July 2011

แนะนำiphone app Vocab Ahead GRE/SAT เอาไว้ท่องศัพท์เตรียมสอบGRE/GMAT/TOEFL ค่ะ

By |2011-07-10T19:16:13+07:00July 10th, 2011|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , , , |

ต้องขออภัยด้วยที่หายหน้าหายตาไปนานพอสมควรนะคะ ตอนนี้ใกล้จะกลับเมืองไทยแล้ว คิดแล้วก็ใจหายเหมือนกัน กลัวจะลืมภาษาจีนที่เรียนมา แต่อีกใจหนึ่งก็เริ่มคิดว่าต้องทบทวนภาษาอังกฤษแล้วเพราะจะต้องเริ่มเรียนปริญญาเอกแล้ว อาทิตย์ได้ฤกษ์สอบภาษาจีนเสร็จซะที ว่างๆเลยลองหาอะไรหนุกๆมาทบทวนศัพท์GRE เลยไปเจอappอันนึงเจ๋งมาก คิดว่าต้องมาแนะนำผู้อ่านกันค่ะ วิธีจำศัพท์ให้ดีก็คือ ต้องจำในcontext คือควรจำจากประโยค ให้เข้าใจจากประโยคเลย ไม่ใช่จำแต่คำแปลค่ะ และtrickที่ช่วยยิ่งกว่านั้นก็คือ ถ้าคิดเป็นภาพในใจได้จะยิ่งช่วยทำให้จำได้ดียิ่งขึ้น Appนี้ทำทั้งสองอย่างเลยค่ะ คือมีภาพให้ด้วย แล้วก็ให้ตัวอย่างประโยคด้วย และก็มีฝรั่งอ่านออกเสียงให้เราด้วย ซึ่งดีมากๆเพราะส่วนใหญ่คำGREมันยาก เราจะออกเสียงไม่ค่อยถูก และถ้าใครอยากได้คำแปลภาษาไทยก็สามารถกดให้แปลได้ค่ะ แต่แปลอาจจะผิดบ้าง (คิดว่าใช้google translatorนะ แต่รวมๆแล้วก็ถือว่าดีล่ะค่ะ) แต่ยังไงก็ตามเวลาเราท่องเราก็ไม่ค่อยได้ใช้แปลภาษาไทยอยู่แล้ว(หรือยังไงก็ไม่ควรใช้ค่ะ ฝึกไว้) โปรแกรมก็จะมีให้เลือกQuiz ถ้าตอบถูก คำคำนั้นก็จะเปลี่ยนไปอยู่ในกลุ่มคำที่masteredแล้ว ส่วนคำที่ตอบไม่ถูกก็จะอยู่กลุ่มที่don’t know ครูม่อนคิดว่าตอบถูกแค่ครั้งเดียวไม่น่าจะถือว่าmastered น่าจะมีการให้ตอบซ้ำหลายๆครั้งเป็นspace-repetition แต่ยังไงก็ตามก็ถือว่าappนี้ใช้ได้สมราคาแล้วล่ะค่ะ ถือซะว่าเหมือนซื้อหนังสือเล่มนึง ถ้าคำไหนที่เรียนผ่านไปแล้วเราไม่แน่ใจหรือลืมก็มาซ้ำอีกครั้งหนึ่งได้  คิดว่าเป็นโปรแกรมที่ดีมากๆเพราะทำให้เข้าใจศัพท์ได้เร็วขึ้นมากๆ ดีกว่าท่องโดยไม่มีภาพและมีประโยคน้อยกว่า เสียดายที่ตอนที่ครูม่อนสอบGREตอนนั้นยังไม่มีiphoneเลยยังไม่ได้ใช้โปรแกรมนี้ ส่วนใครที่ไม่ได้สอบGRE แต่สอบTOEFL ก็ใช้อันที่เตรียมสอบSAT ก็ได้เหมือนกันเพราะเป็นศัพท์ที่ออกสอบในโทเฟลพอสมควรค่ะ ว่างๆนั่งทำquizเล่นๆสนุกดีค่ะ ฝึกภาษาจะได้ใช้ศัพท์คล่องๆ

May 2011

คนจีนขยันเรียนภาษาอังกฤษ(มาก)

