fbpx

ได้คะแนนโทเฟลมาแล้ว (TOEFL iBT) ได้117เต็ม120

Share This Post

Share on email
Share on facebook
Share on twitter

อันนี้มาจาก bloggangของม่อนเอง   publishedเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2552 นะคะ

—-

เมื่อวานเพิ่งได้คะแนนโทเฟล หลังจากที่ไปสอบมาเมื่อวันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม 2552 สนามสอบที่Language@Click ที่เพลินจิตเซ็นเตอร์  ต้องบอกตรงๆว่าตอนไปสอบก็ตื่นเต้นเหมือนกัน เพราะกลัวได้คะแนนน้อยกว่าครั้งแรก (ครั้งแรก ตอนก่อนไปเรียนปริญญาโทที่ฮาร์วาร์ด ได้ 110/120) ที่ต้องสอบใหม่เพราะอันเก่ามันหมดอายุแล้วอ่ะ แอบเซ็งเหมือนกัน แต่อีกใจก็ดีใจที่จะได้ถือโอกาสอัพคะแนนตัวเองซะเลย

ครั้งที่แล้วได้ reading 29, listening 29, speaking 28, writing 24 ครั้งนี้เลยกะว่าต้องตั้งใจwritingให้เต็มที่ เพราะคราวที่แล้วก็ไม่ค่อยได้เตรียมตัวเหมือนกัน writing จะมีสองส่วน คือ ส่วนที่เป็นacademic กับ personal opinion ส่วนที่เป็นacademic ได้ fair (ซึ่งถือว่า แอบเป็นจุดด่างพร้อยในใบคะแนนเพราะ ส่วนอื่นได้ดีหมด แล้วเวลาไปเรียนต่อ เรื่องการเขียนถือเป็นเรื่องใหญ่ด้วย) แต่ทั้งๆที่กะว่าจะตั้งใจเตรียมตัวเต็มที่ แต่พอกลับจากงานทีไรก็เหนื่อยเจียนตายทุกที เลยได้ฝึกเขียนที่บ้านประมาณสามสี่ครั้ง

วันสอบไปสอบพร้อมน้องสาว ที่สอบก็พอใช้ได้ มีpartitionกั้น แต่ว่าก็ยังได้ยินเสียงคนอื่นอยู่ แต่ม่อนก็รู้อยู่แล้วแหละว่ามันจะเป็นแบบนี้ เลยเฉยๆ ไม่ค่อยdistractเราเท่าไหร่ ถ้าใครไม่เตรียมใจไปก่อนว่าจะได้ยินเสียงคนอื่นบ้าง ก็อาจะสมาธิกระเจิงได้นะ

ทำreadingได้แหละ เพราะกะเป็นตัวเก็บคะแนนของเราอยู่แล้ว แต่ว่าแอบnervousนิดนึงเพราะรู้สึกว่าทำไม่ได้ทุกข้อ แถมมีส่วนหนึ่งที่ทำไม่ค่อยทำด้วย (คือข้อสุดท้ายรีบทำมากเลย ไม่ได้อ่านให้ดี เลยไม่รู้ถูกหรือเปล่า) ทำส่วน 20 นาีที ต่อด้วยส่วน 40 นาทีเสร็จ ม่อนก็นึกว่าเสร็จแล้ว กำลังจะถอดหายใจเตรียมต่อlistening ปรากฏว่า มันโผล่มาอีก 40 นาทีแฮะ เลยงงเลยว่ายังไม่หมดอีกเหรอ แต่ก็ได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำต่อไป   ทำเสร็จเพิ่งมาคุยกับน้องสาวทีหลัง ถึงรู้ว่าเขาจะเพิ่มส่วนที่ใช้ทำ research ของเขาอีกส่วนหนึ่ง น้องเราได้เพิ่มlisteningอีก10นา่ที แต่ม่อนว่าอย่างนี้มันไม่ค่อยfairเท่าไหร่นะ เพราะของเราตั้ง40นาที แถมเป็น reading ซึ่งเหนื่อยกว่าlisteningเยอะ ม่อนว่าถ้าอยากจะเพิ่มก็น่าจะทำให้เหมือนGRE คือเพิ่มอีกหนึ่งsectionให้ใช้เวลาเท่ากันไปเลย  แต่เอาเถอะก็ไม่ได้มีปัญหาขนาดนั้น เพราะเราทำได้

