วิทยาศาตร์

November 2017

คนที่เก่งอังกฤษมีความเชื่อแบบไหน (Mindset)

By |2019-04-16T11:21:19+07:00November 30th, 2017|Categories: Featured, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , |

ไม่ว่าจะเป็นการเรียนอะไรก็ตาม ความเชื่อทั้งเกี่ยวกับการเรียนและเกี่ยวกับตัวเอง ล้วนมีผลต่อความสำเร็จ วันนี้เราจะมาทำความรู้จักconceptเกี่ยวกับความเชื่ออย่างหนึ่งที่จะช่วยให้เราเข้าใจและพัฒนาการเรียนภาษาอังกฤษได้อย่างมาก คือ Mindset ค่ะ Mindset คือ ความเชื่อเกี่ยวกับความฉลาดหรือความสามารถ มีสองแบบด้วยกัน 1. Fixed หรือ Stable mindset 2. Growth mindset Fixed mindset มองว่าความฉลาดเป็นสิ่งที่ fixed คือ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ประมาณว่าใครเกิดมาเก่งก็คือเก่ง ใครไม่เก่งก็ไม่เก่ง ไม่สามารถเปลี่ยนได้ Growth mindset มองว่าความฉลาดนั้นมาจากการพัฒนา คือ ไม่ว่าใครก็สามารถเก่งได้ ไม่จำเป็นว่าต้องเกิดมาเก่งด้านนั้นๆโดยเฉพาะ มองเผินๆเราอาจจะไม่เห็นว่า fixed mindset จะไม่ดีตรงไหนใช่ไหมคะ คือ  ถ้าเราเชื่อว่าเราเก่ง ถึงแม้ว่าเราจะเชื่อว่าความเก่งพัฒนาไม่ได้ ก็ไม่เห็นจะเป็นไร ก็เราเชื่อว่าเราเก่งแล้วก็ไม่น่าจะมีปัญหา แต่จริงๆมีข้อเสียอย่างมากเลยค่ะ เรารู้กันอยู่แล้วว่าคนเราจะเก่งในด้านอะไรก็ตามนั้นต้องมีการฝึกฝนพัฒนา คนที่จะเก่งได้จริงๆต้องมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ต้อง stretch beyond current capabilities    คือ พยายามทำในสิ่งที่ตอนนี้ยังทำไม่ได้ พยายามทำในสิ่งที่ยังไม่เคยทำ 

March 2012

เรียนภาษาแบบธรรมชาติ

By |2012-03-04T17:04:43+07:00March 4th, 2012|Categories: Food for Thoughts, เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , , , , , |

เวลาที่เด็กๆเรียนภาษาเนี่ยซับซ้อนกว่าที่เราคิดกันเยอะนะคะ ปกติเรามักจะเข้าใจกันว่าเด็กเล็กๆเรียนภาษาจากการที่ได้ฟังซ้ำๆจนรู้เรื่อง แต่ไม่ใช่ว่าเด็กๆจะแค่จำสิ่งที่ได้ยินเท่านั้น แต่ยังมีการสังเกตและจับรูปแบบของภาษา เช่น อย่างภาษาไทย เราพูดว่า “แมวสีขาว” “หมาตัวใหญ่” พอได้ยินหลายๆครั้งในหลายๆประโยค ในสมองเด็กๆจะจับหลักได้ว่า เราจะนำคำขยายไปไว้ข้างหลังคำนาม แต่ว่าไม่ใช่ว่าเด็กๆจะตัั้งใจคิดจับหลักภาษาแบบรู้สึกตัวนะคะ มันเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นในสมองโดยที่เราไม่รู้ตัว บางครั้งกฏหรือหลักที่เด็กๆคิด ก็อาจจะผิด แต่พอเอามาใช้แล้วก็จะได้รับการแก้ไขจากคนที่โตกว่า ทำให้สมองเรามาปรับหลักภาษาที่เคยคิดเอาไว้ ให้ถูกต้องมากขึ้นเรื่อยๆ น่าทึ่งใช่ไหมคะ สมองคนเราเนี่ย เวลาเราเรียนแบบธรรมชาติก็มักจะเรียนแบบนี้ทั้งนั้น แต่พอมาเข้าโรงเรียน เราใช้วิธีกลับกัน คือ เอากฏมาสอนก่อน แล้วค่อยเอาไปใช้จนจำได้ (ลองคิดถึงเวลาที่เราเรียนเลข เรียนฟิสิกส์ หรือแม้แต่ภาษาอังกฤษในโรงเรียนดูซิคะ) ทุกวันนี้ครูม่อนก็ยังสงสัยอยู่ว่าทำไมเราถึงเรียนแบบผิดจากธรรมชาติอย่างนั้น เท่าที่สันนิษฐานเอาก็คิดว่า ถ้าเรียนแบบธรรมชาติ ต้องใช้เวลาค่อนข้างมากในการเจอประโยคเยอะๆ เจอคำเยอะๆ จนจับหลักได้ แต่ถ้าเอาหลักมาบอกเลย จะทำให้เร็วขึ้น แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันนะคะว่าจะตรงแค่ไหน บางทีเราลองกลับไปเรียนแบบธรรมชาติกันบ้่างก็อาจจะดีไม่น้อยเลย

