เรียนเมืองนอก

October 2019

ภาษาเป็นประตูสู่โลกกว้าง ตอน Norway

By |2019-10-04T03:48:58+07:00October 6th, 2019|Categories: Food for Thoughts, ศึกษาต่อต่างประเทศ|Tags: , |

Author: ดร.ณัฏฐ์ภัทร์ ชาญเชาวน์กุล (ครูม่อน) Cover art: อธิกฤต ชาญเชาวน์กุล (โดม) Date: 6 ตุลาคม 2562   ภาษาเป็นประตูสู่โลกกว้าง   ครูม่อนรู้สึกกับภาษานะคะว่ามันไม่ใช่แค่แบบสิ่งที่เราแบบต้องสอบให้ผ่านอะไรอย่างนี้ คือมันไม่ใช่แค่นั้นนะคะ จริงๆตอนเด็กๆเป็นคนที่เกลียดภาษาอังกฤษมากเลย เคยสอบตกด้วยถึงแม้ว่าช่วงมัธยมปลายจะพอดีขึ้นบ้าง แต่ครูก็ยังคิดว่าภาษาอังกฤษเป็นแค่วิชาที่ต้องสอบให้ผ่านและทำคะแนนให้ได้เยอะๆ   สิ่งที่ทำให้เปลี่ยนใจคือ ตอนครูเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่นอร์เวย์ (เด็ก AFS  ขอเสียงหน่อยค่ะ) คือจนกระทั่งถึงตอนนั้นนะคะ ไม่เคยเรียนภาษาอื่นนอกจากภาษาอังกฤษ พอไปอยู่ที่นู่น ต้องเรียนภาษานอร์วีเจี้ยน ก็ไปโรงเรียนที่เขาพูดภาษานอร์วีเจี้ยนทั้งวัน ตอนแรกก็ไม่ได้แบบฟังรู้เรื่องเลย ตอนนั้นรู้สึกว่าภาษานอร์วีเจี้ยนนั้นเรียนไปมันก็คงไม่ได้ใช้อย่างอื่นอยู่ดี ก็เลยกะเรียนเพื่อให้อยู่รอดปีนึงเท่านั้น ปรากฏว่าพอดีเรียนไปๆมันก็รู้สึกว่าจริงๆเราเนี่ย ถ้าไม่ได้ภาษาเขา ก็ไม่ถือว่าได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมเลยนะ   จริงๆคนที่นู่นเขาพูดภาษาอังกฤษได้ค่อนข้างดี ถือถ้าอยากนะพูดภาษาอังกฤษตลอดมันก็อยู่รอดได้นะ แต่โฮสต์และครูบังคับให้เรียนภาษานอร์วีเจียน ซึ่งโชคดีมากเลย เพราะว่าถ้าไม่ได้ภาษาเขา ช่วงปีนั้นก็คงจะไม่ได้ประสบการณ์ดีๆอีกเยอะ   พอคุยกับคนที่นู่นได้ เม้าส์มอยได้เนี่ย เข้าใจเขาขึ้นเยอะเลย เข้าใจว่าเขาคิดอะไรยังไง เข้าใจระดับที่ว่าถ้าต้องแปลเราจะไม่สามารถเข้าใจได้เลย อย่างถ้าเราลองคุยกับคนต่างชาติ แล้วพยายามจะแปลบางคำซิคะ บางทีมันก็แปลไม่ได้นะ คือ

September 2019

สมัครยังไงให้ติด Top U? คอร์สสอนเขียน Statement of Purpose

By |2019-09-12T13:46:18+07:00September 12th, 2019|Categories: ศึกษาต่อต่างประเทศ|Tags: , |

สมัครยังไงให้ติด Top U? เปิดแล้ว! คอร์สเขียน statement of purpose กับ ครูม่อน (ศิษย์เก่าฮาร์วาร์ดและUCLA) สมัครภายใน 13 ก.ย. รับโบนัส private coaching ฟรี 1 ครั้ง คลิกอ่านรายละเอียดเลยค่ะ  

June 2019

Articles (a, an, the) ใช้ยังไงใน academic writing ?

