September 2014

ความเชื่อผิดๆ 4 อย่างเกี่ยวกับการสมัครเข้าเรียนต่อปริญญาโทปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยดังๆ

By |2019-04-16T11:24:20+07:00September 27th, 2014|Categories: Featured, ศึกษาต่อต่างประเทศ|Tags: , , |

ความเชื่อผิดๆ 4 อย่างเกี่ยวกับการสมัครเข้าเรียนต่อปริญญาโทปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยดังๆและ Ivy league 1. เกรดต้องดี ถึงจะเข้าได้ - การจะเข้ามหาวิทยาลัยดังๆได้ ไม่ใช่ว่าเกรดดีอย่างเดียวถึงจะพอ จริงอยู่ ถ้าเกรดเราดีเลิศ มันก็ทำให้โอกาสที่เราจะเข้าได้เพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเกรดดีอย่างเดียว แล้วจะเข้าได้นะ มันก็ต้องมีผลงานอย่างอื่นด้วย ในทางกลับกัน นักเรียนที่มีเกรดกลางๆหรือดีกว่าเฉลี่ยนิดหน่อย ก็ใช่ว่าจะหมดโอกาส จริงๆแล้วถ้านักเรียนมีผลงาน มีประสบการณ์ หรือแม้แต่มีวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจและตรงกับโปรแกรม โอกาสที่จะเข้าได้ก็มีเหมือนกัน 2. การเข้าเรียนต่อปริญญาโทปริญญาเอกในมหาวิทยาลัยดังๆ คือ การเรียนเนื้อหาวิชาให้ลึกซึ้งมากขึ้น - เรียนปริญญาโทเอก หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า graduate school มันไม่เหมือนกับการเรียนตอนปริญญาตรี ตอนปอตรี เราได้เริ่มเรียนเนื้อหาวิชาที่เราไม่เคยรู้มาก่อน เน้นว่าเอาเนื้อหา แต่graduate school เน้นฝึกทักษะมากกว่าเนื้อหา ทักษะอะไรบ้าง ก็เช่น ทักษะการค้นหาข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การตั้งปัญหางานวิจัย การใช้สถิติวิเคราะห์ข้อมูล การเก็บข้อมูลจากตัวอย่าง การออกแบบงานวิจัย เป็นต้น ส่วนเนื้อหาน่ะ โดยมากเขาจะassumeว่า นักเรียนต้องรู้อยู่แล้วหรือไม่ก็ไปค้นคว้าหาเอาเอง graduate school ไม่ใช่การไปนั่งฟังเลคเชอร์เหมือนตอนเรียนปริญญาตรีนะ

March 2013

เป็นคนไทยก็สนใจเรื่่องประเทศไทย ไม่ผิดสักหน่อย?

By |2013-03-02T06:51:17+07:00March 2nd, 2013|Categories: Food for Thoughts|Tags: , , |