February 2012

วิธีทำให้เก่งรอบด้าน

By |2012-02-06T04:24:18+07:00February 6th, 2012|Categories: Food for Thoughts, เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , , , , |

ถึงแม้ว่าความเชี่ยวชาญในด้านนึง จะไม่ได้ทำให้เชี่ยวชาญในอีกด้านนึงเสมอไป แต่เราก็คงเคยเห็นคนที่เรียนหนังสือเก่งๆ แล้วมักจะไม่ได้เก่งวิชาเดียว  แต่เก่งเกือบทุกวิชา ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นล่ะ? Metacognition เป็นทักษะทั่วไป(ไม่เฉพาะสาขา) ที่เราใช้ในการเรียนหรือการแก้ปัญหา เช่น ทักษะในการหาข้อมูลแล้วนำมาตอบปัญหา ทักษะในการวัดและปรับความสามารถของตัวเอง ทักษะในการที่รู้ว่าตัวเองเรียนได้ดีแบบไหน เป็นต้น คนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาใดสาขาหนึ่ง ก็อาจจะมีทักษะ metacognition อยู่เยอะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้ช่วยให้เขากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้นๆได้ ถ้าให้คนคนนี้ไปเริ่มเรียนสาขาใหม่ พร้อมกับคนที่ไม่เคยฝึก metacognition หรือไม่เป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาอะไรเลย  กรณีอย่างนี้ คนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาหนึ่งมาก่อนก็จะได้เปรียบกว่าตรงนี้คะ (แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เขาจะเก่งในด้านใหม่นี้เลยนะคะ ยังไงก็ต้องเรียนเพิ่มความรู้อยู่ดี) เพราะอย่างนี้ เลยเห็นหลายๆคนเก่งได้ในหลายวิชา ส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นเพราะว่าเขาได้นำทักษะ metacognition ที่ใช้ในสาขาหนึ่ง ไปใช้กับการเรียนสาขาอื่นๆคะ

January 2012

จำยังไงให้เหมือนผู้เชี่ยวชาญ (2)

By |2012-01-28T13:31:58+07:00January 28th, 2012|Categories: Food for Thoughts, เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , , , , |

อีกตัวอย่างหนึ่งของความจำที่แตกต่างกันของคนเก่งกับคนเพิ่งเริ่ม ก็คือ เซียนหมากรุกคะ  ถ้าถามว่าเซียนต่างกับคนเพิ่งเริ่มเล่นยังไง หลายๆคนก็อาจจะคิดว่า เซียนคงวางแผนไปไกลหลายตา กว่าคนที่เพิ่งเห็นเล่น แต่จริงๆแล้วมีคนศึกษาแล้วพบว่าเซียนก็ไม่ได้วางแผนไปไกลกว่ามือใหม่สักเท่าไหร่ แต่การจัดระบบความรู้ต่างกันคะ สำหรับคนที่เล่นเก่งแล้ว จะสามารถจำแบบ (pattern) ต่างๆของหมากรุกได้ แต่คนที่เพิ่งเริ่มเล็ก ยังมองpatternแบบนั้นไม่ออก เลยต้องมองเป็นตัวๆไป ทำให้การวางแผนไม่ซับซ้อนเท่าเซียนคะ ถ้าครูม่อนอยากเป็นเซียนหมากรุกมั่งคงต้องฝึกกันอีกนานคะ อย่าว่าแต่การจัดระบบความรู้เลย แค่ตัวความรู้เรื่องหมากรุกแทบจะเป็นศูนย์เลยคะ   อ้างอิง Bruer, J. (1993). Schools for thought. (pp. 1-80). Cambridge, MA: MIT Press.