By |2019-06-15T04:49:31+07:00June 15th, 2019|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , , , |

การใช้ articles (a, an, the) เนี่ยเป็นอะไรที่ยากสำหรับคนไทยมากๆ คนเรียนอยู่เมืองนอกหลายปีแล้วยังใช้ไม่ถูกตลอดเวลา ครูม่อนเองก็ยังต้องกลับมาเช็คก่อนส่งงานเขียนเพราะเป็นอะไรที่จะหลุดmistakesไปได้ง่ายมากๆ จะไม่มาสอนกฏกันอีกรอบในโพสต์นี้นะคะ เพราะไปเปิดกันในหนังสือแกรมมาก็จะมีกันอยู่แล้ว วันนี้จะมาเสนอ hack ที่ใช้กันที่มหาวิทยาลัยที่อเมริกา ก็คือ article usage flowchart ง่ายๆเลยคือก็ไล่ไปตามflowchartมันก็จะบอกว่าเราต้องใช้อะไร                 ถ้าใช้ตามนี้แล้วมักจะถูกประมาณ  80-90%  ที่ไม่ถูกหมดเพราะว่ามันก็มีข้อยกเว้น และภาษาก็มีการเปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ เราต้องดู contexts ด้วยค่ะ Image source: The Writing Center, University of North Carolina at Chapel Hill

April 2019

เรียนฟรี คอร์สเตรียม Academic writing สำหรับเรียนต่อต่างประเทศ

By |2019-04-16T11:13:35+07:00April 2nd, 2019|Categories: Featured, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , , , |

มินิคอร์สอันนี้ตั้งใจให้คนที่อยากไปเรียนต่อปริญญาโทปริญญาเอกที่ต่างประเทศ หรือโปรแกรมอินเตอร์ในประเทศไทย จะไปเรียนต่อทั้งทีอย่าให้ภาษามาเป็นอุปสรรคเลยดีกว่าค่ะ คนที่ตั้งใจจะเรียนต่อดีกรีที่เป็นภาษาอังกฤษคงรู้อยู่แล้วว่าจะมีงานเขียนเยอะมาก ถ้าจะเรียนให้จบให้ได้เกรดดีๆ ต้องเขียนให้ดี แต่ว่าเรียนแค่ภาษาอย่างเดียวมันไม่พอ แค่สอบโทเฟล IELTS ผ่านมันไม่พอ ต้องรู้ให้มากกว่านั้น มินิคอร์สนี้จะให้ความรู้จากวงในจากคนที่ผ่านมาแล้ว เป็นความรู้ที่สำคัญแต่ไม่ค่อยมีใครสอน พอไปเรียนถึงได้รู้ว่ามันสำคัญมาก ผู้เรียนคอร์สนี้จะได้ความรู้ที่สำคัญเกี่ยวกับการเรียนต่อต่างประเทศ เรื่องภาษาอะไรที่เราต้องเตรียมตัว จะเรียนแข่งกับเจ้าของภาษาได้ยังไง และเคล็ดลับอื่นๆที่จะช่วยให้เรียนจบได้โดยไม่ต้องไปลองผิดลองถูกเอง ถ้าสนใจ คลิกแล้วเรียนได้เลยค่ะ Enroll for free

September 2014

ความเชื่อผิดๆ 4 อย่างเกี่ยวกับการสมัครเข้าเรียนต่อปริญญาโทปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยดังๆ

By |2019-04-16T11:24:20+07:00September 27th, 2014|Categories: Featured, ศึกษาต่อต่างประเทศ|Tags: , , |

