December 2017

กระบวนการจำในสมอง (Memory)

By |2017-12-08T01:21:08+07:00December 8th, 2017|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , |

จะจำให้ได้ดี เราต้องเข้าใจเทคนิคการจำ Memorization techniques ซึ่งวิธีการจำในการเรียนภาษานั้นมีหลายวิธีด้วยกัน แต่ละวิธีก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไปค่ะ แต่ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจ ความจำ (memory) กันก่อนนะคะ ความจำมีสองระดับ คือ working memory กับ long-term memory Working memory คือ ความจำที่เราเอาไว้ใช้งานในขณะนั้น คล้ายๆเวลาเราใช้กระดาษทดนั่นแหละค่ะ working memoryมีจำกัด เหมือนเรามีกระดาษทดแค่แผ่นเดียว ถ้าทดเต็มแล้วก็หมด ขอกระดาษเพิ่มไม่ได้ Working memory นั้นประกอบไปด้วย short-term memory คือ ความจำระยะสั้น และก็ active processing ก็คือส่วนที่เอาshort-term memory มาประมวลผลนั้นเอง Long-term memory คือ ความจำระยะยาว เหมือนข้อมูลที่เราเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์นั่นเอง พอจะใช้ก็ไปดึงออกมาใช้ได้ กระบวนการจำว่ากันง่ายๆอย่างได้นี้ค่ะ Pathway เป็นอย่างนี้ค่ะ ตอนแรกเรารับรู้ (perceive) ก่อน รับรู้ทางได้ยินหรือทางการอ่านก็ได้ทั้งนั้น จากนั้นสิ่งที่เรารับรู้ก็จะถูกประมวลผล (process)

March 2012

เรียนภาษาแบบธรรมชาติ

By |2012-03-04T17:04:43+07:00March 4th, 2012|Categories: Food for Thoughts, เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , , , , , |

เวลาที่เด็กๆเรียนภาษาเนี่ยซับซ้อนกว่าที่เราคิดกันเยอะนะคะ ปกติเรามักจะเข้าใจกันว่าเด็กเล็กๆเรียนภาษาจากการที่ได้ฟังซ้ำๆจนรู้เรื่อง แต่ไม่ใช่ว่าเด็กๆจะแค่จำสิ่งที่ได้ยินเท่านั้น แต่ยังมีการสังเกตและจับรูปแบบของภาษา เช่น อย่างภาษาไทย เราพูดว่า “แมวสีขาว” “หมาตัวใหญ่” พอได้ยินหลายๆครั้งในหลายๆประโยค ในสมองเด็กๆจะจับหลักได้ว่า เราจะนำคำขยายไปไว้ข้างหลังคำนาม แต่ว่าไม่ใช่ว่าเด็กๆจะตัั้งใจคิดจับหลักภาษาแบบรู้สึกตัวนะคะ มันเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นในสมองโดยที่เราไม่รู้ตัว บางครั้งกฏหรือหลักที่เด็กๆคิด ก็อาจจะผิด แต่พอเอามาใช้แล้วก็จะได้รับการแก้ไขจากคนที่โตกว่า ทำให้สมองเรามาปรับหลักภาษาที่เคยคิดเอาไว้ ให้ถูกต้องมากขึ้นเรื่อยๆ น่าทึ่งใช่ไหมคะ สมองคนเราเนี่ย เวลาเราเรียนแบบธรรมชาติก็มักจะเรียนแบบนี้ทั้งนั้น แต่พอมาเข้าโรงเรียน เราใช้วิธีกลับกัน คือ เอากฏมาสอนก่อน แล้วค่อยเอาไปใช้จนจำได้ (ลองคิดถึงเวลาที่เราเรียนเลข เรียนฟิสิกส์ หรือแม้แต่ภาษาอังกฤษในโรงเรียนดูซิคะ) ทุกวันนี้ครูม่อนก็ยังสงสัยอยู่ว่าทำไมเราถึงเรียนแบบผิดจากธรรมชาติอย่างนั้น เท่าที่สันนิษฐานเอาก็คิดว่า ถ้าเรียนแบบธรรมชาติ ต้องใช้เวลาค่อนข้างมากในการเจอประโยคเยอะๆ เจอคำเยอะๆ จนจับหลักได้ แต่ถ้าเอาหลักมาบอกเลย จะทำให้เร็วขึ้น แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันนะคะว่าจะตรงแค่ไหน บางทีเราลองกลับไปเรียนแบบธรรมชาติกันบ้่างก็อาจจะดีไม่น้อยเลย

February 2012

ผู้ใหญ่ก็เรียนคำศัพท์ได้เร็วเหมือนเด็กๆ

By |2012-02-29T11:29:42+07:00February 29th, 2012|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , , |

วันนี้อ่านบทความวิชาการได้เรื่องน่าสนใจมาอันหนึ่ง คือ นักวิจัยพบว่ายังไม่มีหลักฐานอะไรที่มายืนยันว่าเด็กเรียนคำศัพท์ได้เร็วกว่าผู้่ใหญ่ ผู้เขียนกล่าวว่า ถ้าให้ผู้ใหญ่ไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นภาษาใหม่ ได้ฟังได้พูดภาษานั้นตลอดเวลา เหมือนตอนที่เด็กๆเรียนภาษาแม่ ผู้ใหญ่ก็สามารถเรียนศัพท์ได้เร็วไม่แพ้เด็กๆเหมือนกัน แต่ที่เรามักจะคิดกันว่าผู้ใหญ่เรียนศัพท์ได้น้อย ก็เพราะว่าปกติแล้วพอเริ่มโตขึ้นมาหน่อย จำนวนคำที่เราเรียนรู้แต่ละคำจะลดลง ปกติแล้วเด็กๆตั้งแต่ 16 เดือนจะเรียนได้อย่างน้อยวันละสิบคำแล้วจะยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆค่ะ แต่พอเราเป็นผู้ใหญ่ เราก็เห็นว่าตัวเองไม่ได้เรียนรู้ศัพท์อะไรใหม่ทุกๆวัน ผู้เขียนให้เหตุผลว่า คำศัพท์มันไม่มีให้เรียนแล้วต่างหาก หมายถึงว่า ในชีวิตประจำวันของผู้ใหญ่ไม่ค่อยได้เจอคำใหม่ๆเลยไม่ได้เรียนรู้ ต่างกับเด็กๆที่ทุกๆวันเจอศัพท์ใหม่ๆเป็นสิบเป็นร้อยคำค่ะ แหงล่ะ มีนักวิชาการบางคนที่ไม่เห็นด้วย และเชื่อว่าเด็กมีกลไกบางอย่างที่ทำให้เรียนได้เร็วกว่าผู้ใหญ่ (ในบทความนี้เน้นว่าเฉพาะการเรียนคำศัพท์นะคะ ไม่เกี่ยวกับอย่างอื่น เพราะบางอย่างเช่น สำเนียงนั้น เด็กๆได้เปรียบกว่าอยู่แล้วค่ะ) แต่ไม่ว่าจะยังไง ก็ทำให้เราได้คิดนะคะว่า ถ้าเราลองเอาศัพท์ภาษาที่เราอยากเรียนมาอยู่รอบตัว ให้เราได้ฟัง ได้อ่าน ได้พูดบ่อยๆ เราก็คงเรียนได้ไม่แพ้เด็กๆเหมือนกัน   อ้างอิง: Bloom, P. (2001). Precis of "How children learn the meanings of words". Behavioral and Brain Sciences, 24,

เรียนภาษาตอนโตก็ใช่ว่าจะเก่งไม่ได้

By |2012-02-18T15:42:23+07:00February 18th, 2012|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , |

เรามักจะคิดว่าเราเรียนเท่าไหร่ก็จำไม่ได้ซะที แต่จริงๆแล้วเราลืมไปว่าเด็กๆต้องเรียนกันมากแค่ไหนกว่าจะจำได้ ตอนเรียนภาษาจีน ครูม่อนรู้สึกว่าจำตัวอักษรไม่ได้ซะที รู้สึกแย่มากๆ ลองถามเพื่อนๆคนจีนว่าตอนเด็กๆเขาเรียนกันยังไง จะได้ทำบ้าง เขาบอกว่าตอนประถม ตั้งแต่ปอหนึ่งถึงปอหกต้องเขียนตัวอักษรตลอด ทุกปีต้องจำให้ได้อย่างน้อยสองสามร้อยตัว จริงอยู่ที่เด็กจีน ได้เปรียบเพราะว่าเขาพูดได้แล้ว แค่เชื่อมโยงตัวอักษรกับเสียงและความหมาย แต่ก็ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่ต้องพยายามเลย อย่างภาษาอังกฤษ เวลาครูม่อนถามเพื่อนที่ไม่ได้เรียนปริญญาโทปริญญาเอก เรื่องแกรมมา หรือวิธีการเขียน หลายๆครั้งเพื่อนๆก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน เพราะเรื่องที่ยากขึ้น เขาเองก็ต้องใช้เวลาในการเรียนเรื่องพวกนี้เหมือนกัน ถึงแม้จะเป็นภาษาแม่ก็ตาม (ลองคิดดูว่า ถ้ามีคนมาถามเรื่องการใช้ราชาศัพท์ เราก็อาจจะตอบไม่ได้มาก เพราะเรื่องพวกนี้ แม้ว่าเราจะเป็นภาษาแม่ เราก็ต้องใช้เวลาเรียนเหมือนกัน) ถ้าเราเตีอนให้ตัวเองคิดถึงเรื่องนี้ได้บ้าง เราน่าจะมีกำลังใจขึ้น อยากตั้งใจ อยากพยายามมากขึ้นเหมือนกันนะ ------------------------------------------- ครูม่อนสังเกตเห็นว่าในบล็อคมีคนอ่านเรื่องการเรียนภาษาอังกฤษเยอะมาก ครูม่อนก็อยากเขียนให้อ่านกันอีก แต่ไม่่แน่ใจว่า ผู้อ่านอยากอ่านแนวไหนกันแน่ อยากได้เป็นวิธีการเรียน หรืออยากได้เป็นเนื้อหาเป็นตอนๆไป หรือว่าอยากได้การเตรียมตัวสอบต่างๆ ใครมีข้อเสนอแนะอะไรก็คอมเมนต์ได้เลยนะคะ หรือถ้าคิดไม่ออกว่าจะเสนออะไร ก็ตอบแบบสอบถามข้างล่างก็ได้ค่ะ Online Surveys - Zoomerang.com

นิสัย 3 อย่างที่ทำให้เก่งภาษา

By |2012-02-17T12:14:22+07:00February 17th, 2012|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , |

ช่างสังเกต ไม่ว่าจะไปเที่ยวหรืออยู่เมืองไทย ถ้าเราช่างสังเกต เราจะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆเยอะเลย แถมยังสนุกด้วย สังเกตป้ายตามถนน ป้ายโฆษณา มีภาษาให้เราเรียนเยอะแยะไปหมด ไม่ต้องตั้งใจเรียนก็ยังได้ความรู้ค่ะ   ช่างสงส้ย สังเกตแล้วก็ต้องสงสัยด้วย เวลาไปเจอคำที่ไม่รู้จัก ก็สงสัยว่าแปลว่าอะไร แหงล่ะ ขี้เกียจเปิดดิก ณ เวลานั้นๆใช่ไหมคะ ลองเดาดูสิิ จากรากศัพท์ จากคำภาษาไทยข้างๆ จากบริบท แล้วค่อยไปหาความหมายทีหลังอีกที แบบนี้ยิ่งจำแม่นเพราะเราเก็บความสงสัยไว้ในใจนาน ได้คิด พอได้รู้ความหมายจริงๆ เราก็จะจำแม่นเลย  แต่ถ้าให้ดีนะคะ สมัยนี้มีไอโฟน มี 3G เปิดหาความหมายทันทีเลยยังได้ ลองบ่มเพาะนิสัยที่ว่าพอเห็นอะไรแล้วสงสัย ทนไม่ได้ ต้องหาคำตอบเลย ก็มันส์ดีอีกแบบนะคะ   ช่างเปรียบเทียบ ปกติแล้วการเปรียบเทียบจะไม่ดี ถ้าเราเอาตัวเองไปเทียบกับคนอื่น แต่ว่าในการเรียนภาษา ถ้าเราสงสัยอะไรแล้ว ลองเปรียบเทียบกับสิ่งที่เรารู้แล้วซิคะ เช่น เรียนภาษาเยอรมัน เวลาเจอคำใหม่ก็ลองเอาไปเปรียบเทียบกับภาษาอังกฤษที่เรารู้แล้วดู เผื่อจะทำให้เราเดาได้  หรือว่าเวลาเรียนรูปแบบประโยคภาษาอังกฤษใหม่ๆก็เอามาเปรียบเทียบกับภาษาเราดูซิ การที่เรารู้ว่ามันต่างกันตรงไหน จะทำให้เราจำได้แม่นขึ้นค่ะ   ------------------------------------------------------- ครูม่อนสังเกตเห็นว่าในบล็อคมีคนอ่านเรื่องการเรียนภาษาอังกฤษเยอะมาก ครูม่อนก็อยากเขียนให้อ่านกันอีก แต่ไม่่แน่ใจว่า

เป็นอัจฉริยะจากการฝึกทำปริศนาปัญหาเชาวน์ (puzzle)- (3)

By |2012-02-04T10:55:07+07:00February 4th, 2012|Categories: Food for Thoughts, เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , , , |

ถ้ารู้ด้วย common sense ว่าคนเก่งอีกด้านไม่จำเป็นต้องเก่งอีกด้านเสมอไป แต่เราก็ยังเชื่อว่าการเล่นปัญหาปริศนาจะทำให้เราฉลาดได้ ครูม่อนเองก็เคยคิดอย่างนั้นเหมือนกันคะ ก็เล่นไปลับสมอง ก็น่าจะเก่งขึ้น การเล่นเกมส์ปริศนาบ่อยๆ จะทำให้เราเล่นเกมส์นั้น หรือแก้ปัญหาแบบนั้นเก่งขึ้น แต่ไ่มได้ทำให้เราเป็นอัจฉริยะขึ้นมาหรอกนะคะ (ในทางกลับกัน คนที่แก้เกมส์ปริศนาได้ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นอัจฉริยะเสมอไป) มีงานวิจัยในบราซิลพบว่า เด็กที่ทำปัญหาเลขบนกระดาษในห้องเรียนไม่ได้ แต่ว่าเป็นเด็กที่จนต้องขายของตลอด พอให้ทำปัญหาคล้ายกัน แต่เป็นในลักษณะการซื้อของทอนเงินกลับทำได้เก่งอย่างไม่น่าเชื่อ ในขณะที่เด็กที่ทำโจทย์ในห้องเรียนได้ พอให้ไปซื้อของทอนเงินกลับทำได้ไม่ดีหรือทำไม่ได้เลย  ซึ่งงานวิจัยนี้ทำให้เห็นถึงปัญหาของระบบการศึกษาว่า ยังขาดการส่งเสริมให้นักเรียนนำเอาสิ่งที่เรียนไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ๆได้ รู้อย่างนี้แล้ว อยากเก่งอะไรก็หาความรู้และฝึกด้านนั้นนะคะ ไปฝึกอ้อมๆอาจจะไม่ได้ผล และก็อย่าให้คนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนึง มาหลอกเราว่าเก่งอีกด้านนึงด้วยละ   อ้างอิง Bruer, J. (1993). Schools for thought. (pp. 1-80). Cambridge, MA: MIT Press.

January 2012

เป็นอัจฉริยะจากการฝึกทำปริศนาปัญหาเชาวน์ (puzzle)- (2)

By |2012-01-30T12:58:11+07:00January 31st, 2012|Categories: Food for Thoughts, เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , , , , |

ก่อนที่จะเฉลยปัญหาครั้งที่แล้ว ครูม่อนจะขอทวนความจำที่ได้เขียนแนะนำเรื่องผู้เชี่ยวชาญ(expert)และมือใหม่(novice)เอาไว้แล้ว การเรียนนั้นก็คือการเปลี่ยนจากมือใหม่ให้เป็นผู้เชี่ยวชาญ โดยที่ความแตกต่างระหว่างมือใหม่และผู้เชี่ยวชาญนั้น ไม่เพียงแต่ปริมาณความรู้้ในสาขาเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่การจัดระบบข้อมูลในสาขานั้นๆด้วย สิ่งต่อมาที่เราต้องคำนึงถึงก็คือ transfer คือการนำเอาความรู้้ที่มีอยู่ไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ (จะเป็นในสาขาหรือต่างสาขาก็ได้) ถามว่า คนที่เก่งในเรื่องหนึ่ง จะต้องเก่งในอีกเรื่องหนึ่งหรือเปล่า ลองคิดจากคนที่เรารู้จักก็ได้นะ ถ้าคนเก่งเลขจะเก่งภาษาด้วยไหม เซียนชีวะจะเก่งสังคมด้วยหรือเปล่า แค่เราลองคิดดูง่ายๆอย่างนี้ ก็รู้แล้วว่ามันไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างนั้นเลย คนที่เก่งในสาขาหนึ่งก็เพราะเขามีความรู้และประสบการณ์ในสาขานั้นเยอะ แต่ถ้าเขาไม่ได้มีความรู้ในสาขาอื่นอย่างเพียงพอเขาก็ไม่ถือเป็นผู้เชี่ยวชาญในอีกสาขาหรอกคะ แต่เราต้องยกเว้นกรณีที่เป็นต่างสาขาก็จริง แต่มีหลายอย่างที่ใช้ความรู้และระบบความคิดร่วมกัน เช่น คนเก่งฟิสิกส์ ก็มักจะเก่งเลขด้วย เพราะมีส่วนที่นำมาใช้ด้วยกันได้ คนที่เก่งภาษาหนึ่งก็มักจะเรียนภาษาอื่นที่ใกล้เคียงกันได้ไม่ยากเพราะมีคำและหลักภาษาคล้ายๆกัน กลับมาที่ปัญหาของเรากันคะ ถามว่าการวางแผนในหมากรุก กับการวางแผนปัองกันเมืองนั้น มีความรู้ส่วนที่เหมือนกันเยอะหรือเปล่า ถ้าเป็นเมืองเรา เราจะวางใจให้คนที่ไม่มีความรู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เรื่องทหาร เรื่องพลเมือง มาจัดการเมืองหรือเปล่า อันนี้ก็แล้วแต่สติปัญญาของแต่ละคนแล้วนะคะ (แต่จะว่าไปเราก็เห็นอยู่เยอะนะที่เอาคนเก่งด้านนึง ไปบริหารอีกกระทรวงนึง ไม่รู้ว่าเอาเหตุผลอะไรมาอ้างเนอะ)  

จำยังไงให้เหมือนผู้เชี่ยวชาญ (2)

By |2012-01-28T13:31:58+07:00January 28th, 2012|Categories: Food for Thoughts, เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , , , , |

อีกตัวอย่างหนึ่งของความจำที่แตกต่างกันของคนเก่งกับคนเพิ่งเริ่ม ก็คือ เซียนหมากรุกคะ  ถ้าถามว่าเซียนต่างกับคนเพิ่งเริ่มเล่นยังไง หลายๆคนก็อาจจะคิดว่า เซียนคงวางแผนไปไกลหลายตา กว่าคนที่เพิ่งเห็นเล่น แต่จริงๆแล้วมีคนศึกษาแล้วพบว่าเซียนก็ไม่ได้วางแผนไปไกลกว่ามือใหม่สักเท่าไหร่ แต่การจัดระบบความรู้ต่างกันคะ สำหรับคนที่เล่นเก่งแล้ว จะสามารถจำแบบ (pattern) ต่างๆของหมากรุกได้ แต่คนที่เพิ่งเริ่มเล็ก ยังมองpatternแบบนั้นไม่ออก เลยต้องมองเป็นตัวๆไป ทำให้การวางแผนไม่ซับซ้อนเท่าเซียนคะ ถ้าครูม่อนอยากเป็นเซียนหมากรุกมั่งคงต้องฝึกกันอีกนานคะ อย่าว่าแต่การจัดระบบความรู้เลย แค่ตัวความรู้เรื่องหมากรุกแทบจะเป็นศูนย์เลยคะ   อ้างอิง Bruer, J. (1993). Schools for thought. (pp. 1-80). Cambridge, MA: MIT Press.