October 2012

อยากเรียนต่อเมืองนอก เริ่มด้วยการเตรียมสอบ(ดีไหม?)-ตอนที่ 2

By |2012-10-04T14:04:19+07:00October 4th, 2012|Categories: ศึกษาต่อต่างประเทศ|Tags: , , , , |

TOEFL แค่บอกอะไรบางอย่าง ปกติพวกเราจะเตรียมสอบTOEFLกันเป็นหลักอยู่แล้ว เพราะเป็นด่านสำคัญที่เราจะต้องผ่านไปให้ได้ แต่ต้องอย่าลืมนะคะว่า คะแนนTOEFLแค่เป็นตัวบอกว่า เราน่าจะสามารถเรียนด้วยภาษาอังกฤษได้ แต่ไม่ได้บอกว่าเราดีกว่าคนที่เป็นเจ้าของภาษาตรงไหน  คือถ้าเป็นเจ้าของภาษา เขาจะไม่ต้องสอบTOEFL ฉะนั้น อย่าคิดว่า การที่ได้คะแนนTOEFLเยอะจะทำให้เราได้เปรียบกว่าเจ้าของภาษา  มันแค่ทำให้เราได้เปรียบกว่านักเรียนต่างชาติด้วยกันเท่านั้น ฉะนั้นเราต้องมีจุดอื่นที่พอมหาวิทยาลัยเอาเราไปเปรียบเทียบกับเจ้าของภาษาแล้ว เรามีดีหรือมีสิ่งที่แตกต่างกว่าเขา ตอนครูม่อนสมัครเรียนฮาร์วาร์ด จำได้ว่าปกติแล้วคะแนนTOEFL iBT เต็ม 120 ต้องได้อย่างน้อย 100กว่าๆ ถ้าจะให้ชัวร์ก็ต้อง110 ขึ้นไป ตอนนั้นจำไม่ได้ว่าอ่านจากไหนนะ อาจจะเป็นinformation sessionของมหาวิทยาลัย หรือ forum ของนักเรียนต่างชาติก็ไม่รู้  พอรู้ยังงั้นนี่ก็เครียดอยู่เหมือนกัน ถึงแม้ว่าครูม่อนจะค่อนข้างมั่นใจในภาษาตัวเองอยู่พอสมควร แต่ก็ไม่ได้มั่นใจขนาดที่ว่าจะไม่ทำผิดบ้างอ่ะนะ โดยเฉพาะในการสอบที่มีเวลาจำกัด เรามัักจะลนอ่ะ ก็กลัวจะทำได้ไม่ถึง  แต่การที่รู้คะแนนที่เราต้องทำได้ล่วงหน้า เลยทำให้ครูม่อนมีแรงฮึดในการเตรียมตัวมากขึ้น อย่างน้อยก็ลองทำข้อสอบ อ่านformatของการสอบ เพื่อให้รู้ว่าเราต้องเจออะไรบ้าง สอบreadingก่อน หรือ writing ก่อน อะไรแบบเนี่ย เพราะพอรู้ว่าต้องเจออะไรบ้างแล้วเนี่ย มันทำให้เราจิตใจสงบขึ้นเยอะเหมือนกัน

September 2012

เรียนคำศัพท์จากประสบการณ์เรียนนอก-เข้าหอวันแรก (3)

By |2012-09-27T20:46:18+07:00September 27th, 2012|Categories: บทเรียนชีวิตจากฮาร์วาร์ด, เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , |

แล้วจะรู้ได้ไงล่ะว่ากินกันไปแล้วกี่มื้อ ที่นี่สะดวกมาก ก็คือ แต่ละคนจะมี student ID card อยู่แล้ว ID ก็คือ identification ถ้าเป็นกริยาก็คือ identify แปลว่า ระบุว่าเป็นใคร ID card ก็คือบัตรที่ใช้ระบุว่าเราคือใครนั่นเอง ปกติถ้าเราเรียก ID card เฉยๆก็มักจะหมายถึงบัตรประชาชน แต่ถ้าเป็นของมหาวิทยาลัย มักจะใช้ student ID card คือเป็นบัตรที่บอกว่าเราเป็นนักเรียนที่นี่จริง มักจะมีรูป ชื่อและก็หมายเลขประจำตัว พอมีบัตร IDแล้ว ก็แทนที่จะจ่ายเงินค่าเข้าด้วยเงินหรือบัตรเครดิต ก็ใช้บัตรนักเรียนแทน ถ้ากินหนึ่งมื้อ รูดบัตรหนึ่งครั้ง ก็จะเลือกquotaของสัปดาห์นั้นแค่ 9 มื้อ เป็นต้น

เรียนคำศัพท์จากประสบการณ์เรียนนอก-วันแรกที่ได้ไปเข้าร่วมกิจกรรมมหาวิทยาลัย (2)

By |2012-09-20T17:48:06+07:00September 20th, 2012|Categories: บทเรียนชีวิตจากฮาร์วาร์ด, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , |

วันแรกที่ได้ไปเข้าร่วมกิจกรรมมหาวิทยาลัย (2) หลังจากนั้นก็ยังมี Orientation for Students of Color ตัวเราตอนแรกก็งงๆนะว่า Students of Color นี่มันใครกันแน่ งงขนาดไปถามเจ้าหน้าที่เขาเลยนะว่า งานนี้เราต้องเข้าด้วยหรือเปล่า เพราะเราเองก็ขาวนะ ไม่ใช่ว่าตัวดำ เขาก็บอกว่า เข้าร่วมได้  ด้วยความที่งงๆอยู่ว่าแล้วมันต่างจากอันเมื่อเช้ายังไง ก็เลยไปเข้าให้มันรู้แล้วรู้รอดไป ได้ความว่า Students of Color  ก็คือคนผิวสีนั่นเอง ว่าง่ายๆคือคนที่ไม่ใช่คนผิวขาวนั่นแหละ เลยได้ข้อสรุปว่า ตัวเราเวลาอยู่อเมริกานี่จะกลายเป็นคนผิวสีไปแล้วนะ ไม่ได้ขาวแล้ว เพราะมีคนขาวกว่า  งานนี้จะต่างจากงาน international students ตรงที่ว่าจะมีคนที่เป็นคนอเมริกัน แต่เชื้อชาติอื่นมาร่วมงานด้วย เช่น เราเองก็ได้เจอเพื่อนที่พ่อแม่เป็นคนไทย แล้วมาเกิดและโตที่อเมริกา อย่างนี้ก็ถือว่า เป็นคนไทยอเมริกัน ซึ่งเขาถือว่าไม่ใช่ international student เพราะเขามีสัญชาติอเมริกา แต่ว่าเป็น students of color เพราะว่าไม่ใช่คนผิวขาว  แต่ถ้าเป็น กะเหรี่ยงส่งตรงมาจากต่างแดนอย่างเรานี่ โดยมากเขาจะถือว่าเป็น international student

เรียนคำศัพท์จากประสบการณ์เรียนนอก (orientation)

By |2012-09-17T20:41:28+07:00September 17th, 2012|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , , , |

วันแรกที่ได้ไปเข้าร่วมกิจกรรมมหาวิทยาลัย (1) อากาศครึ้มๆ เราชอบนะเย็นดี แต่ก็ถือว่าโชคดีที่ฝนไม่ตก ไม่งั้นหนาวตายแน่   ตอนนี้ทั้งดีในทั้งตื่นเต้นที่จะได้มาเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่างฮาร์วาร์ด ไม่เคยคิดเหมือนกันว่าคนอย่างเราจะได้มาเรียนกับเขาด้วย ตอนนั้นเกือบจะไม่ได้สมัครแล้วนะเนี่ย มาถึงยังไม่ทันเปิดเทอม ก็มี orientation ก่อน เป็นการปฐมนิเทศ มาลองคิดดูว่าทำไมถึงเรียก orientation  เท่าที่จำได้ คำว่า orient สามารถใช้เป็นverb เช่น orient oneself ก็คือประมาณว่าหาที่หาทางของตัวเองแล้วปรับให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆ ซึ่งมันก็เหมาะดีนะเวลาเรียกว่า orientation ก็คือ มีการให้คำแนะนำสำหรับคนที่มาใหม่ว่าที่มหาวิทยาลัยมีอะไรบ้าง จะได้ทำตัวถูก ตอนเช้าเลยก็ไป Orientation for International Students อันนี้ไปแล้วรู้สึกอุ่นใจขึ้นเยอะ เพราะมีอาจารย์ที่เคยเป็นนักเรียนต่างชาติมาก่อน และทั้งนักเรียนที่เป็นนักเรียนต่างชาติมาเล่าประสบการณ์ให้ฟัง ทำให้รู้สึกเลยว่าที่นี่ค่อนข้างจะให้การต้อนรับนักเรียนต่างชาติดีเหมือนกัน ตอนแรกก็มีแนะนำตัวแล้วก็แนะนำประเทศตัวเอง คำว่า international students ก็คือเป็นนักเรียนที่มาจากประเทศอื่นที่ไม่ใช่อเมริกา ซึ่งในฐานะที่เป็นคนเอเชีย เราก็ไม่ได้รู้สึกว่าแปลกอะไรหรอกนะที่จะเรียกตัวเองว่า international student แต่เวลาที่ต้องเรียกคนแคนาดาว่า international student เนี่ย มันก็แอบรู้สึกๆขัดๆอยู่เหมือนกันนะ ต้องเข้าใจว่าแคนาดาไม่ใช่อเมริกาถึงแม้ว่าจะอยู่ติดกัน และใช้ภาษาเหมือนกันก็ตาม

May 2012

ฝึกสมาธิด้วยการเขียน (ไม่ใช่พิมพ์)

By |2012-05-12T11:30:47+07:00May 12th, 2012|Categories: Food for Thoughts, เทคนิคการเรียน|Tags: , |

ช่วงนี้พยายามเขียนอะไรด้วยมือให้บ่่อยขึ้น  เป็นเวลานานเหมือนกันที่หันมาใช้วิธีพิมพ์แทนการเขียน รู้สึกจะเริ่มตั้งแต่ตอนเรียนที่ฮาร์วาร์ดได้้มั้ง เพราะรู้สึกว่ามีอะไรต้องใช้คอมพิวเตอร์เยอะ ขนาดจดโน้ตเวลาเรียน ตัวบทความที่เราอ่านมันก็อยู่ในคอมพิวเตอร์ เราแค่พิมพ์ไป ก็ง่ายกว่า ไม่ต้องปริ้นต์ออกมาด้วย ประหยัดกระดาษ  พอทำมาสามสี่ปี แล้วลองมานึกดู เราไม่อยากจะเชื่อเหมือนกันว่าจะกลายเป็นคนที่เปลี่ยนจากการใช้กระดาษมาเป็นคอมพิวเตอร์ได้ เพราะเมื่อก่อนจำได้แม่นว่า เราคิดกับตัวเองว่า เราเป็นคนประเภทที่อ่านจากจอไม่ได้ ต้องอ่านจากหนังสือ หรือไม่ก็ปริ้นต์ออกมาให้จับต้องได้ แต่หลังๆนี้ ยิ่งตอนมาเริ่มเรียนปริญญาเอก รู้สึกว่าพิมพ์แล้วเร็วกว่าเยอะ และประหยัดกระดาษด้วย แม้แต่เขียนไดอารี่ยังพิมพ์เอาเลย แต่ทำๆไปนะ รู้สึกเหมือนกันว่าสมาธิสั้นลง เลยลองกลับมาเขียนด้วยมือใหม่ รู้สึกว่ามีสมาธิขึ้นเยอะเลย จากนี้จะพยายามเขียนให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้   จริงอยู่ที่เทคโนโลยีทำให้อะไรๆสะดวกขึ้น แต่บางที ของเดิมมันก็มีข้อดีของมันแหละนะ

March 2012

เป็นนักเรียนก็ต้องรู้สึกโง่บ้าง เป็นเรื่องธรรมดา

By |2012-03-13T07:33:47+07:00March 13th, 2012|Categories: Food for Thoughts, เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , , , |

เวลาที่เรียนหนักๆ เดี๋ยวก็มีงานนู่น ควรส่งอันนี้ อาจารย์จะให้ส่งเดี๋ยวนี้ แลปก็ยังไม่เสร็จ พออะไรๆมันรุมเร้าเข้ามาเยอะๆ รู้สึกว่าตัวเองโง่ขึ้นจมเลย แต่ได้อ่านบทความให้ข้อคิดที่ดีมากว่า เวลาเราเป็นนักเรียนเนี่ย รู้สึกโง่ก็ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน ก็เพราะเรามาเรียนนี่หน่า เป็นนักเรียนก็ต้องรู้สึกอย่างนี้เป็นธรรมดา ถ้ารู้หมดแล้วจะมาเรียนทำไมล่ะ ซึ่งก็จริงแหละนะ พอเรียนสูงๆเข้า มักจะลืมไปว่าเราเป็นนักเรียน เพราะใครๆจะบังคับผลักดันให้เราทำงานให้ดี ให้เก่งเลิศ เราก็คิดว่าจะต้องทำให้ได้แบบนั้นเสมอไป แต่จริงๆแล้ว ไม่ว่าใครก็ทำไม่ได้ดีหมดทุกอย่างหรอก เพราะอย่างนี้ถึงได้มาเรียนอยู่นี่ไง  คิดแบบนี้แล้วก็คงรู้สึกดีขึ้นบ้างนะ ว่าจริงๆแล้วเรากำลังอยู่ในช่วงการเรียนรู้ เป้าหมายไม่ใช่ว่าทำทุกอย่างได้ให้ดีเลิศ แต่คือ ทำให้ดีขึ้นกว่าที่เราเคยทำต่างหากล่ะ ข้อคิดอีกอย่างที่ได้ก็คือว่า การที่เราเป็นนักเรียน ก็เพราะเราสมควรจะได้เรียน เรามีความสามารถเพียงพอที่จะมาเรียน ณ จุดนี้ได้ และที่สำคัญคือ เราเป็นคนจ่ายเงินเพื่อมาเรียน ไม่ว่าจะใช้เงินตัวเองหรือทุน มันก็เป็นเงินของเราทั้งนั้น เราเป็นคนจ่าย เพื่อมาเรียน ทำไมเราไม่ทำตัวเหมือนเวลาที่เราซื้อของ พอเราจ่ายเงินไปแล้วเราก็จะใช้มันให้คุ้มค่าที่สุด การเรียนมันก็เหมือนกันนั่นแหละ เราจ่ายเงินมาเรียน อะไรที่เราอยากเรียนก็เรียนให้เต็มที่ ใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า อยากถามอะไรก็ถาม อยากได้ความช่วยเหลือก็ขอ ในทางกลับ อะไรที่ไม่ได้อยู่ในเป้าหมายของเรา เราก็ไม่จำเป็นต้องไปโดนกดดันแล้วก็ฝืนทำทั้งๆที่ไม่จำเป็น อย่างเราซื้อโทรศัพท์มือถือมา แล้วมันฟังวิทยุได้ แต่เราไม่ได้อยากฟัง เราต้องไปฝืนมันไหม  เราอยากใช้อะไร

เรียนภาษาแบบธรรมชาติ

By |2012-03-04T17:04:43+07:00March 4th, 2012|Categories: Food for Thoughts, เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , , , , , |

เวลาที่เด็กๆเรียนภาษาเนี่ยซับซ้อนกว่าที่เราคิดกันเยอะนะคะ ปกติเรามักจะเข้าใจกันว่าเด็กเล็กๆเรียนภาษาจากการที่ได้ฟังซ้ำๆจนรู้เรื่อง แต่ไม่ใช่ว่าเด็กๆจะแค่จำสิ่งที่ได้ยินเท่านั้น แต่ยังมีการสังเกตและจับรูปแบบของภาษา เช่น อย่างภาษาไทย เราพูดว่า “แมวสีขาว” “หมาตัวใหญ่” พอได้ยินหลายๆครั้งในหลายๆประโยค ในสมองเด็กๆจะจับหลักได้ว่า เราจะนำคำขยายไปไว้ข้างหลังคำนาม แต่ว่าไม่ใช่ว่าเด็กๆจะตัั้งใจคิดจับหลักภาษาแบบรู้สึกตัวนะคะ มันเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นในสมองโดยที่เราไม่รู้ตัว บางครั้งกฏหรือหลักที่เด็กๆคิด ก็อาจจะผิด แต่พอเอามาใช้แล้วก็จะได้รับการแก้ไขจากคนที่โตกว่า ทำให้สมองเรามาปรับหลักภาษาที่เคยคิดเอาไว้ ให้ถูกต้องมากขึ้นเรื่อยๆ น่าทึ่งใช่ไหมคะ สมองคนเราเนี่ย เวลาเราเรียนแบบธรรมชาติก็มักจะเรียนแบบนี้ทั้งนั้น แต่พอมาเข้าโรงเรียน เราใช้วิธีกลับกัน คือ เอากฏมาสอนก่อน แล้วค่อยเอาไปใช้จนจำได้ (ลองคิดถึงเวลาที่เราเรียนเลข เรียนฟิสิกส์ หรือแม้แต่ภาษาอังกฤษในโรงเรียนดูซิคะ) ทุกวันนี้ครูม่อนก็ยังสงสัยอยู่ว่าทำไมเราถึงเรียนแบบผิดจากธรรมชาติอย่างนั้น เท่าที่สันนิษฐานเอาก็คิดว่า ถ้าเรียนแบบธรรมชาติ ต้องใช้เวลาค่อนข้างมากในการเจอประโยคเยอะๆ เจอคำเยอะๆ จนจับหลักได้ แต่ถ้าเอาหลักมาบอกเลย จะทำให้เร็วขึ้น แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันนะคะว่าจะตรงแค่ไหน บางทีเราลองกลับไปเรียนแบบธรรมชาติกันบ้่างก็อาจจะดีไม่น้อยเลย

February 2012

ผู้ใหญ่ก็เรียนคำศัพท์ได้เร็วเหมือนเด็กๆ

By |2012-02-29T11:29:42+07:00February 29th, 2012|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , , |

วันนี้อ่านบทความวิชาการได้เรื่องน่าสนใจมาอันหนึ่ง คือ นักวิจัยพบว่ายังไม่มีหลักฐานอะไรที่มายืนยันว่าเด็กเรียนคำศัพท์ได้เร็วกว่าผู้่ใหญ่ ผู้เขียนกล่าวว่า ถ้าให้ผู้ใหญ่ไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นภาษาใหม่ ได้ฟังได้พูดภาษานั้นตลอดเวลา เหมือนตอนที่เด็กๆเรียนภาษาแม่ ผู้ใหญ่ก็สามารถเรียนศัพท์ได้เร็วไม่แพ้เด็กๆเหมือนกัน แต่ที่เรามักจะคิดกันว่าผู้ใหญ่เรียนศัพท์ได้น้อย ก็เพราะว่าปกติแล้วพอเริ่มโตขึ้นมาหน่อย จำนวนคำที่เราเรียนรู้แต่ละคำจะลดลง ปกติแล้วเด็กๆตั้งแต่ 16 เดือนจะเรียนได้อย่างน้อยวันละสิบคำแล้วจะยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆค่ะ แต่พอเราเป็นผู้ใหญ่ เราก็เห็นว่าตัวเองไม่ได้เรียนรู้ศัพท์อะไรใหม่ทุกๆวัน ผู้เขียนให้เหตุผลว่า คำศัพท์มันไม่มีให้เรียนแล้วต่างหาก หมายถึงว่า ในชีวิตประจำวันของผู้ใหญ่ไม่ค่อยได้เจอคำใหม่ๆเลยไม่ได้เรียนรู้ ต่างกับเด็กๆที่ทุกๆวันเจอศัพท์ใหม่ๆเป็นสิบเป็นร้อยคำค่ะ แหงล่ะ มีนักวิชาการบางคนที่ไม่เห็นด้วย และเชื่อว่าเด็กมีกลไกบางอย่างที่ทำให้เรียนได้เร็วกว่าผู้ใหญ่ (ในบทความนี้เน้นว่าเฉพาะการเรียนคำศัพท์นะคะ ไม่เกี่ยวกับอย่างอื่น เพราะบางอย่างเช่น สำเนียงนั้น เด็กๆได้เปรียบกว่าอยู่แล้วค่ะ) แต่ไม่ว่าจะยังไง ก็ทำให้เราได้คิดนะคะว่า ถ้าเราลองเอาศัพท์ภาษาที่เราอยากเรียนมาอยู่รอบตัว ให้เราได้ฟัง ได้อ่าน ได้พูดบ่อยๆ เราก็คงเรียนได้ไม่แพ้เด็กๆเหมือนกัน   อ้างอิง: Bloom, P. (2001). Precis of "How children learn the meanings of words". Behavioral and Brain Sciences, 24,