April 2019

อธิบายขนาดของผลลัพธ์ adj.+ effect

By |2019-04-09T05:34:56+07:00April 9th, 2019|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , |

เวลาเขียนรายงานเรามักจะต้องสรุปผลว่าการทดลองนั้นมีผลมากน้อยแค่ไหน มาดูกันว่าเราใช้ adjective อะไรได้บ้าง n. effect  ผลลัพธ์ significant considerable substantial notable sizable คำเหล่านี้พอเอามาขยายeffect หมายถึงว่ามีผลเยอะพอสมควร เราจะทำเป็นประโยคก็ได้ The effect is significant/considerable/substantial/notable/sizable. ที่เราต้องใช้คำพวกนี้เพราะว่าบางทีตัวเหตุมันส่งให้มีผลก็จริง แต่ผลอาจจะน้อยมากๆจนไม่มีความหมาย เราถึงต้องอธิบายให้ชัดว่าผลที่เราพูดถึงนี้มันเยอะพอสมควรนะ Significant จะเจอบ่อยมาก เวลาเขียนต้องระวังตรงที่บางสาขาวิชาจะใช้คำนี้เมื่อผลสถิติออกมา significant Considerable จำง่ายๆว่า ก็ผลเยอะขนาดต้องมาconsider Substantial  จำว่า substance คือ สสาร  จะเป็นสสารได้ก็ต้องมีผลเยอะ Notable จำว่า note ก็คือจด  -ableก็แปลว่า น่าจำได้  สิ่งที่น่าจำได้ก็ต้องมีผลเยอะ Sizable  จำว่า size คือขนาด  -able ก็ขนาดใหญ่มีผลเยอะ Q:เพื่อนๆคิดว่ามีคำไหนที่เราเอามาใช้ขยาย effect ได้อีกบ้างคะ   #learnenglish #learnenglishonline #academicwriting

เรียนฟรี คอร์สเตรียม Academic writing สำหรับเรียนต่อต่างประเทศ

By |2019-04-16T11:13:35+07:00April 2nd, 2019|Categories: Featured, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , , , |

มินิคอร์สอันนี้ตั้งใจให้คนที่อยากไปเรียนต่อปริญญาโทปริญญาเอกที่ต่างประเทศ หรือโปรแกรมอินเตอร์ในประเทศไทย จะไปเรียนต่อทั้งทีอย่าให้ภาษามาเป็นอุปสรรคเลยดีกว่าค่ะ คนที่ตั้งใจจะเรียนต่อดีกรีที่เป็นภาษาอังกฤษคงรู้อยู่แล้วว่าจะมีงานเขียนเยอะมาก ถ้าจะเรียนให้จบให้ได้เกรดดีๆ ต้องเขียนให้ดี แต่ว่าเรียนแค่ภาษาอย่างเดียวมันไม่พอ แค่สอบโทเฟล IELTS ผ่านมันไม่พอ ต้องรู้ให้มากกว่านั้น มินิคอร์สนี้จะให้ความรู้จากวงในจากคนที่ผ่านมาแล้ว เป็นความรู้ที่สำคัญแต่ไม่ค่อยมีใครสอน พอไปเรียนถึงได้รู้ว่ามันสำคัญมาก ผู้เรียนคอร์สนี้จะได้ความรู้ที่สำคัญเกี่ยวกับการเรียนต่อต่างประเทศ เรื่องภาษาอะไรที่เราต้องเตรียมตัว จะเรียนแข่งกับเจ้าของภาษาได้ยังไง และเคล็ดลับอื่นๆที่จะช่วยให้เรียนจบได้โดยไม่ต้องไปลองผิดลองถูกเอง ถ้าสนใจ คลิกแล้วเรียนได้เลยค่ะ Enroll for free

May 2018

ใช้obsessionมาช่วยให้เก่งอังกฤษ

By |2019-04-16T11:41:56+07:00May 24th, 2018|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , |

คำว่า  obsession (n) นั้นมักจะมีความหมายไปในทางลบ  มักจะหมายถึงการหมกมุ่นเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเกินไป  ทางการแพทย์มีโรค obsessive compulsive disorder หรือที่รู้จักกันว่า OCD ซึ่งก็คือการที่คิดเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเกินไปจนควบคุมความคิดนั้นไม่ได้ ทำให้ส่งผลต่อการกระทำด้วย แต่ถ้าobsession ในขนาดที่พอดีๆ ไม่กระทบต่อด้านอื่นๆของชีวิต (ครูม่อนขอเรียกว่า healthy obsession) ครูม่อนเห็นจากคนที่เรียนภาษาหลายๆคนว่ามันมีประโยชน์เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น ครูม่อนมีเพื่อนที่ชอบละครและดาราไต้หวันมากๆ จนเป็นแรงผลักดันให้เรียนภาษาจีน จนตอนนี้เก่งคล่องไปเลย  อีกคนชอบอาหารฝรั่งเศสมากๆ จนไปเรียนภาษาฝรั่งเศสเพื่อไปเรียนทำอาหารที่ฝรั่งเศส ในงานวิจัยปริญญาเอกของครูม่อนเอง ครูม่อนทำการสัมภาษณ์นักเรียนมอปลายที่เมืองไทยมากกว่า 40 คน  ครูม่อนพบว่าหลายๆคนที่เก่งภาษาอังกฤษนั้นใช้healthy obsession ให้เป็นประโยชน์ เช่น น้องวิวชอบซีรีส์ภาษาอังกฤษเรื่องนึงมากๆ ทำให้สนใจดาราเรื่องนั้นไปด้วย ทำให้ดูซีรีส์หลายๆรอบ หาข้อมูลติดตามซีรีส์เกือบทุกวัน ติดต่อกับแฟนคลับต่างประเทศ ทำให้เก่งทั้งreading, writing   อีกคนคือน้องแก้ว ชอบเรื่องกล้องถ่ายรูปมากๆ ทำให้คอยติดตามกล้องที่ออกมาใหม่ๆ เฝ้าตามอ่าน review หรือดูYouTube แล้วก็มีนักเรียนผู้ชายหลายๆคนที่ติดเกมส์มากๆ เล่นทุกวัน แต่ไม่ได้แค่เล่นอย่างเดียว คืออย่างเล่นเก่งก็เลยต้องไปอ่านหาข้อมูลเพิ่มเติม ตามดูว่าคนต่างประเทศเล่นยังไง เข้าไปคุยไปถามในwebboard ซึ่งก็ใช้ภาษาอังกฤษทั้งหมด

November 2017

ทำยังไงดีเมื่อเรารู้สึกว่าภาษาอังกฤษเราไปไม่ถึงไหนเลย

By |2017-11-21T00:19:11+07:00November 21st, 2017|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , |

What to do when you feel like you are not making any progress? ทำยังไงดีเมื่อเรารู้สึกว่าภาษาอังกฤษเราไปไม่ถึงไหนเลย มันเซ็งจริงๆใช่ไหมคะ เวลาที่เราตั้งใจทำอะไรแล้ว แต่ไม่เห็นจะก้าวหน้าไปไหนเลย อันนี้เป็นกันทุกคนแหละค่ะ แม้คนอื่นที่เราเห็นว่าเขาเก่งๆก็ต้องผ่านช่วงนี้ทุกๆคน แล้วเราจะทำอะไรได้บ้างเพื่อให้เรามีแรงพัฒนาภาษาอังกฤษต่อไป - Take a real assessment of your skills. Are you really not making any progress? ลองมาตั้งใจดูจริงๆว่าภาษาเราพัฒนาหรือเปล่า บางทีเราคิดไปเองนะคะว่าภาษาเราไม่ดีขึ้นเลย เพราะว่าเราอยู่กับตัวเอง ฝึกกับตัวเอง เราไม่เห็นว่าภาษาเราดีขึ้นทีละนิดๆ ลองถามตัวเองดูว่า “ปีนี้เราทำ ____  ได้  ปีที่แล้วเราทำได้ไหม?” เช่น ปีนี้หรือตอนนี้เราอ่านข่าวภาษาอังกฤษรู้เรื่องแล้ว ปีที่แล้วเราทำได้ไหม  ลองถามตัวเองดูแบบนี้แล้วจะรู้ว่าจริงๆ ภาษาเราดีขึ้นนะ แต่เราไม่รู้สึกเอง อีกวิธีคือ ถามคนใกล้ตัวดู โดยเฉพาะครูหรือเพื่อน เขามักจะเห็นพัฒนาการของเราที่ตัวเองเราเองมองไม่เห็นค่ะ