ส่วนlisteningก็ง่ายแหละ ไม่ค่อยมีอะไร ใครที่ดูหนังฝรั่งเยอะๆเหมือนม่อนก็คงทำได้สบายชัวร์ ถือว่าเป็นส่วนไว้พักผ่อนล่ะกัน

จากนั้นเขาจะให้พักสิบนาที ใครจะไปสอบ จะเตือนว่าที่สอบที่นี้มีห้องน้ำน้อย แถมต้องเดินไปพอสมควร ไม่เหมือนบางที่ที่ห้องน้ำจะเยอะกว่า แต่เราก็ไม่มีปัญหานะ กลับไปสอบทัน

ส่วนspeaking มันจะตื่นเต้นบ้าง เพราะเขาจะให้เราพูดค่อนข้างทันทีทันใด ขอให้เวลาเตรียมประมาณสิบถึงสิบห้าวินาที ซึ่งก็ไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่ นอกจากจะให้เราเตรียมใจมากกว่า

ส่วนwritingนี่ academic writing ค่อนข้างง่ายเลยล่ะ อันแรกเขาจะให้เอาสิ่งที่ฟังจากlectureมา แล้วดูว่าpassageที่เขาให้สนับสนุนหรือหักล้าง กับสิ่งที่ฟังจากlectureอย่างไร ซึ่งอันที่ได้นี่ contradictให้เห็นเป็นข้อๆเลย เลยไม่ยากเท่าไหร่
ส่วนwritingอีกอันที่ถามความคิดเห็นส่วนตัว ก็แอบโชคดีได้หัวข้อตรงกับอาชีพที่ทำอยู่ปัจจุบัน เลยมีเรื่องเขียนเยอะ เขียนไปประมาณสี่ร้อยคำ แต่จริงๆแล้วเขียนแค่สามร้อยก็พอนะ ถึงจะบอกว่าเราโชคดีที่ได้หัวข้อนี้ แต่ถึงคนที่ได้หัวข้อที่ไม่ตรงกับสายอาชีพเราก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เพราะเขาจะให้คำถามที่ตอบได้โดยทั่วๆไป โดยไม่ต้องมีพื้นฐานความรู้อะไรเป็นพิเศษ เพียงแต่พอม่อนได้หัวข้อถูกใจ เลยเขียนมันส์มาก ยังอยากเขียนต่อด้วยซ้ำไป

สรุปคะแนน ได้ reading 30/30 listening 30/30 speaking 29/30 writing 28/30  รวม 117/120 ดีใจมากๆเลย เย้!

ที่มาโพสต์ลงนี่ อยากให้พวกเราเห็นว่าคนไทยก็ทำคะแนนสูงๆได้เหมือนกันนะ อย่ายอมแพ้คนชาติอื่นๆ ถ้าพวกเราตั้งใจม่อนว่าเผลอๆจะได้เยอะกว่าคนชาติอื่นอีกนะ เพราะเราเรียนแกรมมากันว่าแน่นมาก  เป็นกำลังใจให้คนที่จะสอบค่ะ 🙂

More To Explore

Academic Writing

สรุปเนื้อหาจาก Workshop 20 ธ.ค. 2563 “Say What You Really Mean – วิธีเลือกคำให้ถูกต้องตรงใจแบบไม่ต้องท่อง”

           สวัสดีค่ะ วันนี้ครูม่อนอยากมาแนะนำเทคนิคดีๆ 3 ข้อ เพื่อช่วยให้นักเรียนเลือกคำมาใช้ในบทความหรืองานเขียนเชิงวิชาการได้ดีขึ้น

Featured

อย่าเพิ่งส่ง Statement Of Purpose ถ้ายังไม่ได้แก้ 4 อย่างนี้

ก่อนจะได้เรียนต่อในที่ที่เราฝัน ก็ต้องสมัครให้ติดก่อน Statement of Purpose หรือ Personal Statement เป็นสิ่งหนึ่งที่หลายๆคนกลัวกันมาก ซึ่งก็ไม่แปลกเลยเพราะการเขียน