March 2012

นิยามของความสำเร็จ: จากหนึ่งถึงร้อยต้องทำได้เท่าไหร่

By |2012-10-01T16:34:01+07:00March 31st, 2012|Categories: Food for Thoughts, ฟังเสียงหัวใจ เลือกอะไรที่ใช่เรา|Tags: , , , |

ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่ว่า จากหนึ่งถึงร้อย เราทำได้เท่าไหร่ คนที่เดิมเขาทำได้เก้าสิบห้าอยู่แล้ว พอทำได้ร้อย ก็มีคนยกย่องเต็มไปหมด แต่ในใจ ได้รู้สึกไหมว่าเป็นความสำเร็จ ถ้าเราเริ่มจากศูนย์ ไม่เคยมีใครคิดว่าจะมีปัญญาทำได้มากกว่าครึ่ง แล้ววันนี้เราทำได้ หกสิบ เราจะภูมิใจกับความสำเร็จของตัวเอง หรือน้อยเนื้อต่ำใจว่า เราทำไม่ได้ร้อยเหมือนคนอื่นเขา ก็อยู่ที่ใจเราเอง

ความสุขจากความสำเร็จ

By |2012-10-01T16:34:02+07:00March 30th, 2012|Categories: Food for Thoughts|Tags: , , , |

บ่อยครั้งที่สิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว ทำให้เราหลงลืมไปว่าความสุขและความสำเร็จที่แท้จริงมาจากไหนกันแน่ เคยอยู่หรอกที่เราตั้งใจทำให้ดีที่สุด ด้วยความหวังที่จะให้ตัวเองเก่งขึ้น เป็นคนดีขึ้น มีความสุขขึ้น โดยไม่ได้จะไปเปรียบเทียบกับใคร แต่หลายๆครั้ง สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมมันตอกย้ำให้เราเชื่อมั่นว่า ถ้าเราไม่ได้ประสบความสำเร็จมากกว่าคนอื่น หรือถ้าเราไม่ได้มีความสุขมากกว่าคนอื่น แล้วเราก็ล้มเหลว ลองนึกย้อนดูจริงๆจะเห็นว่า แม้แต่ตอนที่เราทำในสิ่งที่คนอื่นเขาเห็นว่าประสบความสำเร็จ เราก็ไม่ได้มีความสุขหรือรู้สึกว่าตัวเองประสบความสำเร็จกว่าคนอื่นหรอก แต่เรารู้สึกดี เพราะว่าเราได้ทำในสิ่งที่เราไม่เคยคิดว่าเราจะทำได้ต่างหาก เพราะว่าเราได้พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น จนได้ทำในสิ่งที่เราฝันไว้ เมื่อเริ่มต้นใหม่ บนหนทางที่ดูยาวไกล หนทางที่เต็มไปด้วยการเปรียบเทียบและแข่งขัน มันทำให้เราลืมไปว่า ความสุขและความภูมิใจจากความสำเร็จ ไม่ได้มาจากการเอาชนะคนอื่น แต่มาจากการที่เราชนะใจตัวเองได้ต่างหากล่ะ

เป็นนักเรียนก็ต้องรู้สึกโง่บ้าง เป็นเรื่องธรรมดา

By |2012-03-13T07:33:47+07:00March 13th, 2012|Categories: Food for Thoughts, เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , , , |

เวลาที่เรียนหนักๆ เดี๋ยวก็มีงานนู่น ควรส่งอันนี้ อาจารย์จะให้ส่งเดี๋ยวนี้ แลปก็ยังไม่เสร็จ พออะไรๆมันรุมเร้าเข้ามาเยอะๆ รู้สึกว่าตัวเองโง่ขึ้นจมเลย แต่ได้อ่านบทความให้ข้อคิดที่ดีมากว่า เวลาเราเป็นนักเรียนเนี่ย รู้สึกโง่ก็ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน ก็เพราะเรามาเรียนนี่หน่า เป็นนักเรียนก็ต้องรู้สึกอย่างนี้เป็นธรรมดา ถ้ารู้หมดแล้วจะมาเรียนทำไมล่ะ ซึ่งก็จริงแหละนะ พอเรียนสูงๆเข้า มักจะลืมไปว่าเราเป็นนักเรียน เพราะใครๆจะบังคับผลักดันให้เราทำงานให้ดี ให้เก่งเลิศ เราก็คิดว่าจะต้องทำให้ได้แบบนั้นเสมอไป แต่จริงๆแล้ว ไม่ว่าใครก็ทำไม่ได้ดีหมดทุกอย่างหรอก เพราะอย่างนี้ถึงได้มาเรียนอยู่นี่ไง  คิดแบบนี้แล้วก็คงรู้สึกดีขึ้นบ้างนะ ว่าจริงๆแล้วเรากำลังอยู่ในช่วงการเรียนรู้ เป้าหมายไม่ใช่ว่าทำทุกอย่างได้ให้ดีเลิศ แต่คือ ทำให้ดีขึ้นกว่าที่เราเคยทำต่างหากล่ะ ข้อคิดอีกอย่างที่ได้ก็คือว่า การที่เราเป็นนักเรียน ก็เพราะเราสมควรจะได้เรียน เรามีความสามารถเพียงพอที่จะมาเรียน ณ จุดนี้ได้ และที่สำคัญคือ เราเป็นคนจ่ายเงินเพื่อมาเรียน ไม่ว่าจะใช้เงินตัวเองหรือทุน มันก็เป็นเงินของเราทั้งนั้น เราเป็นคนจ่าย เพื่อมาเรียน ทำไมเราไม่ทำตัวเหมือนเวลาที่เราซื้อของ พอเราจ่ายเงินไปแล้วเราก็จะใช้มันให้คุ้มค่าที่สุด การเรียนมันก็เหมือนกันนั่นแหละ เราจ่ายเงินมาเรียน อะไรที่เราอยากเรียนก็เรียนให้เต็มที่ ใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า อยากถามอะไรก็ถาม อยากได้ความช่วยเหลือก็ขอ ในทางกลับ อะไรที่ไม่ได้อยู่ในเป้าหมายของเรา เราก็ไม่จำเป็นต้องไปโดนกดดันแล้วก็ฝืนทำทั้งๆที่ไม่จำเป็น อย่างเราซื้อโทรศัพท์มือถือมา แล้วมันฟังวิทยุได้ แต่เราไม่ได้อยากฟัง เราต้องไปฝืนมันไหม  เราอยากใช้อะไร

February 2012

จะซิ่วหรือไม่ซิ่วดี?

By |2012-02-15T12:27:12+07:00February 15th, 2012|Categories: บทเรียนชีวิตจากฮาร์วาร์ด, ฟังเสียงหัวใจ เลือกอะไรที่ใช่เรา|Tags: , , , , , , , , , , |

ถ้าใครจะซิ่วหรือจะเปลี่ยนสาขาการเรียน เรามักจะคิดกันไม่ตกว่าจะซิ่วดีไม่ดี เราจะตัดสินใจอย่างไรดี ครูม่อนมีหลักการที่ได้จากประสบการณ์ส่วนตัวมาบอกค่ะ ครูม่อนลาออกจากหมอแล้วไปเรียนต่อศึกษาศาสตร์ จากประสบการณ์แล้วต้องถามตัวเองค่ะว่าเป็นคนแบบไหน เป็นประเภท high achiever คือมีความทะเยอทะยานสูง ทำอะไรต้องทำให้เลิศ หรือว่าเป็นคนแบบสบายๆ ชอบทำอะไรที่สบายๆที่ตัวเองชอบๆ แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นเลิศก็ได้ ถ้าเป็นอย่างแรก (ซึ่งตัวเราเองเป็น-ซึ่งในบางเวลาก็ไม่ใช่ลักษณะที่ดีเท่าไหร่) การเรียนสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ จะทำให้ไปเรียนต่อลำบาก เพราะมหาวิทยาลัยดังๆ เช่น ฮาร์วาร์ด เขาไม่ได้ดูเกรดอย่างเดียว แต่ดูว่าเราได้ที่เท่าไหร่ของคณะ ถึงแม้จะเรียนคณะที่ไม่ได้ดังหรือเด่นมากนัก แต่ถ้าเราเป็นที่หนึ่ง เขาก็จะพิจารณาเราค่ะ แม้แต่เพื่อนเราที่จบหมอแล้วไปเรียนต่อต่างประเทศ เขาก็ดูว่าจบเป็นที่เท่าไหร่ของคณะ ถ้าไม่ใช่ระดับท็อปของชั้นก็ค่อนข้างลำบากค่ะ ต้องได้คะแนนสูงมากๆ หรือมีประสบการณ์อย่างอื่น แต่ถ้าเราคิดว่าเราไม่ได้ต้องการเป็นเลิศ หรือพยายามอะไรมากนัก แค่อยากใช้ชีวิตอย่างมีความสุข การเรียนอะไรที่หางานง่ายหน่อยก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีค่ะ ถ้าคิดว่าไม่ทรมานเกินไป คิดว่าเรียนได้ การเรียนกฏหมายก็ค่อนข้างเป็นอะไรที่ดี แม้ว่าจะไปทำานอย่างอื่นก็ถือเป็นพื้นฐานที่ดี อย่างตอนที่เราไปเรียนศึกษาศาสตร์ที่ฮาร์วาร์ด ก็เป็นเรื่องดีมากๆที่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ก่อน เพราะทำให้เราแตกต่างจากคนอื่น แล้วสามารถมองอะไรได้จากมุมใหม่ๆ ก็ลองคิดดูนะคะว่าตัวเราเป็นแบบไหน แล้วทำแบบไหนเราจะมีความสุขมากกว่าค่ะ ------------------------- อยากอ่านบทความแนวไหนในเวปครูม่อนดอทคอม? ครูม่อนสังเกตเห็นว่าในบล็อคมีคนอ่านเรื่องการเรียนภาษาอังกฤษเยอะมาก ครูม่อนก็อยากเขียนให้อ่านกันอีก แต่ไม่่แน่ใจว่า ผู้อ่านอยากอ่านแนวไหนกันแน่ อยากได้เป็นวิธีการเรียน หรืออยากได้เป็นเนื้อหาเป็นตอนๆไป หรือว่าอยากได้การเตรียมตัวสอบต่างๆ ใครมีข้อเสนอแนะอะไรก็คอมเมนต์ได้เลยนะคะ

January 2012

เงินซื้อความสุขได้ไหม

By |2012-01-13T23:12:07+07:00January 13th, 2012|Categories: Food for Thoughts|Tags: , , , |

ที่คนเราตั้งใจเรียนหนังสือ หางานดีๆทำ นอกจากจะเพื่อที่จะได้ทำสิ่งที่ชอบแล้ว เหตุผลหลักก็คือ หาเงินมาใช้นั่นแหละ เรามักจะคิดกันว่า ถ้าเรามีเงินเยอะๆ ชีวิตก็คงจะดี สบาย มีความสุข แล้วจริงๆแล้วมันเป็นอย่างนั้นหรือเปล่านะ ยังไงๆ เงินก็ถือเป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิต ถ้าเรามีเงินมากพอ ก็สามารถทำให้เรามีอิสระในการเลือกทำสิ่งต่างๆได้ จากงานวิจัยของ Angus Deaton & Daniel Kahneman ซึ่งเป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ พวกเขาพบว่าความสุขในชีวิิตประจำวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น แต่จะมาหยุดที่จุดจุดหนึ่ง คือ รายได้ $75,000ต่อปี คือ ถึงแม้ว่ารายได้จะมากขึ้นไปกว่านี้ ก็ไม่ได้ทำให้ความสุขเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่ เหตุผลก็คือ เมื่อตอนที่รายได้ยังไม่มาก การมีเงินทำให้ชีวิตสบายขึ้น มีอิสระมากขึ้น ถึงได้ทำให้ชีวิตประจำวันมีความสุขขึ้น แต่ถ้ารายได้มากจนถึงจุดหนี่งที่ไม่ค่อยต้องกังวลเรื่องเงินแล้ว ถึงจะมีมากหรือน้อยก็ไม่ค่อยมีผลต่อระดับความสุขนัก ซึ่งจำนวนเงิน $ 75,000ต่อปีนี้ คิดจากรายได้ของคนอเมริกัน ถ้ามาทำวิจัยในบ้านเราก็อาจจะเป็นตัวเงินที่น้อยกว่านี้ เพราะค่าครองชีพในบ้านเราต่ำกว่าคะ ยังมีงานวิจัยพบอีกว่า การซื้อของนั้นไม่ได้ทำให้มีความสุข เท่ากับการที่ใช้เงินซื้อประสบการณ์ เพราะการซื้อของ ไม่ว่าจะเป็นทีวี เครื่องเสียง รถ หรือ iphone ipad ทำให้เรามีความสุขได้เพียงไม่นาน เพราะว่าคนเรามักจะปรับตัวให้ชินได้ง่าย

เรียนรู้จากความทุกข์ที่อยู่นอกเหนือความควบคุมของเรา

By |2012-10-01T16:34:02+07:00January 9th, 2012|Categories: Food for Thoughts|Tags: , |

