เรียนเมืองนอก

October 2012

เรียนคำศัพท์จากประสบการณ์เรียนนอก – Undergraduate VS Graduate

By |2012-10-07T15:13:55+07:00October 7th, 2012|Categories: บทเรียนชีวิตจากฮาร์วาร์ด, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , |

Undergraduate VS Graduate ต่อจากตอน faculty VS department แล้ว คิดว่าต้องอธิบายสักหน่อยว่าการเรียนระดับมหาวิทยาลัยในอเมริกามันเป็นยังไง ถ้าเป็นการเรียนในระดับปริญญาตรี เขาจะเรียกว่า college แล้วก็แยกย่อยเป็น major สาขาอะไร แต่มักจะไม่มีการแยกเป็นคณะชัดเจนเหมือนอย่างบ้านเราที่ต้องเลือกก่อนเข้าเรียน (แถมยังเปลี่ยนไม่ได้อีก) ซึ่ง college ก็จะใช้เวลาเรียนสี่ปีค่ะ บางทีเราก็จะเรียกว่า undergraduate education ซึ่งก็คือหมายถึงการศึกษาระดับปริญญาตรีนั่นเอง ถ้าจะหมายถึงนักศึกษาปริญญาตรีก็จะใช้ว่า college student, undergraduate student หรือ บางทีใช้ย่อๆแบบไม่เป็นทางการก็จะใช้ undergrad หรือ undergrad student ก็ได้ค่ะ ส่วนถ้าใครจะเรียนต่อวิชาชีพ เช่น หมอ หมอฟัน นักกฏหมาย ต้องไปสอบเข้าแล้วเรียนเพิ่มค่ะ คือต้องจบ undergraduate มาก่อนแล้วถึงจะไปเรียนต่อสาขาวิชาชีพต่างๆ เช่น ถ้าจะเป็นหมอก็ไปเรียนต่ออีกสี่ปี รวมแล้วเป็นแปดปี กว่าจะได้เป็นหมอ  ส่วนถ้าเป็นกฏหมาย ก็ต้องไปเรียนต่ออีกสามปี รวมเป็นเจ็ดปีค่ะ ส่วนการศึกษาระดับปริญญาโท ปริญญาเอก เขาจะเรียกรวมว่าเป็น

อยากเรียนต่อเมืองนอก เริ่มด้วยการเตรียมสอบ(ดีไหม?)-ตอนที่ 2

By |2012-10-04T14:04:19+07:00October 4th, 2012|Categories: ศึกษาต่อต่างประเทศ|Tags: , , , , |

TOEFL แค่บอกอะไรบางอย่าง ปกติพวกเราจะเตรียมสอบTOEFLกันเป็นหลักอยู่แล้ว เพราะเป็นด่านสำคัญที่เราจะต้องผ่านไปให้ได้ แต่ต้องอย่าลืมนะคะว่า คะแนนTOEFLแค่เป็นตัวบอกว่า เราน่าจะสามารถเรียนด้วยภาษาอังกฤษได้ แต่ไม่ได้บอกว่าเราดีกว่าคนที่เป็นเจ้าของภาษาตรงไหน  คือถ้าเป็นเจ้าของภาษา เขาจะไม่ต้องสอบTOEFL ฉะนั้น อย่าคิดว่า การที่ได้คะแนนTOEFLเยอะจะทำให้เราได้เปรียบกว่าเจ้าของภาษา  มันแค่ทำให้เราได้เปรียบกว่านักเรียนต่างชาติด้วยกันเท่านั้น ฉะนั้นเราต้องมีจุดอื่นที่พอมหาวิทยาลัยเอาเราไปเปรียบเทียบกับเจ้าของภาษาแล้ว เรามีดีหรือมีสิ่งที่แตกต่างกว่าเขา ตอนครูม่อนสมัครเรียนฮาร์วาร์ด จำได้ว่าปกติแล้วคะแนนTOEFL iBT เต็ม 120 ต้องได้อย่างน้อย 100กว่าๆ ถ้าจะให้ชัวร์ก็ต้อง110 ขึ้นไป ตอนนั้นจำไม่ได้ว่าอ่านจากไหนนะ อาจจะเป็นinformation sessionของมหาวิทยาลัย หรือ forum ของนักเรียนต่างชาติก็ไม่รู้  พอรู้ยังงั้นนี่ก็เครียดอยู่เหมือนกัน ถึงแม้ว่าครูม่อนจะค่อนข้างมั่นใจในภาษาตัวเองอยู่พอสมควร แต่ก็ไม่ได้มั่นใจขนาดที่ว่าจะไม่ทำผิดบ้างอ่ะนะ โดยเฉพาะในการสอบที่มีเวลาจำกัด เรามัักจะลนอ่ะ ก็กลัวจะทำได้ไม่ถึง  แต่การที่รู้คะแนนที่เราต้องทำได้ล่วงหน้า เลยทำให้ครูม่อนมีแรงฮึดในการเตรียมตัวมากขึ้น อย่างน้อยก็ลองทำข้อสอบ อ่านformatของการสอบ เพื่อให้รู้ว่าเราต้องเจออะไรบ้าง สอบreadingก่อน หรือ writing ก่อน อะไรแบบเนี่ย เพราะพอรู้ว่าต้องเจออะไรบ้างแล้วเนี่ย มันทำให้เราจิตใจสงบขึ้นเยอะเหมือนกัน

