Loading...

Facebook Live 12/11/2019 – “participial phrases และ dangling modifiers”

By |2019-11-28T14:50:21+07:00November 27th, 2019|Categories: Facebook Live Rerun|Tags: |

https://youtu.be/W0TWYKmgdZc Author: Dr Natpat Chanjavanakul Date: 12 November 2019 ***** วันนี้มาพูดถึงเรื่อง Participial phrases กันนะคะ ก่อนอื่นขอย้อนความก่อนว่า sentence-combining methods มีทั้งหมด 5 วิธีคือ 1. Insert adj/adv/prep phrases 2. Appositives 3. Coordination 4. Subordination 5. Participial phrases วันนี้จะคุยถึงข้อที่ 5 โดยเริ่มจากทำความรู้จักกับ Participles ซึ่งก็คือ verb form ต่างๆที่ใช้เป็น adj ได้ Participial phrases ก็คือ phrase ที่ขึ้นต้นด้วย present participle (V-ing) หรือ past participle (V

อ่านอย่างไรถึงจะเขียนเก่ง?

By |2019-11-25T07:04:14+07:00November 25th, 2019|Categories: เทคนิคการเรียน, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , , , |

ใครบ้างที่คิดว่าอ่านเยอะๆแล้วทำให้ภาษาดีขึ้น ทำให้เขียนได้เก่งขึ้น? ครูม่อนคิดว่าทุกๆคนก็คงรู้ และเชื่อแบบนี้ ซึ่งมันก็จริงค่ะ ไม่ว่าจะเรียนภาษาอะไร การใช้ภาษานั้นทำให้ภาษาดีขึ้นแน่นอน โดยเฉพาะเรื่องการเขียนนั้น แน่นอนว่าอย่างน้อยก็ต้องอ่านเป็นบ้าง ถึงจะเขียนดีขึ้น วันนี้ครูจะพูดถึงสองเรื่องด้วยกัน  การอ่านนิยายเพื่อเรียนภาษาและพัฒนาการเขียน สิ่งที่ควรรู้ไว้สำหรับการปรับใช้ให้เข้ากับงานเขียนของเราเอง   เรื่องแรก คือ อ่าน fiction (นิยาย)  เพื่อเรียนภาษาและพัฒนาการเขียน เมื่อก่อนครูเป็นคนที่เลือกจะอ่านแต่ non-fiction (งานเขียนจากเรื่องจริง้ฟะ รวมถึงความรู้ต่างๆ) เท่านั้น ตอนนั้นช่วงเรียนที่จุฬา คิดว่าอยากจะอ่านหาความรู้ให้เยอะๆ และให้เก่งภาษาอังกฤษด้วย  คิดว่าความรู้ก็ต้องมาจาก non-fiction เท่านั้น ถ้าอ่าน fiction จะเสียเวลาช่วงนั้นก็พูดจริงๆว่าอ่านไปเยอะมาก ได้ความรู้เยอะมาก ตอนนั้นอ่านเรื่อง จิตวิทยา เรื่อง การฝึกสมอง เรื่องวิทยาศาสตร์ เพิ่งมารู้สึกตอนที่เรียนปริญญาเอกว่า อ่าน non-fiction เนี่ยมันก็น่าเบื่อนะ คือตอนเรียนเอกมันต้องอ่านเยอะไง อ่านเยอะจนเบื่อ เลยหันไปอ่านนิยายบ้าง ถึงได้รู้ว่าอ่านนิยายเนี่ยแหละก็ได้ภาษาเยอะ แล้วไม่ใช่ได้แต่ภาษานะ ยังได้เข้าใจความคิดเห็นความรู้สึกของคนอื่นด้วย  งานวิจัยมีบอกว่า คนที่อ่านนิยายจะมี emphathy เพิ่มขึ้น เพราะว่าได้หัดคิดได้เห็นความรู้สึกของคนอื่น (other point

When to quit? เมื่อไหร่ที่ควรจะเลิกพยายาม?

By |2019-12-04T11:06:00+07:00November 19th, 2019|Categories: Food for Thoughts|Tags: , , , , |

ทำไมเวลาเราอยากจะเริ่มเปลี่ยนตัวเอง ทำอะไรใหม่ๆ ถึงได้ยากลำบากเหลือเกิน? เมื่อวันเกิดที่ผ่านมา ครูreflectกับชีวิตตัวเอง แล้วรู้สึกนะว่าพออายุมากขึ้นเนี่ย เวลาจะทำอะไรใหม่ๆมันจะยากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม  อยากจะตื่นเช้าขึ้น อ่านหนังสือดีๆ หาเวลานั่งสวดมนตร์ ดื่มน้ำมากขึ้น ทั้งๆที่ครูก็เข้าใจการทำงานของสมองว่าเวลาจะหัดทำอะไรใหม่ๆให้เป็นนิสัยนั้น ต้องใช้เวลาและทำสม่ำเสมอ ยิ่งตอนแรกๆยิ่งทำยาก  แต่เดี๋ยวนี้อะไรๆเราก็ได้เร็ว เราอยากได้เดี๋ยวนั้น instant gratification เป็นเรื่องใหญ่ของชีวิตเราจริงๆ เลยติดเป็นนิสัยว่าถ้าอยากได้อะไรแล้วไม่ได้เลย แปลว่าเราทำไม่ได้ มีกี่ครั้งที่เราตั้งใจทำอะไรแล้ว ก็ทำได้แค่  2-3 วันแล้วเลิก? เพราะคิดว่าเราทำไม่ได้  เพราะคิดว่าเราทำไม่ถูกวิธี เพราะคิดว่ามันยากไป ใช้เวลานานไป ทั้งๆที่ถ้าเรามาคิดจริงๆนะ ถ้าเราทำแบบเดียวกันกับการทดลองวิทยาศาสตร์หรืองานวิจัย เราคงว่าว่าบ้าไปแล้ว  มีข้อมูลแค่ครั้งสองครั้ง จะเอามาสรุปผลแล้วเหรอ?  แต่เราก็ทำกันในชีวิตเราเอง   เร็วๆนี้ครูพยายามจะนอนให้มีคุณภาพมากขึ้น เลยจะลองว่าถ้าทำ relaxation techniques จาก Calm app แล้วจะช่วยหรือไม่ ก็ลองไปอาทิตย์นึงนะ ก็บางวันก็ได้ผล บางวันก็ไม่ได้ผล แล้วไงต่อ? ก็เลิกไป เพราะรู้สึกว่ามันไม่ work ก็ไปลองหาข้อมูล หาวิธีใหม่  

สองข้อควรระวังในการใช้ determiners and articles (a,an,the)

By |2019-11-15T12:10:35+07:00November 15th, 2019|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , |

เรื่องที่มักจะผิดกันเยอะก็คือ การใช้ articles (a,an,the) ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติเพราะว่าภาษาไทยเราไม่มีเรื่องนี้ ไม่ต้องมีคำมาบ่งบอกว่าเป็นคำนามเฉพาะ หรือไม่เฉพาะเจาะจง ครูม่อนคิดว่าเข้าใจแต่ articles ไม่พอ ต้องเข้าใจ determiners ด้วย   Determiners คือ คำชนิดหนึ่งที่จะอยู่หน้า noun  Articles (a,an,the) เป็น determiners ชนิดหนึ่ง     ชนิดของ Determiners Indefinite articles: a, an  บอกความไม่เฉพาะเจาะจง Definite articles: the  บอกความเฉพาะเจาะจง Demonstratives: this, that, these, those  บอกว่าอันไหน Possessive: adjective (my, his, their, etc.) or noun (Sally’s, my mother’s, etc) บอกว่าของใคร Quantity

หัดใช้ academic writing templates ช่วยเขียนเชิงวิชาการ

By |2019-11-13T04:26:01+07:00November 13th, 2019|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , , |

Academic Writing Templates หัดใช้ templates ช่วยเขียนเชิงวิชาการ วิธีการใช้ templates  ให้เป็น model ค่ะ คือ ให้ดู structure ของ template แล้วเปลี่ยนเป็นคำและเนื้อหาที่เหมาะสมกับงานของเรา ง่ายๆคือใช้เป็น inspiration ค่ะ ปกติเราก็จะรู้อยู่บ้างแล้วว่าsynonymsมีอะไรบ้าง เราก็เอามาใช้แทนในtemplateได้ ประโยชน์สำคัญของ templates ก็คือ เวลาเขียน เราจะได้นึกออกเร็วขึ้นค่ะ ปกติเวลาเขียน บางทีมันนึกไม่ออกว่าจะใช้คำว่าอะไร จริงๆเรารู้นะว่าจะเขียนอะไร แต่บางทีมันนึกคำไม่ออกนึกประโยคไม่ออกจริงๆ การที่เรามี templates ที่เราสะสมไว้ จะทำให้เราเขียนได้เร็วขึ้นเยอะค่ะ  ข้อแนะนำเพิ่มเติม นอกจากใช้ templates และ models ตามนี้แล้ว ครูม่อนยังแนะนำให้รวบรวม phrases ที่เราอ่านเจอในpaper ของสาขาเราด้วยค่ะ เพราะว่าในแต่ละสาขาจะมีการเขียนที่แตกต่างกันบ้าง ถ้าเราหัดสังเกตและจดphrases ที่เราอ่านเจอ เวลาเราจะเขียนเราก็จะได้ style ที่เหมาะกับสาขาเราค่ะ   Establishing a research

จะตั้งเป้าหมายให้ดี ต้องมีทั้ง outcome และ action

By |2019-11-05T06:37:19+07:00November 5th, 2019|Categories: เทคนิคการเรียน|Tags: , , , |

เป้าหมายสามารถตั้งได้สองแบบด้วยกัน Outcome goals คือ ผลลัพธ์ที่อยากได้ Action goals คือ การกระทำของเรา ปกติแล้วเรามักจะตั้งเป้าหมายกันโดยเน้น outcome goals คือว่าอยากได้อะไร หลายๆคนคงจะเคยเรียนมาว่าให้ตั้งเป้าหมายแบบ SMART (specific, measurable, achievable, relevant, and time-based) เช่น สอบ TOEFL เดือนหน้าให้ได้ 100 คะแนนขึ้นไป เทอมหน้าให้ได้เกรด 3.50 ขึ้นไป ซึ่งเป้าหมายแบบนี้ก็ดีแต่ว่ามันมีปัจจัยอื่นๆที่เราไม่สามารถควบคุมได้ เช่น  วันสอบเราอาจจะป่วย หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้สอบให้เสียงฟังไม่ชัด  อาจารย์ไม่ชอบเรื่องที่เราเขียนโดยไม่มีเหตุผล หรือ ข้อสอบออกไม่ตรงกับที่เราอ่าน  ถ้าเราตั้งแต่outcome goals เราก็จะผิดหวังหมดกำลังใจได้ว่าเราพยายามแล้ว ทำไมไม่ต้องอย่างที่ตั้งเป้าไว้ ฉะนั้นจะให้ดี ลองตั้ง action goals ด้วย คือ เป้าหมายของการกระทำของเราเอง ซึ่งก็ใช้หลัก SMART ได้เหมือนกัน เช่น เพื่อเตรียมสอบ TOEFL ฉันจะทำแบบฝึกหัดวันละ 

Do you know what a foreign accent is? It’s a sign of bravery.

By |2019-11-05T04:54:40+07:00November 5th, 2019|Categories: Food for Thoughts, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , |

"Do you know what a foreign accent is? It’s a sign of bravery." "คุณรู้ไหมว่าสำเนียงต่างชาติคืออะไร? มันคือสัญลักษณ์ของความกล้าหาญ" - Amy Chua   หลายๆคนไม่กล้าพูดเพราะว่าสำเนียงไม่ดี ครูม่อนเองก็เคยรู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน แต่พอไปเรียนต่อ ไปอยู่ในสังคมเขาจริงๆ จะรู้เลยว่าเรื่องสำเนียงนั้นเป็นรองกว่าเนื้อหาเยอะ คนทั่วๆไปจะไม่ judgemental ไม่ตัดสินเราจากสำเนียง แต่จะรับฟังสิ่งที่เราอยากจะพูด เพราะฉะนั้นอย่าไปกังวลว่าสำเนียงเราไม่เหมือนเจ้าของภาษาเป๊ะๆ ถ้าเขาฟังรู้เรื่องก็พอแล้ว อย่าลืมว่าถ้าเขาฟังไม่รู้เรื่องเราก็ยังพูดซ้ำยังอธิบายได้ ฉะนั้นอย่าไปกลัวค่ะ พูดไปเลย    มาเรียนwritingด้วยกันฟรี ที่ Facebook group "English writing made easy - ชมรมฝึกเขียนภาษาอังกฤษ" https://www.facebook.com/groups/1706912769441545/

Run-on sentences และ sentence fragments

By |2019-12-06T12:05:48+07:00October 31st, 2019|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , |

Run-on sentences และ sentence fragments Author: ดร.ณัฏฐ์ภัทร์ ชาญเชาวน์กุล (ครูม่อน) Date: 31 ตุลาคม 2562   เรื่องนึงที่เจอเยอะเวลา edit งานเขียนคือ run-on sentence กับ fragment ค่ะ แต่ก่อนไปเรื่องนั้นลองมาทวนชนิดของประโยคนิดนึงนะคะ   ประโยคภาษาอังกฤษมี 4 แบบด้วยกัน  Simple sentence  มี independent clause อันเดียว   Compound sentence และ independent clauses สองอันเชื่อมกัน   Complex sentence ประโยคหลักอันนึง (independent clause), clause ย่อยอีกอันนึง (dependent clause) Compound-Complex sentence อันนี้ก็คือ compound และ complex เชื่อมกัน