January 2013

บางทีก็ต้องยอมรู้สึกโง่บ้าง ถึงจะฉลาดขึ้นนะ

By |2013-01-24T11:12:41+07:00January 24th, 2013|Categories: ฟังเสียงหัวใจ เลือกอะไรที่ใช่เรา|Tags: , , , , |

เทอมนี้คิดอยู่นานมากว่าจะลงเรียนวิชาอะไรดี สุดท้ายได้ไปลงวิชาที่ทั้งปีทั้งชาติไม่เคยคิดว่าตัวเองจะไปเรียน (ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมถึึงได้ไปลงเนี่ย อย่าไปพูดถึงมันเลยนะ) ลงไปแล้วที่มหาวิทยาลัยก็ให้เวลาสองอาทิตย์ในการตัดสินใจ ถ้าจะดร็อปก็ดร็อปได้โดยไม่ติด W  วิชานี้เป็นวิชาที่เราสนใจนะ แต่เราไม่มีพื้นฐานอะไรสักนิดเลย บางเรื่องคุยกันในห้องแล้วเราก็แทบจะไม่รู้เลยว่าพูดถึงเรื่องอะไรกันอยู่ แต่เราอยากรู้อ่ะ อยากรู้ก็ต้องเสี่ยงกันหน่อยใช่ไหม คะแนนจะดีไม่ดีก็ไม่รู้เหมือนกัน จะผ่านหรือเปล่ายังไม่รู้เลย แต่ก็ขอลองสักหน่อยแล้วกันนะ พอผ่านช่วงที่เขาให้ดร็อปไปได้แล้วก็มีมาแอบคิดอยู่ในใจเหมือนกันว่า สงสัยเราจะคิดผิดอ่ะ แต่เรียนๆไปก็รู้ว่าสนุกมากๆเลย ถึงแม้เราจะไม่รู้เรื่องซะส่วนมาก แต่ก็เพราะว่าเราไม่รู้นั่นแหละ เลยทำให้เรียนสนุก เพราะเราได้รู้อะไรใหม่ๆเยอะแยะเลย พอกลับมานั่งคิดกับตัวเอง ในฐานะที่เป็นคนแนะนำให้ใครๆไปเรียนสิ่งที่ตัวเองชอบ แต่บางทีเราเองก็กลับลืมไปเหมือนกันนะ ในบางทีเวลาที่งานเราเยอะๆ เวลาที่มีอันนู้นอันนี้ที่เราต้องทำตลอดเวลา เรากลับลืมไปเหมือนกันว่าจริงๆแล้วเราเองก็มีสิทธิ์เลือกอะไรให้ตัวเองเหมือนกัน จากประสบการณ์การเรียนที่ผ่านมาหลายที่ ทำให้รู้ว่า ถึงแม้ว่าจะได้เกรด B แทน A แต่ถ้าเราทำใจให้กว้างไว้ เราอาจจะได้ประสบการณ์ที่น่าจดจำและบางทีก็อาจจะถึงกับเปลี่ยนชีวิตเราก็ได้นะ

September 2012

เรียนคำศัพท์จากประสบการณ์เรียนนอก (orientation)

By |2012-09-17T20:41:28+07:00September 17th, 2012|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , , , |

วันแรกที่ได้ไปเข้าร่วมกิจกรรมมหาวิทยาลัย (1) อากาศครึ้มๆ เราชอบนะเย็นดี แต่ก็ถือว่าโชคดีที่ฝนไม่ตก ไม่งั้นหนาวตายแน่   ตอนนี้ทั้งดีในทั้งตื่นเต้นที่จะได้มาเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่างฮาร์วาร์ด ไม่เคยคิดเหมือนกันว่าคนอย่างเราจะได้มาเรียนกับเขาด้วย ตอนนั้นเกือบจะไม่ได้สมัครแล้วนะเนี่ย มาถึงยังไม่ทันเปิดเทอม ก็มี orientation ก่อน เป็นการปฐมนิเทศ มาลองคิดดูว่าทำไมถึงเรียก orientation  เท่าที่จำได้ คำว่า orient สามารถใช้เป็นverb เช่น orient oneself ก็คือประมาณว่าหาที่หาทางของตัวเองแล้วปรับให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆ ซึ่งมันก็เหมาะดีนะเวลาเรียกว่า orientation ก็คือ มีการให้คำแนะนำสำหรับคนที่มาใหม่ว่าที่มหาวิทยาลัยมีอะไรบ้าง จะได้ทำตัวถูก ตอนเช้าเลยก็ไป Orientation for International Students อันนี้ไปแล้วรู้สึกอุ่นใจขึ้นเยอะ เพราะมีอาจารย์ที่เคยเป็นนักเรียนต่างชาติมาก่อน และทั้งนักเรียนที่เป็นนักเรียนต่างชาติมาเล่าประสบการณ์ให้ฟัง ทำให้รู้สึกเลยว่าที่นี่ค่อนข้างจะให้การต้อนรับนักเรียนต่างชาติดีเหมือนกัน ตอนแรกก็มีแนะนำตัวแล้วก็แนะนำประเทศตัวเอง คำว่า international students ก็คือเป็นนักเรียนที่มาจากประเทศอื่นที่ไม่ใช่อเมริกา ซึ่งในฐานะที่เป็นคนเอเชีย เราก็ไม่ได้รู้สึกว่าแปลกอะไรหรอกนะที่จะเรียกตัวเองว่า international student แต่เวลาที่ต้องเรียกคนแคนาดาว่า international student เนี่ย มันก็แอบรู้สึกๆขัดๆอยู่เหมือนกันนะ ต้องเข้าใจว่าแคนาดาไม่ใช่อเมริกาถึงแม้ว่าจะอยู่ติดกัน และใช้ภาษาเหมือนกันก็ตาม

February 2012

จะซิ่วหรือไม่ซิ่วดี?

By |2012-02-15T12:27:12+07:00February 15th, 2012|Categories: บทเรียนชีวิตจากฮาร์วาร์ด, ฟังเสียงหัวใจ เลือกอะไรที่ใช่เรา|Tags: , , , , , , , , , , |

ถ้าใครจะซิ่วหรือจะเปลี่ยนสาขาการเรียน เรามักจะคิดกันไม่ตกว่าจะซิ่วดีไม่ดี เราจะตัดสินใจอย่างไรดี ครูม่อนมีหลักการที่ได้จากประสบการณ์ส่วนตัวมาบอกค่ะ ครูม่อนลาออกจากหมอแล้วไปเรียนต่อศึกษาศาสตร์ จากประสบการณ์แล้วต้องถามตัวเองค่ะว่าเป็นคนแบบไหน เป็นประเภท high achiever คือมีความทะเยอทะยานสูง ทำอะไรต้องทำให้เลิศ หรือว่าเป็นคนแบบสบายๆ ชอบทำอะไรที่สบายๆที่ตัวเองชอบๆ แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นเลิศก็ได้ ถ้าเป็นอย่างแรก (ซึ่งตัวเราเองเป็น-ซึ่งในบางเวลาก็ไม่ใช่ลักษณะที่ดีเท่าไหร่) การเรียนสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ จะทำให้ไปเรียนต่อลำบาก เพราะมหาวิทยาลัยดังๆ เช่น ฮาร์วาร์ด เขาไม่ได้ดูเกรดอย่างเดียว แต่ดูว่าเราได้ที่เท่าไหร่ของคณะ ถึงแม้จะเรียนคณะที่ไม่ได้ดังหรือเด่นมากนัก แต่ถ้าเราเป็นที่หนึ่ง เขาก็จะพิจารณาเราค่ะ แม้แต่เพื่อนเราที่จบหมอแล้วไปเรียนต่อต่างประเทศ เขาก็ดูว่าจบเป็นที่เท่าไหร่ของคณะ ถ้าไม่ใช่ระดับท็อปของชั้นก็ค่อนข้างลำบากค่ะ ต้องได้คะแนนสูงมากๆ หรือมีประสบการณ์อย่างอื่น แต่ถ้าเราคิดว่าเราไม่ได้ต้องการเป็นเลิศ หรือพยายามอะไรมากนัก แค่อยากใช้ชีวิตอย่างมีความสุข การเรียนอะไรที่หางานง่ายหน่อยก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีค่ะ ถ้าคิดว่าไม่ทรมานเกินไป คิดว่าเรียนได้ การเรียนกฏหมายก็ค่อนข้างเป็นอะไรที่ดี แม้ว่าจะไปทำานอย่างอื่นก็ถือเป็นพื้นฐานที่ดี อย่างตอนที่เราไปเรียนศึกษาศาสตร์ที่ฮาร์วาร์ด ก็เป็นเรื่องดีมากๆที่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ก่อน เพราะทำให้เราแตกต่างจากคนอื่น แล้วสามารถมองอะไรได้จากมุมใหม่ๆ ก็ลองคิดดูนะคะว่าตัวเราเป็นแบบไหน แล้วทำแบบไหนเราจะมีความสุขมากกว่าค่ะ ------------------------- อยากอ่านบทความแนวไหนในเวปครูม่อนดอทคอม? ครูม่อนสังเกตเห็นว่าในบล็อคมีคนอ่านเรื่องการเรียนภาษาอังกฤษเยอะมาก ครูม่อนก็อยากเขียนให้อ่านกันอีก แต่ไม่่แน่ใจว่า ผู้อ่านอยากอ่านแนวไหนกันแน่ อยากได้เป็นวิธีการเรียน หรืออยากได้เป็นเนื้อหาเป็นตอนๆไป หรือว่าอยากได้การเตรียมตัวสอบต่างๆ ใครมีข้อเสนอแนะอะไรก็คอมเมนต์ได้เลยนะคะ