February 2013

เทคนิคการเตรียมสอบreadingของโทเฟล (TOEFL)

By |2019-04-16T11:18:42+07:00February 5th, 2013|Categories: Featured, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , |

โดยส่วนตัวแล้วคิดว่า readingเป็นส่วนที่เราควบคุมได้มากที่สุดนะคะ เพราะว่าเราควบคุมเวลาตัวเอง แล้วเราก็แค่อ่านให้เข้าใจแล้วเลือกตอบ ไม่ต้องคิดเองว่าจะพูดหรือเขียนยังไง  แต่ว่าโทเฟล เขามักจะมีวิธีที่ทำให้เรารู้สึกว่ามันยาก โดยการเอาคำยากๆมาใช้เยอะๆ ทำให้เราอ่านไม่รู้เรื่อง ยิ่งถ้าได้บทความที่อยู่นอกวงการตัวเองยิ่งไปกันใหญ่ อย่างถ้าครูม่อนได้เรื่องพวกประวัติศาสตร์อเมริกา ไม่ก็ศิลปะเนี่ยจะงงไปเลย แต่ถ้าเป็นชีววิทยาหรือเรื่องการแพทย์เนี่ย มันจะพอเดาๆได้เลยด้วยซ้ำ ครูม่อนคิดว่า เรื่องการอ่านต้องฝึกอ่านเยอะๆค่ะ ถ้าเรามีเวลาก็อ่านนิยาย อ่านหนังสือพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ แต่ถ้ามันต้องสอบแล้ว ไม่มีเวลาแล้ว ก็เอาข้อสอบแนวโทเฟลมาลองอ่านดูเยอะๆค่ะ ของโทเฟลเวลาฝึกเราต้องจับเวลาด้วย คือดูว่า เราอ่านเร็วแล้วรู้เรื่องไหม  ถ้าคำแนะนำเฉพาะก็น่าจะอย่างนี้ค่ะ 1. อ่านให้ได้ใจความสำคัญ ย่อหน้าที่ควรให้เวลาในการอ่านนานหน่อยคือ อันแรกกับอันสุดท้าย ส่วนย่อหน้าอื่นก็ให้เน้นอ่านประโยคแรก ไม่ก็ประโยคสุดท้ายของย่อหน้านั้น แต่ถ้าอันไหนไม่เข้าใจก็ข้ามไปค่ะ อย่าไปเสียเวลา 2. พออ่านจบแล้ว อย่าเพิ่งดูคำถาม  ให้ถามตัวเองก่อนว่า นี่มันเกี่ยวกับเรื่องอะไรกันแน่ ใคร ทำอะไร ที่ไหน เพราะอะไร อย่างไร คนเขียนมุ่งหวังอะไร    เราจะได้พอรู้คร่าวๆว่าตัวเองเข้าใจหรือเปล่า ถ้าถามตัวเองแล้ว ยังมึนไม่รู้เรื่องเลย ก็ควรจะย้อนกลับไปอ่านย่อหน้าแรกหรือย่อหน้าสุดท้ายที่เป็นใจความสำคัญดูอีกทีค่ะ 3. เวลาอ่านคำถามแล้ว อย่าเพิ่งดูchoiceนะคะ ให้เราคิดก่อนว่าเราจะตอบว่าอะไร แล้วค่อยไปดูchoice เพราะโดยปกติแล้วchoiceมันชอบหลอกค่ะ

October 2012

ความคิด 3 อย่างที่ทำให้เรียนภาษาไม่ประสบความสำเร็จ

By |2012-10-25T20:21:30+07:00October 25th, 2012|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , |

 “พยายามเท่าไหร่ก็ไม่เก่งขึ้นสักที แล้วจะพยายามไปทำไหมเนี่ย” เนื่องจากครูม่อนเรียนมาอย่างน้อยสามภาษาแล้ว รู้เลยว่าไอ้ความคิดแบบเนี่ย มีิอยู่ในหัวตลอด  ตอนเรียนแรกๆจะไม่ค่อยเป็นนะ เพราะจะตื่นเต้นและสนุกกับการเรียนเรื่องใหม่ๆ แต่พอพยายามไปสักพัก แล้วยังไม่ได้ซะที ก็จะเริ่มหงุดหงิด แล้วก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ก้าวหน้าซะที แต่จริงๆแล้วเรียนๆไปหลายๆภาษาถึงได้รู้ว่า การเรียนภาษาจะมีกราฟการเติบโตของมันนะ คือ ตอนแรกๆจะเก่งขึ้นเยอะ เพราะเริ่มจากเป็นศูนย์ แต่พอไปสักพัก มันจะเหมือนอยู่กับที่ ไม่ค่่อยไปไหน แต่สิ่งที่เราเรียนมันก็สะสมไปเรื่อยๆนะแหละ เพียงแต่เราไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง แล้วพอถึงจุดนึง ความสามารถเราก็จะพุ่งสูงขึ้นจนตัวเองยังตกใจเลยทีเดียว ฉะนั้น อย่ายอมแพ้ก่อนจะถึงจุดนั้นนะคะ  “เราไม่เก่งภาษา” อันนี้เจอเยอะนะ ตอนเด็กๆเองครูม่อนก็มีความคิดนี้ เลยเรียนภาษาไม่เก่งซะที ที่เจอหนักๆก็คือตอนเรียนภาษาจีนน่ะ รู้สึกว่ายากมากเลย จะเลิกหลายครั้งแล้ว ถ้าไม่เผอิญว่าเมื่อก่อนเรียนมาแล้วสองภาษา ทำให้เราเชื่อว่าจริงๆแล้วเราก็เรียนภาษาได้ ก็คงจะเลิกไปแล้ว แต่เพราะยังเชื่ออยู่ว่าจริงๆแล้วตัวเราเรียนภาษาได้ ก็เลยคิดว่าที่ยังไม่ได้ภาษาจีน อาจจะเพราะยังไม่ได้ฝึกฝนมากเท่าที่ควร ก็เลยเรียนๆไป จนในที่สุดก็เก่งขึ้นได้สมใจ  “เราไม่เก่งภาษา แต่เราก็เก่งอย่างอื่นนะ ไม่เป็นไรหรอก” อันนี้จะว่าไม่จริงก็ไม่ใช่นะ แต่ว่ามันอยู่ที่เรามากกว่าว่าเราตัดสินใจหรือยังว่าเราอยากได้ภาษานี้เป็นทักษะที่เราจะเอามาใช้ในชีวิตหรือเปล่า ถ้าเราตัดสินใจแล้วว่ามันไม่ใช่ทักษะที่เราอยากได้ ก็ช่างมัน แต่ถ้าเราตัดสินใจแล้วว่ามันเป็นทักษะที่เราอยากได้ ถ้างั้นมันก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่เราต้องทำให้ได้ เหมือนเวลาเราฝึกคิดเลข หรือท่องสูตรคูณนั่นแหละ ถามว่าจำเป็นไหม ก็อาจจะไม่สำหรับทุกคน แต่ถ้าเราคิดแล้วว่ามันจะมีประโยชน์กับเรา เราก็ต้องพยายามต่อไป

อยากเรียนต่อเมืองนอก เริ่มด้วยการเตรียมสอบ(ดีไหม?)-ตอนที่ 2

By |2012-10-04T14:04:19+07:00October 4th, 2012|Categories: ศึกษาต่อต่างประเทศ|Tags: , , , , |

TOEFL แค่บอกอะไรบางอย่าง ปกติพวกเราจะเตรียมสอบTOEFLกันเป็นหลักอยู่แล้ว เพราะเป็นด่านสำคัญที่เราจะต้องผ่านไปให้ได้ แต่ต้องอย่าลืมนะคะว่า คะแนนTOEFLแค่เป็นตัวบอกว่า เราน่าจะสามารถเรียนด้วยภาษาอังกฤษได้ แต่ไม่ได้บอกว่าเราดีกว่าคนที่เป็นเจ้าของภาษาตรงไหน  คือถ้าเป็นเจ้าของภาษา เขาจะไม่ต้องสอบTOEFL ฉะนั้น อย่าคิดว่า การที่ได้คะแนนTOEFLเยอะจะทำให้เราได้เปรียบกว่าเจ้าของภาษา  มันแค่ทำให้เราได้เปรียบกว่านักเรียนต่างชาติด้วยกันเท่านั้น ฉะนั้นเราต้องมีจุดอื่นที่พอมหาวิทยาลัยเอาเราไปเปรียบเทียบกับเจ้าของภาษาแล้ว เรามีดีหรือมีสิ่งที่แตกต่างกว่าเขา ตอนครูม่อนสมัครเรียนฮาร์วาร์ด จำได้ว่าปกติแล้วคะแนนTOEFL iBT เต็ม 120 ต้องได้อย่างน้อย 100กว่าๆ ถ้าจะให้ชัวร์ก็ต้อง110 ขึ้นไป ตอนนั้นจำไม่ได้ว่าอ่านจากไหนนะ อาจจะเป็นinformation sessionของมหาวิทยาลัย หรือ forum ของนักเรียนต่างชาติก็ไม่รู้  พอรู้ยังงั้นนี่ก็เครียดอยู่เหมือนกัน ถึงแม้ว่าครูม่อนจะค่อนข้างมั่นใจในภาษาตัวเองอยู่พอสมควร แต่ก็ไม่ได้มั่นใจขนาดที่ว่าจะไม่ทำผิดบ้างอ่ะนะ โดยเฉพาะในการสอบที่มีเวลาจำกัด เรามัักจะลนอ่ะ ก็กลัวจะทำได้ไม่ถึง  แต่การที่รู้คะแนนที่เราต้องทำได้ล่วงหน้า เลยทำให้ครูม่อนมีแรงฮึดในการเตรียมตัวมากขึ้น อย่างน้อยก็ลองทำข้อสอบ อ่านformatของการสอบ เพื่อให้รู้ว่าเราต้องเจออะไรบ้าง สอบreadingก่อน หรือ writing ก่อน อะไรแบบเนี่ย เพราะพอรู้ว่าต้องเจออะไรบ้างแล้วเนี่ย มันทำให้เราจิตใจสงบขึ้นเยอะเหมือนกัน

September 2012

เรียนคำศัพท์จากประสบการณ์เรียนนอก-เข้าหอวันแรก (3)

By |2012-09-27T20:46:18+07:00September 27th, 2012|Categories: บทเรียนชีวิตจากฮาร์วาร์ด, เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , |

แล้วจะรู้ได้ไงล่ะว่ากินกันไปแล้วกี่มื้อ ที่นี่สะดวกมาก ก็คือ แต่ละคนจะมี student ID card อยู่แล้ว ID ก็คือ identification ถ้าเป็นกริยาก็คือ identify แปลว่า ระบุว่าเป็นใคร ID card ก็คือบัตรที่ใช้ระบุว่าเราคือใครนั่นเอง ปกติถ้าเราเรียก ID card เฉยๆก็มักจะหมายถึงบัตรประชาชน แต่ถ้าเป็นของมหาวิทยาลัย มักจะใช้ student ID card คือเป็นบัตรที่บอกว่าเราเป็นนักเรียนที่นี่จริง มักจะมีรูป ชื่อและก็หมายเลขประจำตัว พอมีบัตร IDแล้ว ก็แทนที่จะจ่ายเงินค่าเข้าด้วยเงินหรือบัตรเครดิต ก็ใช้บัตรนักเรียนแทน ถ้ากินหนึ่งมื้อ รูดบัตรหนึ่งครั้ง ก็จะเลือกquotaของสัปดาห์นั้นแค่ 9 มื้อ เป็นต้น