September 2012

อยากเรียนต่อเมืองนอก เริ่มด้วยการเตรียมสอบ(ดีไหม?)- ตอนที่ 1

By |2012-09-30T23:08:29+07:00September 30th, 2012|Categories: บทเรียนชีวิตจากฮาร์วาร์ด, ศึกษาต่อต่างประเทศ|Tags: , , , , |

พอเริ่มรู้ตัวว่าต้องสมัครเรียนต่อเมืองนอก ก็รู้สึกกังวลไปหมด ทำอะไรไม่ถูก ใครที่คิดว่าตัวเองไม่พร้อม ไม่ต้องแปลกใจไปหรอกค่ะ แทบจะทุกคนจะรู้สึกแบบนี้ทั้งนั้น เพราะสิ่งที่ต้องทำมันมีเยอะมากๆ จนบางทีเราคิดไม่ออกเลยว่าเราจะทำทุกอย่างให้เสร็จได้ยังไง เท่าที่เคยเจอ ส่วนมากเวลาที่ใครคิดว่าอาจจะไปเรียนต่อเมืองนอก ก็มักจะเริ่มด้วยการไปเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม เรียนเตรียมสอบต่างๆ แล้วแต่ว่าจะไปเรียนสาขาอะไร ซึ่งก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ควรจะทำในเวลาที่เรายังมีเวลาเผื่ออีกปีสองปีก่อนจะสมัครจริงๆ เพราะว่าตอนใกล้ๆแล้วค่อยมาเตรียมสอบเนี่ย มันตื่นเต้นและน่ากลัวมากๆเลย คือถ้าใครรู้ตัวล่วงหน้าแล้ว จะใช้เวลาสักปีสองปีในการฟิตภาษาอังกฤษเผื่อไว้ก็ดีนะคะ ถึงแม้ว่าสุดท้ายจะไม่ไปเรียน แต่ยังไงก็ได้ภาษาอังกฤษมา ไม่มีอะไรเสียหายอยู่แล้ว แต่พูดกันตรงๆนะคะ คือว่า เวลาที่เราเรียนภาษาหรือเรียนเตรียมสอบ แบบเผื่อๆไว้เนี่ย มันจะไม่ค่อยมีแรงฮึดเท่าไหร่นะ ก็เรียนแบบสบายๆ ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ถ้าใครอยากเพิ่มแรงฮึดในการเตรียมสอบของตัวเองนะคะ ควรจะลองเล็งๆไว้ว่าจะสมัครที่ไหนบ้าง หาลำดับหนึ่งที่เราอยากเรียนมากๆ แต่ไม่แน่ใจหรอกว่าจะได้ไหม แต่ถ้าได้ก็คือว่าความพยายามประสบความสำเร็จ ลำดับแรกเอาแบบว่าหวังสูงไว้เลย ถามตัวเองว่า “ถ้าเราเรียนที่ไหนก็ได้ เราจะเลือกเรียนที่ไหน?” เมื่อหาได้แล้ว ก็เข้าไปดูในเวปไซต์ของโปรแกรมนั้นๆเลยค่ะว่า ปกติแล้วคนที่สมัครเข้าเรียนได้ จะมีคะแนนสอบประมาณเท่าไหร่ ส่วนมากแต่ละโปรแกรมจะมีบอกว่า โดยเฉลี่ย นักเรียนที่ได้เข้ามาในโปรแกรมนี้ มีคะแนนสอบเท่าไหร่ หรือบางที่ก็อาจจะบอกเป็น range มาว่าต่ำสุดถึงสูงสุด คือ เท่าไหร่  บางที่ก็จะมีขั้นต่ำที่ต้องได้ ก่อนถึงจะสมัครได้ จริงอยู่ที่ว่าคะแนนไม่ใช่ทุกอย่าง แต่การที่เราเล็งเป้าหมายในอุดมคติไว้