เหตุผล 7 ข้อว่าทำไมครูชอบสั่งงานกลุ่ม

By |2012-02-09T15:01:47+07:00February 9th, 2012|Categories: Food for Thoughts|Tags: , , , , |

งานกลุ่มอีกแล้วเหรอ? ทำไมครูต้องสั่งงานกลุ่มอีกแล้ว ขี้เกียจทำแทนเจ้าคนที่อู้ ขี้เกียจนัดนอกเวลาเรียน แต่ว่าคุณครูเขามีเหตุผลดีๆที่จะสั่งงานกลุ่มให้นักเรียนทำกันนะคะ 1. นักเรียนได้”สร้าง”ความรู้เอง หมายถึงว่า มีคำถามให้ช่วยกันคิดช่วยกันทำ แล้วนักเรียนก็ได้เรียนรู้จากการสร้างความรู้เอง ไม่ใช่จากที่ครูป้อนให้ 2. ได้ทำความรู้ในหัวให้แม่นยิ่งขึ้น ส่วนมากเวลาเราเรียนเรื่องใหม่ๆ ความรู้ที่ได้จะกระจัดกระจาย ยังไม่เป็นระเบียบนัก การได้ถาม ตอบ สนทนา กับเพื่อนๆ จะทำให้เราได้จัดระเบียบความรู้ให้แม่น เพราะว่าเราต้องพูดให้คนอื่นฟัง หรือตีความสิ่งที่คนอื่นพูดได้ 3. เพิ่มเวลาในการเรียนรู้ ถ้าเป็นงานที่ต้องไปทำนอกเวลาเรียน ก็จะเข้าแบบนี้เลย คือ เรียนไม่ทัน เลยให้ทำงานนอกเวลาเรียน จะได้เพิ่มชั่วโมงการเรียนไปในตัว 4. แก้ง่วง ทำให้วิชาเรียนน่าสนใจขึ้น 5. ฝึกทักษะการเข้าสังคม และทักษะการสื่อสาร เพราะต้องทำงานกับคนอื่น และต้องอธิบายให้คนอื่นฟังด้วย 6. จริงๆ อยากให้นักเรียนไปอ่านเพิ่ม แต่ถ้าสั่งยังงั้นคงไม่มีใครอ่าน เลยให้ทำเป็นงานกลุ่มแล้วpresent นักเรียนจะได้ไปอ่านมา (อย่างน้อยก็คนที่ทำงานล่ะ) 7. เพราะครูต้องหาผลงานส่ง (ในฐานะที่เป็นครูมาก่อน เห็นมาเยอะคะว่าต้องมีผลงานส่งปลายปี ตอนแรกเราก็สอนเอาแต่เน้นให้นักเรียนเข้าใจ เลยไม่มีอะไรสวยๆไปส่งเจ้านาย ถ้าให้นักเรียนเขียนบทความ ทำแบบฝึกหัด มันไม่มีผลงาน

January 2012

“เรียนหนังสือ” หรือ “เรียนรู้”

By |2012-01-07T09:43:17+07:00January 7th, 2012|Categories: Food for Thoughts|Tags: , , , , , , |

ถึงแม้ว่าครูม่อนจะเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับการศึกษามาก และก็เป็นนักการศึกษาซะเองด้วย แต่บางทีก็อดคิดไม่ได้ว่าสังคมเราให้ความสำคัญกับ"การเรียนหนังสือ" มากกว่า "การเรียนรู้" หมายถึงว่า ถ้าใครอยากก้าวหน้า ก็เรียนต่อให้สูงๆ ทั้งๆที่บ่อยครั้ง ในกระบวนการการเรียนหนังสือของเรานั้น มันไม่ได้ทำให้เราเรียนรู้มากขึ้นสักเท่าไหร่ แต่ว่าทำไมเราต้องเสียเงิน เสียเวลาหลายๆปี เสียสุขภาพจิต เพื่อให้ได้ปริญญาสูงๆ ก็เพราะว่าสังคมเองก็ให้ความสำคัญกับมันนั่นแหละ แต่ว่าในเวลาที่เงินหายากอย่างนี้ บางทีก็ต้องคิดเหมือนกันว่ามันคุ้มหรือเปล่า เป้าหมายของเราคืออะไร? สิ่งที่เราอยากทำจำเป็นต้องมีปริญญาสูงๆไหม? เราอยากเริ่มต้นชีวิตจริงๆ (ทำงานตั้งตัว + แต่งงานมีลูก ถ้ายังไม่แก่เกิน) ตอนอายุเท่าไหร่? มีตังค์พอหรือเปล่า? อยากเรียนรู้จริงๆหรือเปล่า? และอีกที เป้าหมายเราคืออะไร? เป้าหมายเรายังเหมือนเดิมไหม? นั่นแหละที่ต้องถามตัวเอง

June 2011

เปรียบเทียบวัฒนธรรมการศึกษาไทย-จีน-อเมริกา

By |2011-06-14T17:38:18+07:00June 14th, 2011|Categories: Food for Thoughts|Tags: , , , , |

มีอย่างหนึ่งที่สังเกตเห็นหลังจากที่ได้มาเรียนที่อเมริกาและเมืองจีน คือ อาจารย์เขาจะคาดหวังให้นักเรียนอ่านหนังสือมาล่วงหน้าก่อนมาเรียนเสมอ  ที่อเมริกานั้นไม่ค่อยแปลกใจมาก เพราะsettingที่ครูม่อนได้ไปเจอคือที่เรียนปริญญาโทที่ฮาร์วาร์ด ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่นักศึกษาระดับนั้นต้องมีความรับผิดชอบและต้องอ่านหนังสือมาก่อน ถึงจะไปdiscussกันในห้องเรียนได้ และในประเทศจีน แม้แต่ห้องเรียนภาษาธรรมดาๆกับนักเรียนต่างชาติคนอื่นๆ อาจารย์เขาก็ยังย้ำแทบจะทุกๆครั้งว่าให้อ่านมาล่วงหน้า แถมยังสอดแทรกเรื่องการอ่านหนังสือล่วงหน้า การทบทวนหลังเรียน การทำการบ้าน โดยสอดแทรกไว้ในการยกตัวอย่างประโยค เช่น แทนที่จะยกตัวอย่างประโยคว่า ลี่หมิงชอบไปเที่ยว ก็ยกตัวอย่างประโยคว่า นักเรียนควรอ่านหนังสือล่วงหน้าก่อนมาเรียน  ทำให้เห็นว่าคนจีนเขามีvalueในการเรียนยังไง และอาจารย์เขาก็คาดหวังให้นักเรียนทำตามด้วย ซึ่งพอครูม่อนคิดย้อนกลับไปถึงตอนที่ครูม่อนยังเรียนอยู่ก็จำไม่ได้ว่าอาจารย์ได้เน้นย้ำว่าให้พวกเราอ่านหนังสือมาล่วงหน้าสักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องการบ้านมากกว่า ทั้งๆที่จริงๆแล้วการอ่านหนังสือล่วงหน้านั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของการเรียนเหมือนกัน และก็เป็นส่วนที่ไม่ได้ใช้เวลาเยอะอะไรมากมายแต่ทำให้ทัศนคติต่อการเรียนวิชานั้นๆดีขึ้นได้มากทีเดียว บางทีการศึกษาบ้านเรา อาจจะขาดการเน้นในจุดนี้ไป เป็นสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในวัฒนธรรมการศึกษาบ้านเราสักเท่าไหร่ค่ะ

May 2011

มหาวิทยาลัยแบบไหนจะเหมาะกับบ้านเรามากกว่า?

By |2011-05-08T14:11:31+07:00May 8th, 2011|Categories: Food for Thoughts|Tags: , , , , |

ปัญหาหนึ่งที่ทำให้นักเรียนนักศึกษาบ้านเรามีปัญหาสับสนเรื่องการเลือกคณะมากก็เพราะว่าเรามองการเรียนมหาวิทยาลัยว่าเป็นการเตรียมอาชีพในอนาคต มากกว่าที่จะเป็นการพัฒนาคนให้มีความรู้ให้มีความคิดวิเคราะห์มากขึ้น  คือเราจะมองว่าการเลือกคณะคือการเลือกอาชีพไปเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่ค่อนข้างแคบ ถ้าเรามาคิดกับสังคมในปัจจุบัน ถามจริงๆเถอะว่า มีนักเรียนอายุสิบแปดสักกี่คนกันที่จะรู้ว่าพอเรียนจบแล้วจะรู้ว่าตัวเองอยากทำงานเป็นอะไร จะมีสักกี่คนกัน ทำได้อย่างดีก็ เดาๆไปเอาตามที่พอสอบได้ ถ้าดวงดีก็ชอบ ถ้าดวงไม่ดีก็ได้งานที่ไม่ชอบ ก็ไปเปลี่ยนเอา สังคมบ้านเรามันต่างกับสังคมฝรั่งค่ะ  สังคมยุโรป จริงอยู่ที่พอเขาเรียนจบมัธยมเขาก็เรียนต่อคณะที่เป็นprofessional school อย่างแพทย์ อย่างนักกฏหมายเลย แต่ส่วนมากเพวกยุโรปเขาจะทำงานกันตั้งแต่ตอนมัธยม พอเรียนจบก็มักจะtake a year off ออกเดินทาง ไปvolunteer ไปสอนหนังสือที่ต่างประเทศ ไม่ได้เรียนหนังสือต่อทันทีเลย ทำให้ส่วนมากพวกเขามีวุฒิภาวะที่ทำให้เขารู้จักตัวเองว่าเขาจะเรียนอะไร อยากเรียนอะไร  ส่วนทางอเมริกา การเรียนปริญญาตรีจะยังไม่ได้แยกเป็นคณะๆ เพียงแต่แยกเป็นmajor เท่านั้น คือเน้นเพื่อให้นักศึกษาได้เน้นฝึกคิดวิเคราะห์ ได้ค้นหาความรู้ แล้วถ้าใครอยากเป็นหมอ เป็นนักกฎหมาย ก็ค่อยไปเรียนต่อหลังจากเรียนจบปริญญาตรีซึ่งกว่าจะถึงตอนนั้นก็จะมีวุฒิภาวะ และรู้จักตัวเองพอที่จะรู้แล้วว่าตัวเองชอบอะไรกันแน่   ครูม่อนเดาว่าตอนแรกบ้านเราเอาโมเดลมาจากยุโรป แต่สังคมบ้านเราไม่เหมือนกับบ้านเขา ตอนนั้นเราอาจจะจำเป็นต้องทำให้เหมือนเขาเพราะเราไม่อยากเป็นเมืองขึ้น แต่ตอนนี้เราไม่ได้กลัวเรื่องนั้นแล้ว ถึงเวลาที่เราจะนึกถึงเหตุผลมากกว่าtraditionแล้วลองเปลี่ยนอะไรได้บ้างหรือยัง?