April 2019

การใช้ phrasal verb ในการเขียนวิชาการ

By |2019-04-30T02:56:33+07:00April 30th, 2019|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , |

phrasal verb คือ วลีที่มี verb + คำชนิดอื่น (อาจจะเป็นadverb หรือ preposition) เช่น put up with, figure out, get rid of เป็นต้น แต่ใน academic writing จะไม่ค่อยนิยมใช้ phrasal verb  แต่จะไปใช้ single verb (verb ที่เป็นคำเดี่ยว)มากกว่า เช่น Put up with —> tolerate Figure out —> determine Get rid of —> eliminate ซึ่ง single verb เหล่านี้ หลายๆคนก็รู้จักอยู่แล้ว แต่บางทีเราไม่รู้ว่าควรจะเอามาใช้แทน phrasal verb หรือบางทีตอนที่เขียนหรือeditอยู่

ในการเขียนเชิงวิชาการ (academic writing) เราใช้การย่อ (abbreviation) อย่างไร?

By |2019-04-26T02:43:36+07:00April 26th, 2019|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , |

ในการเขียนเชิงวิชาการ (academic writing) เราใช้การย่อ (abbreviation) อย่างไร? Abbreviation คือ การย่อให้คำหรือวลี(phrase)สั้นลง ยกตัวอย่างเช่น Professor --> Prof.,  Doctor —> Dr. การย่อนั้นยังมีอีกสองแบบย่อยด้วยกัน Contraction หรือ การย่อ do—> don’t, cannot—>can’t, will not—>won’t ในกรณีไหนบ้างที่เหมาะกับการใช้contraction  ในการเขียนเชิงวิชาการ? คำตอบคือ ไม่มีค่ะ เขียนเชิงวิชาการถือเป็นการเขียนแบบทางการ เราจะไม่ใช้การย่อเลย ให้เขียนตัวเต็มให้หมด Acronyms  หรือ ตัวย่อที่เอาตัวอักษรแรกของหลายๆคำมาทำให้เป็นคำใหม่ เช่น ASEAN ย่อมาจาก Association of Southeast Asian Nations เราใช้acronymsในการเขียนเชิงวิชาการได้ไหม? คำตอบคือ ได้ค่ะ แต่มีข้อแนะนำคือ 1. เวลาที่เราจะเอ่ยถึงตัวย่อครั้งแรก เราจะต้องใช้ตัวเต็มแล้วใส่ตัวย่อไว้ในวงเล็บ เช่น ในessay เวลาเราพูดถึงASEAN ครั้งแรก ให้เราใช้เขียน

วิธีทำให้สมองอยากฝึกภาษาอังกฤษทุกวัน (โดยไม่ต้องบังคับตัวเอง)

By |2019-04-12T02:52:36+07:00April 11th, 2019|Categories: เทคนิคการเรียน, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , , , , , |

จากวันก่อนที่โพสต์เรื่อง 4 วิธีง่ายๆสร้างนิสัยเรียนภาษาอังกฤษ (คลิกเพื่ออ่าน) วันนี้จะมาคุยกันต่อนะคะ และจะแจกhabit trackerด้วย วิธีนึงในการรักษาแรงจูงใจในการเรียนภาษา คือ ฉลองชัยชนะเล็กๆ (celebrate small wins) เพราะว่าตามวิวัฒนาการเนี่ย สมองคนเรามันพัฒนาไม่ทันสังคมเรา สมัยยุคคนป่าล่าสัตว์เนี่ย คนเราไม่ต้องคิดถึงอนาคตมาก ก็หากินของป่าล่าสัตว์สำหรับวันนี้อาทิตย์นี้ใช่ไหมคะ สมองเราเลยมักจะต้องการความพึงพอใจทันที (immediate gratification) คือ เวลาทำอะไรแล้วได้รางวัลได้ผลเลย เราจะชอบจะอยากทำอีก แต่ปัจจุบันเนี่ยสิ่งที่เราต้องทำส่วนมากมักจะส่งผลระยะยาว ไม่ค่อยให้รางวัลระยะสั้น เช่น ท่องศัพท์หรืออ่านบทความภาษาอังกฤษ มันไม่ได้ให้immediate gratificationอะไร สมองเราก็มักจะบอกว่าไม่ต้องทำอีกหรอก มันไม่เห็นได้อะไรเลย ฉะนั้นถ้าเราอยากจะทำอะไรให้สม่ำเสมอ เราก็ต้องให้รางวัลสมองเราค่ะ รางวัลก็ไม่ต้องยิ่งใหญ่อะไร เช่น ถ้าอ่านหนังสือภาษาอังกฤษหนึ่งหน้าแล้วเราจะเล่นเกมส์ได้ หรือเช็คinstagramได้ อะไรแบบนี้ วิธีนึงที่ครูม่อนใช้อยู่และอยากจะแนะนำก็คือ ใช้แทรกเกอร์ (tracker)ค่ะ ไม่มีอะไรมากแค่ว่าพอเราทำจบแล้ว ก็ติ๊กว่าเราทำแล้ว แค่นั้นแหละค่ะ รางวัลที่เราได้คือ ได้ความพอใจว่าเราทำอะไรสำเร็จแล้ว แค่นี้สมองก็จะเรียนว่า เออ ทำแล้วเราได้ความรู้สึกที่ดี พอเราทำไปเรื่อยๆมันก็จะเป็นนิสัยค่ะ สมองก็จะเชื่อมโยงว่าพอเราทำกิจกรรมนี้แล้ว เราจะรู้สึกดี อีกอย่างคือ

อธิบายขนาดของผลลัพธ์ adj.+ effect

By |2019-04-09T05:34:56+07:00April 9th, 2019|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , |

เวลาเขียนรายงานเรามักจะต้องสรุปผลว่าการทดลองนั้นมีผลมากน้อยแค่ไหน มาดูกันว่าเราใช้ adjective อะไรได้บ้าง n. effect  ผลลัพธ์ significant considerable substantial notable sizable คำเหล่านี้พอเอามาขยายeffect หมายถึงว่ามีผลเยอะพอสมควร เราจะทำเป็นประโยคก็ได้ The effect is significant/considerable/substantial/notable/sizable. ที่เราต้องใช้คำพวกนี้เพราะว่าบางทีตัวเหตุมันส่งให้มีผลก็จริง แต่ผลอาจจะน้อยมากๆจนไม่มีความหมาย เราถึงต้องอธิบายให้ชัดว่าผลที่เราพูดถึงนี้มันเยอะพอสมควรนะ Significant จะเจอบ่อยมาก เวลาเขียนต้องระวังตรงที่บางสาขาวิชาจะใช้คำนี้เมื่อผลสถิติออกมา significant Considerable จำง่ายๆว่า ก็ผลเยอะขนาดต้องมาconsider Substantial  จำว่า substance คือ สสาร  จะเป็นสสารได้ก็ต้องมีผลเยอะ Notable จำว่า note ก็คือจด  -ableก็แปลว่า น่าจำได้  สิ่งที่น่าจำได้ก็ต้องมีผลเยอะ Sizable  จำว่า size คือขนาด  -able ก็ขนาดใหญ่มีผลเยอะ Q:เพื่อนๆคิดว่ามีคำไหนที่เราเอามาใช้ขยาย effect ได้อีกบ้างคะ   #learnenglish #learnenglishonline #academicwriting

4 วิธีง่ายๆสร้างนิสัยเรียนภาษาอังกฤษ

By |2019-04-16T11:12:00+07:00April 5th, 2019|Categories: Featured, เทคนิคการเรียน, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , , , , |

Motivation หรือ แรงจูงใจ เป็นสิ่งที่แปรปรวนบ่อยยิ่งกว่าอากาศอีก หลายๆคนจึงบอกว่าการขาดmotivationเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เลิกฝึกภาษาอังกฤษ ฉะนั้นเราจะให้motivationเป็นตัวหลักในการฝึกภาษาไม่ได้ ก็มันเชื่อถือไม่ได้อ่ะ เดี๋ยวไปเดี๋ยวมา ถ้ามัวแต่รอmotivationก็ไม่ได้เก่งอังกฤษสักที ตามหลักจิตวิทยาและสมอง เราจะทำยังไงให้เราฝึกต่อไปทั้งๆที่บางวันอยากจะเลิก? คำตอบคือ สร้างนิสัยเรียนภาษาอังกฤษค่ะ   ครูม่อนขอเสนอเทคนิค 4 อย่างที่ครูม่อนใช้เองมาถึงทุกวันนี้ 1. Start small เริ่มจากเล็กๆก่อน เล็กคือเล็กจริงๆ เช่น เรียนศัพท์ใหม่วันละ 1 คำ  อ่านถูกแล้วค่ะ 1 คำเท่านั้น เพราะว่าเราต้องทำอะไรเล็กๆให้ได้ก่อน ถึงจะเลื่อนไปขั้นสูงขึ้นได้ เรียนปีละ 365คำก็ยังดีกว่า 0 คำ จริงไหมคะ 2. Aim at creating a habit  การที่จะเก่งด้านไหนก็ตาม เราต้องทำสิ่งนั้นบ่อยๆ อยากจะเก่งเทนนิสก็ต้องเล่นเทนนิสทุกวัน ไม่ใช่เล่นแค่ช่วงซัมเมอร์  เรียนภาษาก็เหมือนกัน เป้าหมายของเราตอนแรกก็คือใช้ภาษาทุกวัน เช่นการเรียนศัพท์ใหม่วันละหนึ่งคำ ก็เป็นการฝึกให้สมองเรารู้ว่าทุกๆวันเราจะเรียนรู้คำใหม่หนึ่งคำ จริงอยู่ที่ในที่สุดแล้วเราต้องเรียนให้มากกว่าหนึ่งคำ แต่การฝึกนิสัยเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดค่ะ สำคัญกว่าเนื้อหาว่าเราเรียนมากแค่ไหน พวกเราทุกคนก็คงเคยมีประสบการณ์ว่าพอท่องเนื้อหาก่อนสอบ ก็สอบได้

ทำไมท่องศัพท์แล้วจำไม่ได้

By |2019-04-05T06:35:19+07:00April 5th, 2019|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , |

“เคยท่องศัพท์แล้วก็ลืม เสียเวลาแล้วไม่ได้อะไร ก็เลยเลิกท่อง” อันนี้ได้ยินหลายคนบ่นมาก ตัวครูม่อนเองก็เจอเหมือนกัน แต่ขอถามจริงๆนะคะ ท่องศัพท์แล้วลืมเนี่ย มันไม่ได้อะไรจริงๆเหรอ? การเรียนคำศัพท์มันไม่ใช่ all-or-nothing คือ ไม่ใช่แค่ว่า จำได้ กับ จำไม่ได้ แต่มันไม่ได้หมายความว่าเราเสียเวลาเปล่านะ การเรียนคำศัพท์มีสี่ระดับด้วยกัน  ตามที่นักวิจัย Edgar Dale เสนอไว้ 1. ไม่รู้จักและไม่เคยเห็นคำนี้ 2. เคยเห็นหรือได้ยินคำนี้ แต่ไม่แน่ใจว่าหมายความว่าอะไร 3. เห็นแล้วรู้จัก (recognize) และรู้ความหมาย ถ้าอ่านเจอจะเข้าใจ แต่ยังไม่ชัวร์ขนาดกล้าใช้พูดหรือเขียนเอง 4. รู้จักคำนี้ดี และสามารถใช้ในการพูดและเขียนได้ เวลาที่เราเจอคำใหม่ครั้งแรก เราก็ยังอยู่ในระดับแรกอยู่  เปิดดิกหาความหมาย ถ้าขยันหน่อยก็จดความหมายกับตัวอย่างใช่ไหมคะ เราก็มักจะคิดว่าอย่างนี้คือท่องแล้วแหละ ถ้าขยันหน่อย ช่วงนี้กำลังฟิต ก็อาจจะทวนสักอาทิตย์นึง แล้วเราก็ลืมไป ทิ้งมันไป พอมาอ่านเจออีกที “เฮ้ย คำนี้คุ้นๆอ่ะ” แต่ไม่แน่ใจว่าหมายความว่าอะไร แล้วเราก็มาโทษตัวเองว่า “ทำไมโง่จัง ทำไมความจำห่วย” เลิกท่องดีกว่า เสียเวลา

January 2018

อ่านสนุก จำได้แม่น

By |2018-01-31T02:12:31+07:00January 31st, 2018|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , , , |

ครูม่อนเชื่อมากๆว่าการอ่านช่วยให้เราเรียนภาษาอังกฤษได้ดี เพราะนอกจากจะได้เรียนภาษาอังกฤษแล้ว เรายังได้สนุกกับมันด้วย ถ้าอ่านหนังสือดีๆล่ะก็ เราไม่รู้สึกว่ากำลังเรียนภาษาอังกฤษอยู่เลย แต่เราสนุกไปกับเรื่องราวหรือเนื้อหาในหนังสือมากกว่า แต่ครูม่อนมีวิธีเพิ่มเติมที่ช่วยให้อ่านแล้วเรียนภาษาได้เร็วขึ้น วิธีนี้คือการอ่านซ้ำค่ะ อย่าเพิ่งคิดว่าน่าเบื่อนะคะ วิธีนี้คือให้เลือกหนังสือหรือบทความที่เราอ่านแล้วชอบมาอ่านซ้ำอีกรอบ แต่รอบนี้ขณะที่อ่านให้จดvocab, phrases หรือ ประโยคที่เราสนใจจะเรียนไว้ แล้วไปเปิดดิกหรือgoogleดูความหมายและpronunciation อยากให้ลองเปิดกว้างมากกว่าจดแค่คำศัพท์ ให้หัดดูรูปประโยคด้วย และดูว่าใช้ในกรณีไหนบ้าง ลองดูตัวอย่างของครูม่อนนะคะ อันนี้ครูม่อนเพิ่งเริ่มจดต้นเดือนนี้เอง (เพราะว่าไม่ว่าเราจะอยู่ในระดับไหน ก็เรียนรู้ได้เสมอนะคะ)  กดเข้าไปเพื่อดูรูปขนาดเต็มได้ค่ะ อีกอย่างคือ อย่าไปจริงจังมากจนเครียดค่ะ อันนี้ครูม่อนเขียนแค่สิบห้านาทีต่อวันเท่านั้นเอง ไม่ได้รีบร้อนอะไร พอไปอ่านเล่มอื่นๆก็เห็นได้ชัดเลยว่าตัวเองจำคำศัพท์และรูปประโยคได้เร็วจริงๆ เพราะพอไปเจออีกในการอ่านหนังสือเรื่องอื่นๆ มันเป็นการตอกย้ำให้short-term กลายเป็น long-term memories ค่ะ ทำไมการตั้งใจจดคำศัพท์และรูปประโยคถึงทำให้เราสังเกตเห็นคำศัพท์ในหนังสือเล่มอื่นๆ? เป็นเพราะว่าปกติแล้วคนเรามีworking memory จำกัด เพราะฉะนั้นเราจะมี selective attention  คือ เราจะให้ความสนใจเฉพาะสิ่งที่เราคิดว่าสำคัญหรือเป็นสิ่งที่เราตั้งใจมองหาเท่านั้น (ไม่งั้นสมองเราคงแย่นะคะถ้าต้องสนใจทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเรา) มีการทดลองที่มีชื่อเสียงมากในเรื่อง selective attention ลองดูนะคะ การอ่านก็เหมือนกับในการทดลองค่ะ เรามักจะไม่เห็นคำที่เราไม่รู้ ข้ามไปเลย ทำให้เราเสียโอกาสในการเรียนคำนั้น แต่ถ้าเราตั้งใจจดสักครั้งนึง หลังจากนั้นสมองเราจะสังเกตเห็นเวลาที่คำนี้โผล่ขึ้นมาอีก ทำให้เราจำได้มากขึ้นค่ะ

ความหมายตรงตัวหรือเปรียบเทียบ (Literal or Figurative meaning)

By |2018-01-13T06:17:17+07:00January 13th, 2018|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , |

คำศัพท์คำนึงสามารถมีความหมายได้หลายแบบ วันนี้เรามารู้จักความหมายแบบ  literal (ตรงตัว) กับ figurative (เปรียบเทียบ) กันดีกว่าค่ะ Literal (adj.) แปลว่า มีความหมายตรงตัว Figurative (adj.) แปลว่า มีความหมายแบบเปรียบเทียบหรืออุปมาอุปไมย ตัวอย่าง 1. During the practice trial, the athlete set a new record in the 110-meter hurdle race. ความหมายประโยค: ในระหว่างการซ้อม นักกีฬาได้ทำสถิติใหม่ในกระโดดข้ามรั้วระยะ100เมตร 2. Coming from a very low-income background, he faced many financial hurdles. ความหมายประโยค: เนื่องจากการที่มาจากปูมหลังที่ยากจน เขาต้องเผชิญกับความลำบากทางการเงินมากมาย คำว่า hurdle นั้น เป็นคำนามที่แปลว่ากระโดดข้ามรั้ว