ตอนนี้เรียนปริญญาเอกอยู่ ปริญญาเอกเน้นวิจัย เราก็ต้องทำเรื่องที่ตัวเองสนใจใช่ไหม ปกติแล้วเวลาทำวิจัยเรื่องอะไร มักจะมีแนวโน้มที่จะเลือกทำเรื่องที่เกี่ยวกับเมืองไทย หรือเอาไปประยุกต์ใช้กับเมืองไทยได้ เพราะเราอยากรู้อยากเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองไทยและเราก็อยากรู้ว่าอะไรที่จะเอาไปพัฒนาประเทศเราได้บ้าง แต่เราดันมาเรียนเมืองนอกอ่ะนะ ไม่ได้เรียนเมืองไทย คนส่วนมากเขาก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอกว่าในประเทศเรามันเป็นยังไงบ้าง บางคนก็สงสัยว่าถ้าอยากทำเรื่องเมืองไทยทำไมไม่เรียนที่เมืองไทยซะเลย อ้าว เราก็อยากจะเอาความรู้ที่ประเทศอื่นเขาใช้กันมาพัฒนาประเทศตัวเองใช่ไหมล่ะ เราอยากนำวิธีความคิดของเขา มาลองใช้กับประเทศเราดูบ้างว่ามันจะทำให้เราคิดอะไรได้แตกต่างจากเดิมบ้างไหม ไม่ใช่ว่าความรู้ของเมืองไทยไม่ดีนะ ยิ่งเรียนเมืองนอกนานขึ้นเรื่อยๆยิ่งรู้สึกว่าการศึกษาบ้านเราก็มีอะไรที่ดีกว่าตั้งเยอะแยะ แต่ถ้าเราไม่ได้เรียนรู้เรื่องไกลตัวบ้าง มันก็คงจะก้าวหน้าได้ลำบากล่ะนะ ไม่รู้ว่าจะมีคนเข้าใจเยอะไหม แต่คนที่เป็นนักวิจัยเนี่ย เวลาอยากรู้เรื่องอะไรแล้วมันจะรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในโลก เป็นเรื่องที่น่าสนใจ น่าศึกษาค้นคว้ามาก ทั้งๆที่คนทั่วๆไปมองแล้วจะงงว่า มันน่าสนใจตรงไหนอ่ะ เสียเวลาชัดๆ ซึ่งเราก็ไม่สนใจหรอกนะ เราแปลกแหละดีแล้ว จะได้ทำสิ่งที่คนอื่นเขาไม่ทำกัน แต่เวลาอยู่ในวงการวิชาการเนี่ย มันมีอย่างหนึ่งที่ต้องทำ คือ ต้องทำให้คนอื่นเขาเห็นให้ได้ว่าสิ่งที่เราทำอยู่เนี่ยมันสำคัญยังไง มันมีประโยชน์ยังไง ซึ่งเราก็เข้าใจระบบนะ เพราะการทำวิจัยมันเสียทั้งเงินทั้งเวลา ถ้ามันไม่มีความสำคัญ จะไปเสียเวลาเสียเงินทำไมกัน แต่เวลาอยู่ในที่ที่เห็นประเทศเราเป็นติ่งที่อยู่ตรงไหนก็ยังไม่รู้เนี่ย เวลาจะทำให้เขาเห็นว่าสิ่งที่ศึกษาจากประเทศเราหรือประเทศอื่นๆมันก็มีประโยชน์กับชาวโลกเหมือนกันนะ คือเขาให้ความสำคัญกับคนพิการ หรือนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนได้ โดยถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งเราก็คิดว่าเป็นเรื่องดี แต่บางทีก็คิดว่าแปลกเหมือนกันที่ในทางกลับกัน การศึกษาสังคมที่มันต่างออกไป กลับมองว่าไม่มีประโยชน์ ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองไปเอาความรักชาติมาจากไหน นักเรียนต่างชาติหลายๆคนเขาก็ไม่เห็นจะอยากศึกษาเรื่องเกี่ยวกับประเทศตัวเองเลย แต่เราอ่ะนะ นับวันยิ่งภูมิใจที่เป็นคนไทย และถึงแม้ว่าใครจะเห็นว่าประเทศเราไม่สำคัญ แต่เราเห็นว่าสำคัญแหละ และพยายามบอกกับตัวเองตลอดว่า

January 2013

บางทีก็ต้องยอมรู้สึกโง่บ้าง ถึงจะฉลาดขึ้นนะ

By |2013-01-24T11:12:41+07:00January 24th, 2013|Categories: ฟังเสียงหัวใจ เลือกอะไรที่ใช่เรา|Tags: , , , , |

เทอมนี้คิดอยู่นานมากว่าจะลงเรียนวิชาอะไรดี สุดท้ายได้ไปลงวิชาที่ทั้งปีทั้งชาติไม่เคยคิดว่าตัวเองจะไปเรียน (ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมถึึงได้ไปลงเนี่ย อย่าไปพูดถึงมันเลยนะ) ลงไปแล้วที่มหาวิทยาลัยก็ให้เวลาสองอาทิตย์ในการตัดสินใจ ถ้าจะดร็อปก็ดร็อปได้โดยไม่ติด W  วิชานี้เป็นวิชาที่เราสนใจนะ แต่เราไม่มีพื้นฐานอะไรสักนิดเลย บางเรื่องคุยกันในห้องแล้วเราก็แทบจะไม่รู้เลยว่าพูดถึงเรื่องอะไรกันอยู่ แต่เราอยากรู้อ่ะ อยากรู้ก็ต้องเสี่ยงกันหน่อยใช่ไหม คะแนนจะดีไม่ดีก็ไม่รู้เหมือนกัน จะผ่านหรือเปล่ายังไม่รู้เลย แต่ก็ขอลองสักหน่อยแล้วกันนะ พอผ่านช่วงที่เขาให้ดร็อปไปได้แล้วก็มีมาแอบคิดอยู่ในใจเหมือนกันว่า สงสัยเราจะคิดผิดอ่ะ แต่เรียนๆไปก็รู้ว่าสนุกมากๆเลย ถึงแม้เราจะไม่รู้เรื่องซะส่วนมาก แต่ก็เพราะว่าเราไม่รู้นั่นแหละ เลยทำให้เรียนสนุก เพราะเราได้รู้อะไรใหม่ๆเยอะแยะเลย พอกลับมานั่งคิดกับตัวเอง ในฐานะที่เป็นคนแนะนำให้ใครๆไปเรียนสิ่งที่ตัวเองชอบ แต่บางทีเราเองก็กลับลืมไปเหมือนกันนะ ในบางทีเวลาที่งานเราเยอะๆ เวลาที่มีอันนู้นอันนี้ที่เราต้องทำตลอดเวลา เรากลับลืมไปเหมือนกันว่าจริงๆแล้วเราเองก็มีสิทธิ์เลือกอะไรให้ตัวเองเหมือนกัน จากประสบการณ์การเรียนที่ผ่านมาหลายที่ ทำให้รู้ว่า ถึงแม้ว่าจะได้เกรด B แทน A แต่ถ้าเราทำใจให้กว้างไว้ เราอาจจะได้ประสบการณ์ที่น่าจดจำและบางทีก็อาจจะถึงกับเปลี่ยนชีวิตเราก็ได้นะ

October 2012

อยากเรียนต่อเมืองนอก-เรียนที่ไหนดี

By |2012-10-19T17:34:27+07:00October 19th, 2012|Categories: ศึกษาต่อต่างประเทศ|Tags: , , |

ต่อจากครั้งที่แล้วนะคะ ที่ให้ลองเขีียนเหตุผลและเป้าหมายของการไปเรียนต่อเมืองนอกของตัวเองดู จากเหตุผลที่เขียนไว้นั้น เราจะพอรู้คร่าวๆว่า อย่างน้อยเราถูกจำกัดด้วยอะไรบ้าง เช่น ประเทศไหน ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ เวลาเรียนเท่าไหร่ เป็นต้น พอเราได้ข้อจำกัดที่เราต้องคำนึงไว้ในใจแล้ว ก็ให้เริ่มหาข้อมูลดูซิว่าจะไปเรียนที่ไหนดี เริ่มค้นหาอย่างไรดีล่ะ เอาล่ะ พอเราได้คร่าวๆแล้วว่าเราอยากเรียนที่ไหน เพราะอะไร ก็ถึงเวลามาเจาะลึกว่าจะสมัครโปรแกรมไหน ของมหาวิทยาลัยไหนบ้าง ซึ่งขั้นตอนนี้ถือว่ายุ่งยากพอสมควร เพราะแต่ละภูมิภาคก็จะมีวิธีค้นหาที่เรียนแตกต่างกันไป แต่วิธีค้นหาคร่าวๆจะมีอย่างนี้ค่ะ วิธีหาโรงเรียนในอุดมคติจะไม่ค่อยยาก ทุกคนอาจจะมีที่อยู่ในใจอยู่แล้วว่าอยากไปเรียนที่มหาวิทยาลัยไหนเป็นพิเศษ จากนั้นก็ให้เข้าเวปก็มหาวิทยาลัยนั้นๆ แล้วดูโปรแกรมการเรียนของที่นั้นว่าตรงกับสาขาที่เราอยากเรียนมากน้อยแค่ไหน ในบรรดามหาวิทยาลัยดังๆที่เรารู้จักสักสี่ห้าที่ ก็จะมีอันที่เราสมัครได้สักที่สองที่ค่ะ ส่วนวิธีหาโรงเรียนอื่นๆ ให้ลองหาrankingมหาวิทยาลัยในสาขาที่เราต้องการ ซึ่งrankingส่วนมากจะไม่ค่อยมีข้ามภูมิภาค (ถึงมีก็เชื่อถือได้ยาก) คือ rankingของมหาวิทยาลัยในอเมริกา ก็จะไม่รวมมหาวิทยาลัยในอังกฤษหรือยุโรป ดังนั้นเราต้องแยกกันดูค่ะ แต่ที่สำคัญคือ เน้นให้ดู ranking ของสาขาที่เราจะเรียนนะคะ ไม่ใช่rankingโดยรวม เพราะบางที่อาจจะrankรวมดี แต่สาขาที่เราอยากเรียนไม่ดีก็ได้ อยากทำงานในต่างประเทศ  อันนี้ให้กูเกิลดู หรือหาตามหนังสือrankingต่างๆค่ะ  คำเตือนอีกอย่างก็คือ ความน่าเชื่อถือของการจัดลำดับของแต่ละที่ เขาจะดูปัจจัยต่างๆกันไป เราก็ใช้เป็นแค่แนวทางเฉยๆ อย่าไปยึดติดมากจนเกินไปนะคะ อีกวิธีหนึ่งที่ดีมาก โดยเฉพาะสำหรับคนที่จะเรียนปริญญาเอกก็คือ การอ่านpublicationในสาขาที่เราอยากเรียน ชอบคนเขียนคนไหนก็ไปหาดูว่าเขาสอนอยู่ที่ไหน และแม้แต่ในบทความที่เราชอบหนึ่งอัน

อยากเรียนต่อเมืองนอก-เป้าหมายของเราคืออะไร

By |2012-10-15T14:45:39+07:00October 15th, 2012|Categories: ศึกษาต่อต่างประเทศ|Tags: , |

ต่อจากคราวที่แล้วที่ให้คิดดูว่าเราอยากไปเรียนเมืองนอกเพราะอะไร ลองดูตัวอย่างนะคะ เผื่อใครคิดไม่ออก ตัวอย่างของเหตุผลที่อยากไปเรียนเมืองนอก อยากเพิ่มเติมความรู้ของสาขาที่เรียนมาแล้ว อยากทำงานในด้านที่จำเป็นต้องเรียนเพิ่มเติม อยากมีประสบการณ์ในการอยู่ต่างประเทศ อยากเก่งภาษา อยากได้งานดีๆ ซึ่งอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นเด็กนอกถึงจะทำงานพวกนี้ได้ แต่ถ้าจบมาจากเมืองนอกแล้วก็จะมีโอกาสได้งานดีๆมากขึ้น อยากเปลี่ยนสาขาที่เรียนหรือทำงานมาไปทำอย่างอื่นที่ไม่เคยเรียนหรือมีประสบการณ์มาก่อน ที่บ้านอยากให้ไปเรียนเมืองนอก ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทำอะไรดี เลยไปเรียนต่อเพื่อให้มีเวลาคิดเพิ่มขึ้นและได้รู้จักตัวเองดีขึ้น อยากทำงานในต่างประเทศ อยากหาลู่ทางในการย้ายไปตั้งหลักปักฐานที่ต่างประเทศ ตามแฟนไปเรียน กลัวแฟนหาย ตามเพื่อนไปเรียน เพื่อนๆไปเรียนกันหมด เดี๋ยวไม่อินเทรนด์ รู้สึกว่าถ้าไม่ได้เรียนต่อเมืองนอกแล้วชีวิตเหมือนล้มเหลว รู้สึกว่าการไปเรียนต่อเมืองนอกเป็นเหมือนเป้าหมายหนึ่งของชีวิตที่ต้องทำให้ได้ เหมือนกับการเรียนมหาวิทยาลัย การแต่งงาน การมีลูก เป็นต้น ต้องการพัฒนาความสามารถของตัวเองในด้านต่างๆให้มากขึ้น ซึ่งอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานโดยตรงแต่เป็นสิ่งที่ตัวเองสนใจและอยากพัฒนา เช่น ปรัชญา การคิดวิเคราะห์ ดนตรี ศิลปะ ต้องการทดลองทดสอบดูว่าจะชอบสาขานั้นๆหรือเปล่า ก่อนที่จะเข้าไปทำงานเต็มตัว อยากไปเที่ยวต่างประเทศ ต้องการเปิดโลกทัศน์ตัวเองให้กว้างขึ้น ต้องการรู้จักคนจากที่ต่างๆ ต้องไปเพราะเหตุผลจำเป็น เช่น ครอบครัวย้ายไปประเทศอื่น แต่งงานแล้วต้องย้าย ที่ทำงานให้ไปเรียนต่อต่างประเทศ เป็นต้น อยากไปหาโอกาสก้าวหน้าในต่างประเทศ   จากนั้นพอได้รายการเหตุผลของการไปเรียนต่อแล้ว ก็ค่อยมาดูกันค่ะว่าอะไรที่มีสำคัญกับเรามากที่สุด คือ เรียงลำดับว่าอะไรเป็นเหตุผลที่สำคัญกับเรามากที่สุด แล้วไล่ตามลำดับไป   ถ้าอย่างนี้แล้วถามในตัวเองแล้วรู้ว่า