By |2011-05-03T20:26:13+07:00May 3rd, 2011|Categories: Food for Thoughts, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , |

ที่ประทับใจมากๆเวลาไปแวะเวียนร้านหนังสือที่เมืองจีน ก็คือ เห็นได้ชัดเลยว่า คนจีนเขาขยันกันมากแค่ไหน ถึงแม้ว่าคนจีนจะบอกว่าตัวเองไม่ค่อยเก่งภาษาอังกฤษ ซึ่งจะว่าไปก็อาจจะจริง ในส่วนที่ว่าเขาไม่กล้าใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร ไม่กล้าพูดไม่กล้าคุย แต่ถ้าเรื่องอ่านเรื่องเขียนแล้วล่ะก็เขาเก่งมากทีเดียว ให้อ่านบทความยากๆหนังสือยากๆเขาทำได้แทบจะเหมือนเจ้าของภาษาเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่นักเรียนนักศึกษาบ้านเรายังทำไม่ได้  หลักฐานหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าเขาขยันก็คือ เวลาไปร้านหนังสือ จะเห็นหนังสือสองภาษา เยอะมากๆ ย้ำว่าเยอะมากจริงๆ แล้วก็วางอยู่ตรงกลางร้านที่ที่คนซื้อหนังสือเยอะๆด้วย ไม่ใช่ไปหลบๆอยู่ตามซอกเหมือนบ้านเรา  เขามีทุกรูปแบบเลย ไม่ว่าจะเอาหนังสือคลาสสิก หนังสือร่วมสมัย หนังสือใหม่ๆ ประวัติบุคคลสำคัญ บทความนิตยสาร หรือแม้แต่ข่าวจากThe New York Times ก็มีเอามาแปล วิเคราะห์ให้อ่านกัน ซึ่งเนื้อหาแต่ละเล่มก็หนักๆไม่ใช่น้อย ที่ทึ่งคือปริมาณของหนังสือเล่านี้ที่มีให้เลือกในร้านแสดงให้เห็นว่ามีคนอ่านกันเยอะแค่ไหน คนไทยเราจะมัวแต่ชะล่าใจกันคงจะไม่ได้แล้วล่ะค่ะ ต้องขยันแข่งกับคนจีนได้แล้วนะ^^

January 2011

แนะนำหนังสือ Guns, Germs, and Steel: The Fates of Human Societies by Jared Diamond

By |2011-01-17T00:02:33+07:00January 17th, 2011|Categories: Food for Thoughts|Tags: , , , , |

เล่มนี้เพื่อนแนะนำให้ไว้นานแล้ว แต่ยังไม่ได้อ่านซะที จนกระทั่งเมื่อคืนอยากหาหนังสือดีๆมาอ่านเลยหยิบเล่มนี้มา  อ่านแล้วทึ่งจริงๆ ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่มีมาหลายพันปี ถ้าถามว่าทำไมสังคมถึงได้พัฒนามาแบบนี้ ทำไมถึงเป็นคนยุโรปที่ได้คิดค้นสิ่งประดิษฐ์และความก้าวหน้าต่างๆจนกระทั่งถือเป็นผู้นำของโลกในปัจจุบัน? เป็นเพราะคนยุโรปฉลาดกว่าเหรอ?  หนังสือเล่มนี้อธิบายว่าไม่ใช่เป็นเพราะความฉลาด หรือความแตกต่างทางเชื้อชาติ แต่น่าจะเป็นเพราะความแตกต่างทางภูมิศาสตร์มากกว่า  มีหลายเหตุผลที่ผู้เขียนชี้แจงให้เราได้เห็นว่าทำไมภูมิศาสตร์ถึงมีส่วนสำคัญในการกำหนดว่าคนกลุ่มไหนที่จะมีโอกาสสร้างสรรค์อารยธรรมได้ง่ายกว่ากลุ่มอื่นๆ  ที่สำคัญๆ ก็เห็นได้จากชื่อหนังสือค่ะ Guns อาวุธ ถือเป็นส่วนที่สำคัญว่าคนจากสังคมไหนจะชนะคนอีกกลุ่มหนึ่ง เรามักจะคิดกันว่า คนที่คิดอาวุธได้ก็เป็นเพราะฉลาดกว่า แต่ผู้เขียนได้แสดงให้เห็นว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งเสริมให้คนกลุ่มหนึ่งคิดอาวุธได้ในขณะที่อีกกลุ่มคิดไม่ได้ โดยที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความฉลาดเลย   อีกปัจจัยหนึ่งคือ Germs ซึ่งก็คือ เชื้อโรคนั่นเอง  ต้องยอมรับว่าถึงแม้จะเรียนหมอมา แต่ม่อนก็ไม่ได้คิดถึงเชื้อโรคว่าเป็นตัวกำหนดประวัติศาสตร์โลกเลย  แต่ในหนังสือเล่มนี้ ได้ให้ความเหตุไว้ว่า คนกลุ่มไหนที่ทำการเกษตรได้ ก็จะอยู่กันเป็นกลุ่มหนาแน่น รวมทั้งการทำปศุสัตว์ ทำให้สังคมเหล่านี้มีการติดเชื้อโรคจากสัตว์และพัฒนามาเป็นโรคระบาดในคน ทำลายล้างคนในสังคม จนเหลือเพียงแต่คนที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคเหล่านั้น ตัวอย่างได้แก่  โรคไข้ทรพิษในยุโรป  ซึ่งเมื่อโรคเหล่านี้ผ่านไปแล้ว แต่พอคนยุโรปไปตั้งรกรากที่อเมริกา ก็นำโรคเหล่านี้ไปติดคนท้องถิ่นซึ่งไม่เคยได้สัมผัสกับโรคเหล่านี้มาก่อน  แต่ในทางกลับกัน โรคจากทางอเมริกา ไม่ได้ไปติดคนยุโรปก็เพราะว่าที่อเมริกาเมื่อก่อนเป็นชนเผ่าแบบ hunter-gatherer ไม่ได้ทำฟาร์ม จึงอยู่กันเป็นกลุ่มเล็กๆ ไม่หนาแน่นพอที่จะทำให้เกิดโรคระบาดใหญ่ได้  ผู้เขียนสรุปว่า คนอินเดียนท้องถิ่นเดิมของอเมริกานั้นตายด้วยโรคระบาดมากกว่าตายจากสงครามกับคนยุโรปมากมายนัก   ในขณะเดียวกัน ประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเรา มีโรคท้องถิ่นที่อันตราย เช่น มาลาเรีย เป็นต้น

September 2010

อ่านหนังสือเตรียมสอบ เริ่มตรงไหนดี

By |2010-09-21T23:37:39+07:00September 21st, 2010|Categories: เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , , |

ในฐานะที่ผ่านการสอบมาเยอะ ม่อนรู้ว่าเวลาอ่านหนังสือสอบ ไม่ว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย สอบทุน สอบโทเฟล GRE หรือสอบอะไรก็ตาม มันจะรู้สึกเหมือนหลงทาง ไม่รู้จะเริ่มจากตรง เล่มนี้ก็ต้องอ่าน ตรงนั้นก็ต้องทวน เลยพาลให้ไม่อยากอ่านซะอย่างนั้น แล้วเราก็ชอบที่จะผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ เพราะเราไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน ก็เลยไม่เริ่มซะเลยดีกว่า  วิธีแก้วิธีหนึ่งก็คือ ไปหาหนังสือที่เราจะอ่านเนี่ยแหละค่ะสักเล่มหนึ่ง(ที่เราคิดว่าดี สมควรแก่การอ่านด้วยนะ) พวกหนังสือเตรียมสอบเนี่ยแหละค่ะใช้ได้ดีมาก แล้วก็นั่งอ่านไปเลยตั้งแต่หน้าแรกนั่นแหละ วันละนิดวันหน่อย ไปเรื่อยๆ พออ่านไปสักพักเราจะเริ่มมีกำลังใจ ทำให้มีแรงอ่านต่อไปเรื่อยๆ  ประมาณว่า พอเราอ่านได้สำเร็จสักขั้นหนึ่ง เราจะมีกำลังใจ มีแรงผลักดันให้อ่านต่อค่ะ ลองทำดูนะคะ ได้ผลหรือไม่อย่างไร ก็เล่าสู่กันฟังได้ค่ะ

June 2010

ฝึกตัวเองให้เป็นคนรักการอ่าน เริ่มจากอะไรก่อนดี

By |2010-06-21T21:06:21+07:00June 21st, 2010|Categories: เทคนิคการเรียน|Tags: , , |

มีหลายคนชอบถามว่า เริ่มเข้ามาชอบอ่านหนังสือได้อย่างไร ถ้าไม่นับที่พ่อแม่ชอบซื้อหนังสือให้อ่านตั้งแต่เด็กๆ ก็คงยกความดีส่วนหนึ่งให้นิตยสารสรรสาระ(Reader's digest)ค่ะ  สรรสาระเป็นนิตยสารที่แปลมาจากภาษาอังกฤษ โดยจะเป็นการนำเรื่องที่น่าสนใจในหลายๆด้านมาเขียนให้อ่านง่ายๆเหมาะกับคนทั่วไป ถ้าใครไม่เคยเห็นก็ลองไปดูที่แผงหนังสือทั่วไปก็มีค่ะ เล่มละ 110 บาท (นี่ไม่ได้ค่าโฆษณานะคะ แต่แนะนำจากประสบการณ์) จำได้ว่าเริ่มอ่านตอนอยู่ มอต้น เพราะเพื่อนที่โรงเรียนเอามาอ่าน เห็นว่ามีเรื่องราวหลายด้านดี ก็คิดว่าน่าสนใจ ตอนแรกก็อ่านอยู่ไม่กี่เรื่องหรอกค่ะ ยืมเพื่อนบ้าง ซื้อเองบ้าง พออ่านไปเรื่อยๆ ก็ทำให้รู้สึกว่าโลกเรามีเรื่องราวที่น่าสนใจอยู่อีกตั้งเยอะ บางด้านเราคิดไม่ถึง แต่ก็กลับมีเรื่องน่าสนใจให้เรียนรู้  พออ่านไปเรื่อยๆ เราก็จะเจอเรื่องที่เราสนใจมากๆ พอสนใจมากๆที่สรรสาระเอามาให้อ่านก็ไม่พอตอบสนองความอยากรู้ของเรา แต่เวลาสรรสาระเขาเอาเรื่องจากที่ไหนมา เขาจะบอกด้วยว่าเขาเอามาจากไหน (ซึ่งเป็นนิสัยที่เราควรจะฝึกไว้นะคะ ถือเป็นการให้เกียรติกับคนเขียนคนแรก) ม่อนเลยไปค้นคว้าเพิ่ม ซึ่งหนังสือที่สรรสาระอ้างอิงส่วนมากก็เป็นภาษาอังกฤษ  แต่ในเมื่อเราอยากรู้ ก็ต้องอ่าน ทำให้อ่านหนังสือภาษาอังกฤษเก่งไปเลยค่ะ   ม่อนคิดว่าข้อดีหลัก ของ สรรสาระก็คือ การทำให้เราให้exploreความรู้ในหลายๆด้าน เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการค้นหาว่าตัวเองชอบอะไร  ถ้าใครยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ยิ่งจำเป็นที่จะต้องทำให้โลกของตัวเองกว้างมากยิ่งขึ้น เพราะยิ่งรู้โลกกว้างขวาง โอกาสที่จะเจอสิ่งที่เราชอบก็มีมากตามไปด้วย     ยิ่งไปกว่านั้นสรรสาระจะมีเรื่องราวที่น่าประทับใจของคนทั่วๆไปอย่างเราๆ  ที่อ่านแล้วทำให้เรามีกำลังใจขึ้นเยอะ ม่อนเลือกอ่าน Reader’s Digest ภาคภาษาอังกฤษมานานแล้ว ไม่ค่อยได้อ่านภาคภาษาไทยนอกจากว่าจะมีเรื่องพิเศษของประเทศไทยที่ไม่มีในฉบับภาษาอังกฤษ ฉะนั้นถ้าใครภาษาอังกฤษดีก็แนะนำให้อ่านภาคภาษาอังกฤษดีกว่าค่ะ จะได้ฝึกภาษาไปด้วย