ความเชื่อผิดๆ 4 อย่างเกี่ยวกับการสมัครเข้าเรียนต่อปริญญาโทปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยดังๆและ Ivy league 1. เกรดต้องดี ถึงจะเข้าได้ - การจะเข้ามหาวิทยาลัยดังๆได้ ไม่ใช่ว่าเกรดดีอย่างเดียวถึงจะพอ จริงอยู่ ถ้าเกรดเราดีเลิศ มันก็ทำให้โอกาสที่เราจะเข้าได้เพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเกรดดีอย่างเดียว แล้วจะเข้าได้นะ มันก็ต้องมีผลงานอย่างอื่นด้วย ในทางกลับกัน นักเรียนที่มีเกรดกลางๆหรือดีกว่าเฉลี่ยนิดหน่อย ก็ใช่ว่าจะหมดโอกาส จริงๆแล้วถ้านักเรียนมีผลงาน มีประสบการณ์ หรือแม้แต่มีวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจและตรงกับโปรแกรม โอกาสที่จะเข้าได้ก็มีเหมือนกัน 2. การเข้าเรียนต่อปริญญาโทปริญญาเอกในมหาวิทยาลัยดังๆ คือ การเรียนเนื้อหาวิชาให้ลึกซึ้งมากขึ้น - เรียนปริญญาโทเอก หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า graduate school มันไม่เหมือนกับการเรียนตอนปริญญาตรี ตอนปอตรี เราได้เริ่มเรียนเนื้อหาวิชาที่เราไม่เคยรู้มาก่อน เน้นว่าเอาเนื้อหา แต่graduate school เน้นฝึกทักษะมากกว่าเนื้อหา ทักษะอะไรบ้าง ก็เช่น ทักษะการค้นหาข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การตั้งปัญหางานวิจัย การใช้สถิติวิเคราะห์ข้อมูล การเก็บข้อมูลจากตัวอย่าง การออกแบบงานวิจัย เป็นต้น ส่วนเนื้อหาน่ะ โดยมากเขาจะassumeว่า นักเรียนต้องรู้อยู่แล้วหรือไม่ก็ไปค้นคว้าหาเอาเอง graduate school ไม่ใช่การไปนั่งฟังเลคเชอร์เหมือนตอนเรียนปริญญาตรีนะ

ข้อดี สี่อย่างของการเรียนเมืองนอก

By |2014-09-15T13:38:46+07:00September 15th, 2014|Categories: Food for Thoughts, ศึกษาต่อต่างประเทศ|Tags: , |

1. เข้าใจตัวเองมากขึ้น ไปเรียนหรือไปอยู่เมืองนอกเนี่ย ทำให้เรารู้จักตัวเองได้ดีขึ้นเยอะเลย เพราะว่าเราได้ไปเห็นสิ่งที่แตกต่างไปจากที่เราคุ้นเคย ถ้าเรารู้จักคิดและหันกลับมามองตัวเอง จะทำให้เราได้รู้จักตัวเองอย่างที่เราไม่เคยรู้มาก่อนเลย อย่างครูม่อน ก่อนไปอยู่อเมริกา เราก็ไม่ได้คิดว่าเราเป็นคนjudgementalอะไรนะ แต่พอที่อยู่ที่นู่น พอเห็นคนที่แตกต่างกว่าเรามากๆ เช่น สีผิว การแต่งตัว หรือ กิริยาท่าทาง ความคิดเรามันไปตัดสินเขาเร็วมากๆ ทั้งๆที่เราก็รู้ว่าเราไม่ควรไปตัดสินใครจากภายนอก แต่ความคิดมันไปก่อนแล้ว อยู่เมืองไทยไม่ค่อยได้ทันความคิดตัวเอง เพราะว่าบ้านเราคนจะไม่ต่างกันมาก พออยู่ที่อเมริกาถึงได้รู้ว่าเราต้องหัดใจตัวเองให้เปิดกว้างกับคนที่แตกต่างจากเรามากขึ้น 2. รักเมืองไทยมากขึ้น ใครที่ไปอยู่เมืองนอกจะรู้นะ ว่ายิ่งอยู่เมืองนอกนานก็ยิ่งรู้ว่าบ้านเราเนี่ยดีที่สุด ไม่ใช่ว่าดีที่สุดเวลาไปเทียบกับที่อื่นตรงๆนะ แต่ดีที่สุดสำหรับเราเอง แรกๆไปอยู่เมืองนอกจะมีสองแบบ คือ แบบปรับตัวไม่ได้แล้วไม่ชอบ หรือไม่ก็ชอบที่ใหม่มากๆไปเลย แต่ไม่ว่าจะแบบไหนก็ตามนะ พออยู่ไปนานๆ เราจะปรับตัวได้ แต่ก็ยังคิดว่าอยู่บ้านเราดีกว่า หรือแบบที่สองก็คือ จะเริ่มเห็นข้อไม่ดีของที่ใหม่ๆ ทำให้เราเห็นว่าจริงๆแล้ว ทุกๆที่มันก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย 3. เข้าใจวัฒนธรรรมไทยมากขึ้น มีวัฒนธรรมหรือธรรมเนียมอะไรหลายๆอย่างนะที่พอไปอยู่เมืองนอกแล้วมันก็ยังเปลี่ยนไม่ได้ เช่น ปกติตอนเป็นนักเรียน เวลาจะออกจากห้องเรียนขณะที่อาจารย์ยังสอนอยู่ เราก็จะก้มหัวนิดนึงเวลาเดินผ่านอาจารย์​ พอไปอยู่ที่อเมริกา พอจับได้ว่าตัวเองยังทำอยู่ ก็คิดเลยว่า เพื่อนๆคงนึกว่าเราตลกดี ทำไมต้องก้มหัวด้วย แต่มันทำให้เรารู้ว่าโตมาแบบคนไทย เราให้เกียรติอาจารย์ว่าเป็นคนที่เราควรเคารพ