September 2012

อยากเรียนต่อเมืองนอก เริ่มด้วยการเตรียมสอบ(ดีไหม?)- ตอนที่ 1

By |2012-09-30T23:08:29+07:00September 30th, 2012|Categories: บทเรียนชีวิตจากฮาร์วาร์ด, ศึกษาต่อต่างประเทศ|Tags: , , , , |

พอเริ่มรู้ตัวว่าต้องสมัครเรียนต่อเมืองนอก ก็รู้สึกกังวลไปหมด ทำอะไรไม่ถูก ใครที่คิดว่าตัวเองไม่พร้อม ไม่ต้องแปลกใจไปหรอกค่ะ แทบจะทุกคนจะรู้สึกแบบนี้ทั้งนั้น เพราะสิ่งที่ต้องทำมันมีเยอะมากๆ จนบางทีเราคิดไม่ออกเลยว่าเราจะทำทุกอย่างให้เสร็จได้ยังไง เท่าที่เคยเจอ ส่วนมากเวลาที่ใครคิดว่าอาจจะไปเรียนต่อเมืองนอก ก็มักจะเริ่มด้วยการไปเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม เรียนเตรียมสอบต่างๆ แล้วแต่ว่าจะไปเรียนสาขาอะไร ซึ่งก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ควรจะทำในเวลาที่เรายังมีเวลาเผื่ออีกปีสองปีก่อนจะสมัครจริงๆ เพราะว่าตอนใกล้ๆแล้วค่อยมาเตรียมสอบเนี่ย มันตื่นเต้นและน่ากลัวมากๆเลย คือถ้าใครรู้ตัวล่วงหน้าแล้ว จะใช้เวลาสักปีสองปีในการฟิตภาษาอังกฤษเผื่อไว้ก็ดีนะคะ ถึงแม้ว่าสุดท้ายจะไม่ไปเรียน แต่ยังไงก็ได้ภาษาอังกฤษมา ไม่มีอะไรเสียหายอยู่แล้ว แต่พูดกันตรงๆนะคะ คือว่า เวลาที่เราเรียนภาษาหรือเรียนเตรียมสอบ แบบเผื่อๆไว้เนี่ย มันจะไม่ค่อยมีแรงฮึดเท่าไหร่นะ ก็เรียนแบบสบายๆ ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ถ้าใครอยากเพิ่มแรงฮึดในการเตรียมสอบของตัวเองนะคะ ควรจะลองเล็งๆไว้ว่าจะสมัครที่ไหนบ้าง หาลำดับหนึ่งที่เราอยากเรียนมากๆ แต่ไม่แน่ใจหรอกว่าจะได้ไหม แต่ถ้าได้ก็คือว่าความพยายามประสบความสำเร็จ ลำดับแรกเอาแบบว่าหวังสูงไว้เลย ถามตัวเองว่า “ถ้าเราเรียนที่ไหนก็ได้ เราจะเลือกเรียนที่ไหน?” เมื่อหาได้แล้ว ก็เข้าไปดูในเวปไซต์ของโปรแกรมนั้นๆเลยค่ะว่า ปกติแล้วคนที่สมัครเข้าเรียนได้ จะมีคะแนนสอบประมาณเท่าไหร่ ส่วนมากแต่ละโปรแกรมจะมีบอกว่า โดยเฉลี่ย นักเรียนที่ได้เข้ามาในโปรแกรมนี้ มีคะแนนสอบเท่าไหร่ หรือบางที่ก็อาจจะบอกเป็น range มาว่าต่ำสุดถึงสูงสุด คือ เท่าไหร่  บางที่ก็จะมีขั้นต่ำที่ต้องได้ ก่อนถึงจะสมัครได้ จริงอยู่ที่ว่าคะแนนไม่ใช่ทุกอย่าง แต่การที่เราเล็งเป้าหมายในอุดมคติไว้

เรียนคำศัพท์จากประสบการณ์เรียนนอก-วันแรกที่ได้ไปเข้าร่วมกิจกรรมมหาวิทยาลัย (3)

By |2012-09-20T17:53:17+07:00September 22nd, 2012|Categories: บทเรียนชีวิตจากฮาร์วาร์ด, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , |

ถ้าคิดว่า orientation แค่นั้นพอแล้ว ยังจ้ะ ยังไม่จบ มี Orientation for LGBT students เราก็งงอีกแล้วอ่ะว่า LGBT คืออะไร ชื่อโปรแกรมหรือเปล่า แต่นั่งไล่ชื่อโปรแกรมจนหมดก็ไม่มีอันที่ย่อว่า LGBT นี่นา (อย่างโปรแกรมเราคือ Mind, Brain and Education ก็ย่อว่า MBE) ไปถามเพื่อนที่หอก็ได้ความว่า LGBT ย่อมาจาก Lesbian, Gay, Bisexual and Transgender คือถ้าเป็น lesbian คือผู้หญิงที่ชอบผู้หญิง (homosexual women) ถ้า gay ก็คือ ผู้ชายที่ชอบผู้ชาย (homosexual men) ถ้า bisexual ก็คือ คนที่ชอบทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ถ้าเป็น transgender ก็คือคนที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นเพศที่ต่างกับเพศที่ได้มาตอนเกิด พอได้รู้ว่า LGBT มาจากอะไรแล้วก็ทึ่งเหมือนกันนะ ที่ที่นี่เขาให้สิทธิให้อิสระกับสังคมย่อยๆกับคนที่แตกต่างมากอย่างนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนสีผิว

เรียนคำศัพท์จากประสบการณ์เรียนนอก (orientation)

By |2012-09-17T20:41:28+07:00September 17th, 2012|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , , , |

วันแรกที่ได้ไปเข้าร่วมกิจกรรมมหาวิทยาลัย (1) อากาศครึ้มๆ เราชอบนะเย็นดี แต่ก็ถือว่าโชคดีที่ฝนไม่ตก ไม่งั้นหนาวตายแน่   ตอนนี้ทั้งดีในทั้งตื่นเต้นที่จะได้มาเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่างฮาร์วาร์ด ไม่เคยคิดเหมือนกันว่าคนอย่างเราจะได้มาเรียนกับเขาด้วย ตอนนั้นเกือบจะไม่ได้สมัครแล้วนะเนี่ย มาถึงยังไม่ทันเปิดเทอม ก็มี orientation ก่อน เป็นการปฐมนิเทศ มาลองคิดดูว่าทำไมถึงเรียก orientation  เท่าที่จำได้ คำว่า orient สามารถใช้เป็นverb เช่น orient oneself ก็คือประมาณว่าหาที่หาทางของตัวเองแล้วปรับให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆ ซึ่งมันก็เหมาะดีนะเวลาเรียกว่า orientation ก็คือ มีการให้คำแนะนำสำหรับคนที่มาใหม่ว่าที่มหาวิทยาลัยมีอะไรบ้าง จะได้ทำตัวถูก ตอนเช้าเลยก็ไป Orientation for International Students อันนี้ไปแล้วรู้สึกอุ่นใจขึ้นเยอะ เพราะมีอาจารย์ที่เคยเป็นนักเรียนต่างชาติมาก่อน และทั้งนักเรียนที่เป็นนักเรียนต่างชาติมาเล่าประสบการณ์ให้ฟัง ทำให้รู้สึกเลยว่าที่นี่ค่อนข้างจะให้การต้อนรับนักเรียนต่างชาติดีเหมือนกัน ตอนแรกก็มีแนะนำตัวแล้วก็แนะนำประเทศตัวเอง คำว่า international students ก็คือเป็นนักเรียนที่มาจากประเทศอื่นที่ไม่ใช่อเมริกา ซึ่งในฐานะที่เป็นคนเอเชีย เราก็ไม่ได้รู้สึกว่าแปลกอะไรหรอกนะที่จะเรียกตัวเองว่า international student แต่เวลาที่ต้องเรียกคนแคนาดาว่า international student เนี่ย มันก็แอบรู้สึกๆขัดๆอยู่เหมือนกันนะ ต้องเข้าใจว่าแคนาดาไม่ใช่อเมริกาถึงแม้ว่าจะอยู่ติดกัน และใช้ภาษาเหมือนกันก็ตาม