญคือเวลาเล่นเราไม่ได้มีความสุขกับมันเลย - ถามว่าถ้าม่อนอยากเป็นนักเล่นเปียโนจริงๆทำได้ไหม? ถ้าอยากทำก็ทำได้ แต่ม่อนคิดว่า ทำไมเราต้องไปพยายามเป็นในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเรา - ม่อนคิดได้ว่า ตัวเองก็อยากเรียนภาษา อยากเก่งภาษา และก็ชอบเรียนด้วย เลยคิดว่าเอาเวลาที่จะไปฝืนเล่นเปียโน ไปเรียนภาษาดีกว่า เรามีความสุขกว่า และเป็นตัวของตัวเองมากกว่า - เราต้องรู้ว่าในบางช่วงเวลา เราอาจจะมองคนอื่นแล้วอยากเป็นแบบเขา แต่ก็ต้องอย่าลืมตัวเราด้วยว่า เราเป็นอย่างไร ข้อดีของเรา อาจจะไม่เหมือนข้อดีของเขา ความถนัดของเราอาจจะไม่เหมือนของเขา - เราสามารถเป็นได้ทุกอย่าง แต่บางอย่างเราเป็นได้ดี ได้ง่าย และมีความสุขกับมันมากกว่า - ทำไมต้องไปพยายามเป็นเหมือนคนอื่น? ในเมื่อเราเป็นตัวของตัวเองได้ดีที่สุด