จำยังไงให้เหมือนผู้เชี่ยวชาญ (1)

By |2012-01-26T09:45:06+07:00January 26th, 2012|Categories: Food for Thoughts, เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , , , , , |

ตามหลักของ cognitive science แล้ว การเรียนรู้ก็คือการเปลี่ยนสถานะ จากผู้เริ่มต้น (novice) ให้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ (expert)  อย่างหนึ่งที่ผู้เชี่ยวชาญต่างกับผู้เริ่มต้นก็คือ มีความรู้เยอะกว่า ใช่ไหมคะ แต่มันไม่ใช่แค่นั้น สิ่งที่สำคัญคือ การจัดระบบความรู้ คะ ผู้เชี่ยวชาญจะมีการมองข้อมูลต่างกับผู้เริ่มต้น  คนที่เก่งแล้วจะมีการจัดความรู้เป็นก้อนๆ (chunk) แทนที่จะจำเป็นหน่วยย่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคนที่เพิ่งเรียนภาษาอังกฤษใหม่ แล้วได้ฟังบทความ แล้วต้องจำ ก็จะจำเป็นตัวอักษร หรือไม่ก็จำเป็นคำ ๆ แต่ถ้าเป็นคนที่เก่งแล้วจะสามารถจำเป็นประโยคได้  ดังนั้นเราจะเห็นว่าคนเริ่มเรียนจะต้องสร้างการเชื่อมต่อในสมองมาก เพราะหน่วยที่จำได้เล็ก (เช่น หนึ่งย่อหน้า เแบ่งเป็นห้าสิบคำ ก็ต้องเชื่อมห้าสิบหน่วย) แต่คนที่เก่งแล้วจะไม่ต้องสร้างการเชื่อมต่อในสมองมาก เพราะหนึ่งหน่วยที่ต้องจำ เป็นหน่วยใหญ่ (เช่น หนึ่งย่อหน้า แบ่งเป็นห้าประโยค ก็คือ ห้าหน่วยเชื่อมกัน) สรุปว่าหลักหนึ่งในการจำก็คือ การทำให้หน่วย (chunk)ของเราใหญ่ขึ้น เพื่อทำให้จำนวนการเชื่อมต่อในสมองที่เราต้องสร้าง น้อยลงคะ   อ้างอิง Bruer, J. (1993). Schools for thought.

February 2011

การทดลองวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน มีประโยชน์แค่ไหน?

By |2011-02-18T19:50:35+07:00February 18th, 2011|Categories: Food for Thoughts|Tags: , , |

ยังจำกันได้ไหมตอนที่เรียนวิทยาศาสตร์ที่โรงเรียน เรามีการทดลองที่ต้องทำตามหนังสือเป๊ะๆเหมือนกับทำอาหารตามหนังสือcookbook  ที่สำคัญคือ ต้อง “make” ผลการทดลองให้ออกมาตรงกับเนื้อหาที่เรียนไปแล้วด้วย มีใครมีประสบการณ์การเรียนวิทย์ในโรงเรียนแบบนี้บ้าง? - พอโตขึ้นมาก็มาสงสัยว่า เรียนแบบนี้มันได้อะไรขึ้นมา? ได้ฝึกคิดวิทยาศาสตร์หรือเปล่า? ได้ฝึกกระบวนการวิทยาศาสตร์ไหม? ได้เรียนรู้จริงๆหรือเปล่าว่านักวิทยาศาสตร์เขาทำงานจริงๆอย่างไร? - มันจะได้ประโยชน์กว่าไหมที่การทดลองที่ให้นักเรียนทำ ควรจะให้โอกาสนักเรียนได้คิด ได้ออกแบบการทดลองเอง  การที่ต้องทดลองแล้ว”make”ให้ได้ผลการทดลองออกมาถูกต้องเนี่ย มันเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษยชาติได้มาซึ่งความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์หรือเปล่า?

December 2010

สมองผู้หญิงผู้ชาย กับการเรียนวิทยาศาสตร์?

By |2010-12-06T16:13:48+07:00December 6th, 2010|Categories: Food for Thoughts|Tags: , , , |

หลายๆคนอาจจะเคยได้ยินมาว่า ผู้ชายมักจะชอบเรียนวิทยาศาสตร์มากกว่าผู้หญิง ซึ่งในวงการการศึกษาก็พบว่าเป็นอย่างนั้นอยู่เหมือนกัน แต่เร็วๆนี้เพิ่งมีงานวิจัยอันใหม่ออกมา ค้นพบว่า จริงๆแล้วความอยากเรียนวิทยาศาสตร์ไม่ได้ขึ้นกับเพศ แต่ขึ้นอยู่กับลักษณะของสมองต่างหาก งานวิจัยชิ้นนี้เป็นของ Institute of Upper Secondary and Vocational Education, University of Zurich ทำในนักเรียนมัธยมปลาย  พบว่าไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างเพศและความอยากเรียนวิทยาศาสตร์ แต่พบว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างชนิดของสมองและความอยากเรียนวิทยาศาสตร์   โดยที่ชนิดของสมองที่เขามองมีสองแบบคือ แบบที่จัดระบบได้ดี (systemizing brain) กับแบบที่รับรู้แบ่งปันความรู้สึกได้ดี (empathizing brain) ซึ่งเขาพบว่าโดยส่วนมาก ผู้ชายจะมีสมองแบบ systemizing มากกว่า ในขณะที่ผู้หญิงมักจะมีสมองแบบ empathizing มากกว่า ซึ่งก็ทำให้เป็นสิ่งที่อธิบายได้ว่าทำไมเรามักจะเห็นผู้ชายอยากเรียนวิทยาศาสตร์มากกว่าผู้หญิงค่ะ ม่อนว่าน่าสนใจมาก เพราะเมื่อก่อนในวงการการศึกษา เราก็มักจะเห็นว่าผู้ชายชอบเรียนวิทยาศาสตร์มากกว่าผู้หญิง โดยเฉพาะทางฟิสิกส์หรือเคมี ซึ่งในเรื่องนี้ทางตะวันตกก็มีการศึกษามาก เพราะผู้หญิงมักจะไม่ได้ค่อยเข้าไปสู่วงการวิทยาศาสตร์สักเท่าไหร่  โดยส่วนมาก นักการศึกษาก็จะเน้นไปทางอิทธิพลทางสังคมที่มีต่อผู้หญิงและอาชีพทางวิทยาศาสตร์    เด็กผู้ชายมักจะถูกเลี้ยงด้วยความที่อยากให้เห็นหมอ หรือวิศวะ แต่ถ้าผู้หญิงล่ะ อาจจะไม่ค่อยมีใครส่งเสริมให้ไปทางวิทยาศาสตร์เท่าไหร่ (อันนี้ต่างกับคนไทยนะคะ ถ้าเป็นคนไทย ผู้หญิงก็มีการส่งเสริมให้เรียนหมอ เรียนวิทยาศาสตร์เหมือนกัน แต่ถ้าตะวันตกจะไม่ค่อยมีค่ะ) ทำให้นักการศึกษามุ่งเน้นไปแก้ไขที่ปัจจัยทางด้านสังคมเพื่อช่วยให้ผู้หญิงได้เข้าสู่วงการวิทยาศาสตร์มากขึ้น แต่งานวิจัยชิ้นนี้ช่วยทำให้เราได้เห็นว่าคำตอบส่วนหนึ่งอาจจะมาจากลักษณะสมองที่แตกต่างกันระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย