June 2019

Verb Tense Consistency เลือกใช้ tenseใน academic writingให้ถูกต้อง

By |2019-06-15T05:03:06+07:00June 15th, 2019|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , , , |

ปกติเวลาเราเริ่มเรียนภาษาอังกฤษใหม่ๆ เราก็จะฝึกการใช้tenseตามเวลา ว่า อดืต ปัจจุบัน หรืออนาคต สำหรับacademic writing ก็จะคล้ายๆกัน ตามนี้ค่ะ Present Tense ใช้สำหรับ • Introducing a topic with a general statement การเริ่มแนะนำtopicด้วยประโยคกว้างๆ • Making statements about what is currently true การเขียนถึงประโยคที่แสดงถึงสิ่งที่เป็นจริงเสมอ Past Tense ใช้สำหรับ • Reporting another’s completed research การรายงานงานวิจัยหรืองานเขียนคนอื่นที่ทำเสร็จแล้ว • Describing completed methods and data การอธิบายวิธีและข้อมูลงานวิจัยที่ทำเสร็จแล้ว Present Perfect Tenseใช้สำหรับ • Describing a past situation

May 2019

สูตรการเขียนสรุปว่าคนเขียนเห็นด้วยกับบางอย่าง (expressing agreement)

By |2019-05-17T06:06:51+07:00May 17th, 2019|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , |

สำหรับการเขียนสรุปว่าคนเขียน A เห็นด้วยกับคนเขียน B สามารถใช้  template อย่างนี้ค่ะ The authors of this paper agree with Smith (2010) that _____. ผู้เขียนบทความนี้เห็นด้วยกับสมิธ(2010)ว่า ______ Verbs ที่ใช้ได้ Confirm ยืนยัน Reaffirm ยืนยันอีกครั้ง Support สนับสนุน Verify พิสูจน์ อย่าลืมว่าแต่ละ verb นั้นก็มีวิธีการใช้ต่างกันนะคะ อย่าลืมเช็คกับดิกชันนารีด้วยว่าต้องใช้ยังไง ใช้กับ preposition ไหน

สูตรการเขียนสรุป Summarizing

By |2019-05-17T06:02:43+07:00May 17th, 2019|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , |

สูตรการเขียนสรุป Summarizing He/she demonstrates that _____ . เขาแสดงและพิสูจน์ว่า  ______ . Verb  ที่มาใช้ในการสรุปได้ Argue โต้เถียง Assert ยืนยัน Believe เชื่อ Claim อ้าง Emphasize เน้น Report รายงาน Show  แสดง Suggest แนะนำ แน่นอนว่าแต่ละคำก็จะมีความหมายต่างกัน เราต้องดูด้วยว่าความหมายตรงตามที่เราอ่านมาหรือไม่ค่ะ

Avoid Absolute Words

By |2019-05-17T05:57:24+07:00May 17th, 2019|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , |

Absolute words คือ คำที่มีความหมายแบบแน่นอน ฟันธง ซึ่งเราจะพยายามไม่ใช้ในการเขียนวิชาการเพราะความหมายมักจะผิดได้ง่าย คราวที่แล้วแนะนำ template ไป อยากให้มาสังเกตกันด้วยว่า template นั้นมีจุดที่สำคัญคือ จะไม่ใช้คำที่เป็น absolute เช่น all, always, never, none, only, every, mustและคำอื่นๆที่ความหมายคล้ายกัน Many people assume that _______ . หลายๆคนเชื่อว่า _____ Everyone assumes that ____ ทุกคนเชื่อว่า _____ Q: อันไหนดีกว่ากัน? A: อันแรกค่ะ เพราะว่าอันที่สองคนอื่นจะโต้แย้งได้ว่า ทุกคนเชื่ออย่างนี้เหรอ? ไม่จริงหรอก Many people assume that video games cause teenage violence. Everyone assumes that

สูตรการเขียน Introducing Common Views

By |2019-05-17T05:51:19+07:00May 17th, 2019|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , |

การเขียนเชิงวิชาการนั้นมักจะต้องการให้เราเริ่มต้นจากการพูดถึงความรู้ที่มีอยู่แล้วก่อน จากนั้นเราถึงจะพูดถึงความเห็นของเรา มี template หลายอันที่เรานำมาใช้ได้ค่ะ Many people assume that _______ . หลายๆคนเชื่อว่า _____ It is often said that ______ . เป็นที่พูดกันว่า  ____ Common sense seems to dictate that _____ . คอมมอนต์เซ้นส์เหมือนจะสรุปว่า _____ Conventional wisdom has it that ____ . ความรู้และปัญญาทั่วๆไปบอกว่า _______ แล้วตามด้วยความรู้ความเชื่อปัจจุบันเกี่ยวกับเรื่องที่เราจะเขียนถึง เริ่มจากการใช้  template ก่อน แล้วค่อยๆเปลี่ยนไปเรื่อยๆ พออ่านเยอะๆขึ้นเราก็จะสะสมpatternวิธีการเขียนได้มากขึ้น แล้วก็จะเขียนได้เองโดยไม่ต้องคอยใช้ template ค่ะ Q: การใช้ template ถือเป็นการ plagirism

ถ้าอาจารย์ใช้คำนี้ในเลคเชอร์ แต่ทำไมเราใช้ในงานเขียนไม่ได้ ?

By |2019-05-03T01:34:07+07:00May 3rd, 2019|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , |

ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าภาษาพูดกับเขียนนั้นต่างกัน ซึ่งอันนี้ก็จริงในacademia(ทางวิชาการ)ด้วยเหมือนกัน เวลาอยู่ในเลคเชอร์หรือสัมมนา เราอาจจะได้ยินอาจารย์ใช้คำที่ไม่เป็นทางการ เช่น stuffs, a bit, a bunch of  เป็นต้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเอาคำพวกนี้มาใช้ในงานเขียนได้นะคะ เวลาเขียนเราต้องใช้คำที่เป็นทางการอยู่ดีค่ะ คือไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษที่ใช้กันอยู่ทุกวัน หรือภาษาอังกฤษเชิงวิชาการก็มีแยกเป็น ภาษาพูดกับภาษาเขียน ดังนั้น ภาษาพูดทางวิชาการก็ยังมีความแตกต่างจากภาษาเขียนอยู่ดี ภาษาพูดทางวิชาการ โดยเฉพาะในห้องเรียนหรือการประชุมกลุ่มย่อยนั้น จะต่างกับภาษาเขียนตรงที่ 1. Loosely-structured (โครงสร้างหละหลวม) คือ เป็นภาษาพูดก็อาจจะวนไปวนมาบ้าง เป็นเรื่องปกติ ยกเว้นการพูดในวิชาการแบบเป็นทางการในการประชุมใหญ่ๆซึ่งคนพูดก็จะมีการเตรียมตัวมาดี ในกรณีนั้นก็จะมี structureที่ดีหน่อย 2. Assuming shared context and common background ภาษาพูดทุกแบบจะมีการ assume หรือทึกทักเอาว่าคนฟังมีbackgroundคล้ายๆคนพูด คือ ก็อยู่ที่เดียวกันคุยเรื่องเดียวกันก็จะมีการละเว้นคำ หรือประโยค โดยถือว่าคนฟังคงเข้าใจเพราะว่าคุยกันเอง แล้วก็ถ้าคนฟังไม่เข้าใจจริงๆก็สามารถถามได้ แต่เวลาเราเขียน เราต้องตระหนักไว้ว่าคนอ่านไม่รู้ว่าbackgroundหรือcontextเราเป็นแบบไหน และก็ไม่สามารถถามได้ทันทีถ้าอ่านแล้วไม่เข้าใจ ฉะนั้นคนเขียนต้องเขียนให้ละเอียดเพื่อให้คนอ่านเข้าใจชัดเจนค่ะ 3. No revision คือ เวลาพูดนั้น

April 2019

การใช้ phrasal verb ในการเขียนวิชาการ

By |2019-04-30T02:56:33+07:00April 30th, 2019|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , |

phrasal verb คือ วลีที่มี verb + คำชนิดอื่น (อาจจะเป็นadverb หรือ preposition) เช่น put up with, figure out, get rid of เป็นต้น แต่ใน academic writing จะไม่ค่อยนิยมใช้ phrasal verb  แต่จะไปใช้ single verb (verb ที่เป็นคำเดี่ยว)มากกว่า เช่น Put up with —> tolerate Figure out —> determine Get rid of —> eliminate ซึ่ง single verb เหล่านี้ หลายๆคนก็รู้จักอยู่แล้ว แต่บางทีเราไม่รู้ว่าควรจะเอามาใช้แทน phrasal verb หรือบางทีตอนที่เขียนหรือeditอยู่

ภาษาวิชาการ Academic Writing: Formal VS Informal

By |2019-04-23T03:24:27+07:00April 23rd, 2019|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , , , |

อาทิตย์นี้ครูม่อนจะคุยเรื่อง academic writing style (เขียนเชิงวิชาการ) นะคะ ซึ่งอันนี้มันใช้ในการสอบต่างๆเช่น โทเฟล (TOEF) หรือ GRE ด้วย คือ ในการสอบวัดระดับภาษาสำหรับการเรียนต่อต่างๆ เรื่องหนึ่งก็คือ formal language คือ academic writing จะเป็นทางการกว่าภาษาพูด ซึ่งหลักการนี้ก็น่าจะรู้ๆกันอยู่แล้ว แต่อุปสรรคคือบางทีเราไม่รู้ว่าภาษาที่เราใช้อันไหนมันไม่เป็นทางการ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกตินะคะ เพราะว่าเราไม่ได้ใช้ภาษาวิชาการทุกวัน เราเรียนภาษาอังกฤษจากหนัง ทีวี เพลง หรือบทความทางอินเตอร์เนท มันก็ไม่แปลกที่เราจะไม่รู้ว่าแบบไหนที่ไม่เป็นทางการพอสำหรับacademic writing ลองดูตัวอย่างง่ายๆ Gonna -->  going to Kind of, sort of -->  rather, to some extent Really —> extremely, immensely, tremendously อันนี้ต้องแล้วแต่ความหมายที่เราตั้งใจจะใช้ตอนแรกด้วยเพราะว่า really  ใช้ได้หลายกรณี Get (something