You do not have to suffer to learn. But if you don’t learn from suffering, over which you have no control, then your life becomes truly meaningless. --Frankl from Man’s search for meaning   คนเราไม่จำเป็นต้องเป็นทุกข์ก็เรียนรู้ได้ แต่ถ้าเราไม่เรียนรู้จากความทุกข์ที่เราไม่สามารถควบคุมได้ ชีวิตเราก็จะไม่มีความหมาย --แฟรงค์ จาก หนังสือ Man’s search for meaning   ถึงแม่้ว่าในหลายๆเรื่องเราจะควบคุมได้ แต่บางทีก็มีอะไรที่นอกเหนือการควบคุมของเราเกิดขึ้น หลายๆครั้งมันก็ทำให้เราเกิดความทุกข์ ถ้าเรารู้สึกว่าเราไม่สามารถทำอะไรกับสถานการณ์ได้ เราอาจจะยอมแพ้ หมดกำลังใจได้ แต่จริงๆแล้วถ้าเรามองให้ดี ทุกเหตุการณ์จะมีอะไรให้เราได้เรียนรู้ทั้งนั้น ช่วงนี้มีอะไรหลายๆอย่างเกิดขึ้นกับชีวิตที่เราควบคุมไม่ได้ ทำให้ต้องเตือนตัวเองว่า

“เรียนหนังสือ” หรือ “เรียนรู้”

By |2012-01-07T09:43:17+07:00January 7th, 2012|Categories: Food for Thoughts|Tags: , , , , , , |

ถึงแม้ว่าครูม่อนจะเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับการศึกษามาก และก็เป็นนักการศึกษาซะเองด้วย แต่บางทีก็อดคิดไม่ได้ว่าสังคมเราให้ความสำคัญกับ"การเรียนหนังสือ" มากกว่า "การเรียนรู้" หมายถึงว่า ถ้าใครอยากก้าวหน้า ก็เรียนต่อให้สูงๆ ทั้งๆที่บ่อยครั้ง ในกระบวนการการเรียนหนังสือของเรานั้น มันไม่ได้ทำให้เราเรียนรู้มากขึ้นสักเท่าไหร่ แต่ว่าทำไมเราต้องเสียเงิน เสียเวลาหลายๆปี เสียสุขภาพจิต เพื่อให้ได้ปริญญาสูงๆ ก็เพราะว่าสังคมเองก็ให้ความสำคัญกับมันนั่นแหละ แต่ว่าในเวลาที่เงินหายากอย่างนี้ บางทีก็ต้องคิดเหมือนกันว่ามันคุ้มหรือเปล่า เป้าหมายของเราคืออะไร? สิ่งที่เราอยากทำจำเป็นต้องมีปริญญาสูงๆไหม? เราอยากเริ่มต้นชีวิตจริงๆ (ทำงานตั้งตัว + แต่งงานมีลูก ถ้ายังไม่แก่เกิน) ตอนอายุเท่าไหร่? มีตังค์พอหรือเปล่า? อยากเรียนรู้จริงๆหรือเปล่า? และอีกที เป้าหมายเราคืออะไร? เป้าหมายเรายังเหมือนเดิมไหม? นั่นแหละที่ต้องถามตัวเอง

August 2011

ทำแล้วทำไม่ได้ ดีกว่าไม่ได้ทำ

By |2012-10-01T16:34:02+07:00August 26th, 2011|Categories: Food for Thoughts|Tags: , , , |

บางทีสิ่งที่เราคิดว่ายากหรือเป็นไปไม่ได้ อาจจะไม่ได้เป็นอย่างนั้นจริงๆ คนเรามักจะตั้งกำแพงขวางหน้าตัวเองไว้ ฟังสิ่งที่คนอื่นพูดมา แล้วเราก็มาคิดเอาเองว่าสิ่งที่เราอยากทำนั้นเป็นสิ่งที่ยากลำบาก ทั้งๆที่จริงๆแล้วอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดก็ได้ แต่ตัวเราเองนั่นแหละที่เอาสิ่งรอบตัวมาเป็นกำแพงกั้นตัวเองไม่ให้ไปถึงสิ่งที่เราฝันไว้ ถ้าคนอื่นบอกว่า เราไม่ได้เตรียมตัวพอ แล้วไง? คนอื่นบอกว่าเราไม่มีพรสวรรค์ แล้วไง? คนอื่นบอกว่าเขายังทำไม่ได้ แล้วไง? ถ้าเรายังไม่ได้ลองแล้วจะรู้หรือว่าเราทำได้หรือไม่ได้ หลายๆครั้งที่เวลาผ่านไปแล้วเราคงย้อนกลับมาคิดว่า สิ่งที่เราเคยคิดว่ายากๆน่ะ จริงๆแล้วก็ไม่ได้ยากสักหน่อย ทำไมตอนนั้นเราไม่ได้พยายามนะ? สิ่งที่เราคิดว่าทำไม่ได้น่ะ เรายังไม่เคยทำทั้งนั้น ทำให้เต็มความสามารถก่อนแล้วค่อยสรุปว่าเราทำไม่ได้จะดีกว่าไหม? เมื่อเราโตขึ้นแล้วจะรู้เองว่า “ทำแล้วทำไม่ได้ ดีกว่าไม่ได้ทำ” แ