July 2013

เลือกหนังสือเตรียมสอบ TOEFL, GRE, GMAT

By |2013-07-28T08:33:42+07:00July 28th, 2013|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , |

ครูแนะนำหนังสือเตรียมสอบTOEFLไปบ้างในหนังสือ "เปลี่ยนตัวเองให้เก่งอังกฤษไม่ยาก" นะคะ แต่ ถ้าจะให้เป็นหนังสือที่เหมาะกับเราจริงๆ มันจะแล้วแต่พื้นฐานของตัวเองค่ะ ครูแนะว่าให้ลองไปร้านหนังสือภาษาอังกฤษ เช่น Kinokuniya แล้วลองbrowseดูค่ะ ว่าเล่มไหนเหมาะกับเราที่สุด อีกวิธีนึงที่ดีคือ ซื้อหนังสือแบบ comprehensiveที่มีข้อสอบdiagnosticให้ลองทำ เช่นพวก Princeton's review หรือ Kaplan แล้วจะทำให้เราพอรู้คร่าวๆค่ะว่าเราอ่อนเรื่องไหน ต้องเพิ่มเรื่องไหน แล้วค่อยไปหาหนังสือเฉพาะเรื่องนั้นมาอ่านอีกทีค่ะ ครูไม่ค่อยแนะนำให้อ่านหนังสือพวกcomprehensive แบบทั้งเล่มนะคะ เพราะว่าค่อนข้างเสียเวลา แล้วก็บางอย่างเราก็ไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวแล้ว แต่ในขณะที่บางหัวข้อเราต้องเตรียมตัวมากกว่าที่หนังสือพวกนี้เขียนแนะนำไว้ อย่างตอนครูม่อนเตรียมสอบGRE ก็จำได้ว่าครูใช้หนังสือเฉพาะเกี่ยวกับการเตรียมตัวwriting และก็คำศัพท์สำหรับverbal partค่ะ ส่วน quantitative partแค่อ่านreviewที่ETS (บริษัทที่จัดสอบGRE) มีไว้ให้ในเวปไซด์ก็พอแล้ว เพราะว่าquantitative partค่อนข้างง่ายถ้าเป็นเด็กแผนวิทย์คณิตนะคะ แต่เพื่อนของครูม่อนที่ไม่ได้เรียนวิทย์คณิต เขาก็ต้องอ่านเรื่องนี้มากหน่อย แต่เขาก็ไม่ต้องเตรียมเรื่องvocabเยอะเหมือนครูม่อนค่ะ การสอบอะไรก็ตามเป็นความรับผิดชอบของเรา ไม่มีใครรู้จักตัวเราดีเท่าตัวเราเอง เลือกสิ่งที่จะช่วยเราได้มากที่สุดค่ะ

October 2012

อยากเรียนต่อเมืองนอก-เรียนที่ไหนดี

By |2012-10-19T17:34:27+07:00October 19th, 2012|Categories: ศึกษาต่อต่างประเทศ|Tags: , , |

ต่อจากครั้งที่แล้วนะคะ ที่ให้ลองเขีียนเหตุผลและเป้าหมายของการไปเรียนต่อเมืองนอกของตัวเองดู จากเหตุผลที่เขียนไว้นั้น เราจะพอรู้คร่าวๆว่า อย่างน้อยเราถูกจำกัดด้วยอะไรบ้าง เช่น ประเทศไหน ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ เวลาเรียนเท่าไหร่ เป็นต้น พอเราได้ข้อจำกัดที่เราต้องคำนึงไว้ในใจแล้ว ก็ให้เริ่มหาข้อมูลดูซิว่าจะไปเรียนที่ไหนดี เริ่มค้นหาอย่างไรดีล่ะ เอาล่ะ พอเราได้คร่าวๆแล้วว่าเราอยากเรียนที่ไหน เพราะอะไร ก็ถึงเวลามาเจาะลึกว่าจะสมัครโปรแกรมไหน ของมหาวิทยาลัยไหนบ้าง ซึ่งขั้นตอนนี้ถือว่ายุ่งยากพอสมควร เพราะแต่ละภูมิภาคก็จะมีวิธีค้นหาที่เรียนแตกต่างกันไป แต่วิธีค้นหาคร่าวๆจะมีอย่างนี้ค่ะ วิธีหาโรงเรียนในอุดมคติจะไม่ค่อยยาก ทุกคนอาจจะมีที่อยู่ในใจอยู่แล้วว่าอยากไปเรียนที่มหาวิทยาลัยไหนเป็นพิเศษ จากนั้นก็ให้เข้าเวปก็มหาวิทยาลัยนั้นๆ แล้วดูโปรแกรมการเรียนของที่นั้นว่าตรงกับสาขาที่เราอยากเรียนมากน้อยแค่ไหน ในบรรดามหาวิทยาลัยดังๆที่เรารู้จักสักสี่ห้าที่ ก็จะมีอันที่เราสมัครได้สักที่สองที่ค่ะ ส่วนวิธีหาโรงเรียนอื่นๆ ให้ลองหาrankingมหาวิทยาลัยในสาขาที่เราต้องการ ซึ่งrankingส่วนมากจะไม่ค่อยมีข้ามภูมิภาค (ถึงมีก็เชื่อถือได้ยาก) คือ rankingของมหาวิทยาลัยในอเมริกา ก็จะไม่รวมมหาวิทยาลัยในอังกฤษหรือยุโรป ดังนั้นเราต้องแยกกันดูค่ะ แต่ที่สำคัญคือ เน้นให้ดู ranking ของสาขาที่เราจะเรียนนะคะ ไม่ใช่rankingโดยรวม เพราะบางที่อาจจะrankรวมดี แต่สาขาที่เราอยากเรียนไม่ดีก็ได้ อยากทำงานในต่างประเทศ  อันนี้ให้กูเกิลดู หรือหาตามหนังสือrankingต่างๆค่ะ  คำเตือนอีกอย่างก็คือ ความน่าเชื่อถือของการจัดลำดับของแต่ละที่ เขาจะดูปัจจัยต่างๆกันไป เราก็ใช้เป็นแค่แนวทางเฉยๆ อย่าไปยึดติดมากจนเกินไปนะคะ อีกวิธีหนึ่งที่ดีมาก โดยเฉพาะสำหรับคนที่จะเรียนปริญญาเอกก็คือ การอ่านpublicationในสาขาที่เราอยากเรียน ชอบคนเขียนคนไหนก็ไปหาดูว่าเขาสอนอยู่ที่ไหน และแม้แต่ในบทความที่เราชอบหนึ่งอัน