เรียนคำศัพท์จากประสบการณ์เรียนนอก-กลับมาเป็นเด็กหออีกแล้ว

By |2012-09-29T15:58:49+07:00September 29th, 2012|Categories: บทเรียนชีวิตจากฮาร์วาร์ด, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , |

กลับมาเป็นเด็กหออีกแล้ว ชีวิตเป็นเด็กหอมาตลอดตั้งแต่อยู่จุฬาแล้ว ก็ไม่นึกเหมือนกันว่ามาเรียนปริญญาโทแล้วก็ยังจะอยู่หออีก แต่ก็เลือกเองอ่ะนะ ไม่ได้มีใครบังคับ แล้วจะบ่นทำไม … เนื่องจากว่าที่หอนี้มีเตียงให้ แต่ไม่มีผ้าปูที่นอนให้ เราเลยต้องไปซื้อเอง ในชีวิตไม่เคยจำได้ว่าไปซื้อผ้าปูที่่นอนเมืองนอกเองนะ เลยไม่รู้ว่ามันมีขนาดอะไรบ้าง รู้แต่ว่ามันมีเตียงเดี่ยวกับเตียงคู่ แต่เอาเข้าจริงมันมีมากกว่านั้นเยอะ คือที่หอ เขาจะเขียนรายละเอียดไว้ว่าเตียงเราเป็นเตียงขนาด twin  เราก็เข้าใจนะว่า twin แปลว่าแฝด ไอ้เราก็นึกว่ามันน่าจะใหญ่ เพราะแฝดอยู่กันได้สองคน แต่ไหงพอเห็นจริงๆ ทำไมมันเล็กจังอ่ะ แล้วถ้ามันเล็กขนาดนี้ ทำไมเรียก twin  ทำไมไม่เรียก single หรือเตียงเดี่ยวแบบบ้านเราละ พอไปเห็นที่ร้านขายเฟอร์นิเจอร์ ถึงเข้าใจว่า มันเรียก twin  เพราะมันมักจะเอาไว้สองเตียงในห้องเดียวกัน เหมือนเป็นเตียงในห้องนอนของเด็กสองคน อ่ะนะ เราก็คิดไปเรื่อย ถ้าเตียงใหญ่กว่านั้นก็คือขนาด full, queen, king ก็ยังไม่เข้าใจอ่ะนะว่าทำไมเรียกว่า full เอาเป็นว่าขนาดมันจะพอๆกับtwin แต่ยาวกว่า ไว้สำหรับคนขายาวมั้ง ส่วน queen กับ king ก็เป็นเตียงคู่บ้านเรา โดยที่ queen จะเล็กกว่า

เรียนคำศัพท์จากประสบการณ์เรียนนอก-เข้าหอวันแรก (3)

By |2012-09-27T20:46:18+07:00September 27th, 2012|Categories: บทเรียนชีวิตจากฮาร์วาร์ด, เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , |

แล้วจะรู้ได้ไงล่ะว่ากินกันไปแล้วกี่มื้อ ที่นี่สะดวกมาก ก็คือ แต่ละคนจะมี student ID card อยู่แล้ว ID ก็คือ identification ถ้าเป็นกริยาก็คือ identify แปลว่า ระบุว่าเป็นใคร ID card ก็คือบัตรที่ใช้ระบุว่าเราคือใครนั่นเอง ปกติถ้าเราเรียก ID card เฉยๆก็มักจะหมายถึงบัตรประชาชน แต่ถ้าเป็นของมหาวิทยาลัย มักจะใช้ student ID card คือเป็นบัตรที่บอกว่าเราเป็นนักเรียนที่นี่จริง มักจะมีรูป ชื่อและก็หมายเลขประจำตัว พอมีบัตร IDแล้ว ก็แทนที่จะจ่ายเงินค่าเข้าด้วยเงินหรือบัตรเครดิต ก็ใช้บัตรนักเรียนแทน ถ้ากินหนึ่งมื้อ รูดบัตรหนึ่งครั้ง ก็จะเลือกquotaของสัปดาห์นั้นแค่ 9 มื้อ เป็นต้น

เรียนคำศัพท์จากประสบการณ์เรียนนอก-เข้าหอวันแรก (2)

By |2012-09-26T17:01:42+07:00September 26th, 2012|Categories: บทเรียนชีวิตจากฮาร์วาร์ด, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , |

เข้าหอวันแรก (2) อย่างที่บอกว่าถ้าอยู่หอนี้ เขาจะรวมอาหารด้วย ก็คือแต่ละคนจะมี quota อยู่คนละสิบมื้อต่ออาทิตย์ โรงอาหารจะเปิดสามมื้อต่อวัน แต่เปิดแค่วันธรรมดา เสาร์อาทิตย์ไม่เปิด แล้วquotaของแต่ละอาทิตย์ก็ใช้ได้แค่อาทิตย์นั้น เอาไปรวมอาทิตย์อื่นไม่ได้ ว่าง่ายๆก็คือ quota สิบมื้อแต่อาทิตย์ก็ต้องใช้ให้หมดในอาทิตย์นั้นแหละ ไม่งั้นก็ต้องทิ้งไปเฉยๆ Quota ก็คือจำนวนที่เขาจัดสรรไว้ให้แต่ละคนในจำนวนจำกัด ในกรณีของเราก็คือ Each student has a ten-meal quota per week. คือ นักเรียนแต่ละคนมีสิทธิ์ในการกินอาหารได้สิบมื้อต่อสัปดาห์

เรียนคำศัพท์จากประสบการณ์เรียนนอก-เข้าหอวันแรก (1)

By |2012-09-20T17:56:24+07:00September 24th, 2012|Categories: บทเรียนชีวิตจากฮาร์วาร์ด, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , |

เนื่องจากเป็นคนขี้เกียจหาบ้านอยู่เอง ก็เลยอยู่หอมหาวิทยาลัยนี่แหละสิ้นเรื่องสิ้นราว แต่หอพักที่เราอยู่นี่มีลักษณะพิเศษคือ ทุกคนได้ห้องเดี่ยว แต่เป็นห้องน้ำรวม คือต้องเดินออกไปเข้าห้องน้ำและอาบน้ำที่นอกห้องตัวเอง ซึ่งตอนแรกเราก็นึกว่าจะมีแต่ที่บ้านเราซะอีกที่เป็นอย่างนี้ เพิ่งรู้ว่าที่ฮาร์วาร์ดก็มีด้วยเหมือนกัน อีกอย่างหนึ่งที่แตกต่างจากอพาร์ทเมนท์ทั่วไปก็คือ เขาบังคับ board ด้วย  board (verb) ถ้าเป็นคำนามก็ boarding คือว่าค่าใช้จ่ายรวมค่าที่อยู่และค่าอาหารด้วย ง่ายๆว่าก็บังคับกินที่หอนั่นแหละ (จริงๆจะไม่กินก็ได้ตามใจ แต่เสียเงินไปแล้วนะ T_T) ตอนแรกเราก็นึกว่า boarding นี่ใช้กับเครื่องบินอย่างเดียว เช่น All the passengers have to board the plane now. แปลว่า ผู้โดยสารทุกคนต้องขึ้นเครื่องบินเดี๋ยวนี้   ตอนนี้เลยรู้ว่าใช้กับนักเรียนอยู่หอก็ได้ แต่มักจะเป็นกรณีที่รวมอาหารด้วย เช่น Many international students chose to board at Cronkhite. แปลว่า นักเรียนต่างชาติหลายคนเลือกที่จะอยู่(และกิน)ที่หอพัก Cronkhite

เรียนคำศัพท์จากประสบการณ์เรียนนอก-วันแรกที่ได้ไปเข้าร่วมกิจกรรมมหาวิทยาลัย (3)

By |2012-09-20T17:53:17+07:00September 22nd, 2012|Categories: บทเรียนชีวิตจากฮาร์วาร์ด, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , |

ถ้าคิดว่า orientation แค่นั้นพอแล้ว ยังจ้ะ ยังไม่จบ มี Orientation for LGBT students เราก็งงอีกแล้วอ่ะว่า LGBT คืออะไร ชื่อโปรแกรมหรือเปล่า แต่นั่งไล่ชื่อโปรแกรมจนหมดก็ไม่มีอันที่ย่อว่า LGBT นี่นา (อย่างโปรแกรมเราคือ Mind, Brain and Education ก็ย่อว่า MBE) ไปถามเพื่อนที่หอก็ได้ความว่า LGBT ย่อมาจาก Lesbian, Gay, Bisexual and Transgender คือถ้าเป็น lesbian คือผู้หญิงที่ชอบผู้หญิง (homosexual women) ถ้า gay ก็คือ ผู้ชายที่ชอบผู้ชาย (homosexual men) ถ้า bisexual ก็คือ คนที่ชอบทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ถ้าเป็น transgender ก็คือคนที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นเพศที่ต่างกับเพศที่ได้มาตอนเกิด พอได้รู้ว่า LGBT มาจากอะไรแล้วก็ทึ่งเหมือนกันนะ ที่ที่นี่เขาให้สิทธิให้อิสระกับสังคมย่อยๆกับคนที่แตกต่างมากอย่างนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนสีผิว