Skip to content

Recent Articles

19
Jan
bring it on blank page

วิธีหาไอเดียเขียนessayส่งอาจารย์

หลายๆคนที่เคยต้องเขียน essayส่งอาจารย์ คงจะรู้ว่ามันยากแค่ไหนนะคะ โดยเฉพาะถ้าเราต้องหาข้อมูลด้วยเขียนด้วย ตอนครูม่อนเรียนปอโทปอเอกที่อเมริกา ครูม่อนต้องเขียนessayเยอะมากๆ ทำให้รู้ว่าwriting processนั้นเป็นยังไง ซึ่งเป็นสิ่งที่ครูม่อนไม่เคยได้เรียนที่เมืองไทยเลย (เพราะว่าครูม่อนเรียนโปรแกรมไทยตลอด ไม่เคยเรียนอินเตอร์เลย) วันนี้เลยอยากจะมาแบ่งประสบการณ์ที่ต้องเขียนessayที่อเมริกาให้ได้อ่านกัน จะได้ไม่ต้องลำบากแบบครูม่อนนะคะ

สิ่งที่สำคัญมากๆในการเขียนคือ prewriting แปลตรงตัวก็คือ การเตรียมตัวก่อนการเขียนนั่นเอง

ทำไมเราต้องเตรียมตัวก่อนเขียน?

เพราะว่าการเตรียมตัวก่อนเขียนช่วยให้เราได้ไอเดียที่เราจะเขียน ทำให้ไอเดียชัดเจนขึ้น และให้โอกาสเราได้organizeไอเดีย

ปกติแล้วเรามักจะเขียนเลย พอได้หัวข้อปุ๊บก็เขียนเลย ไม่ก็หาข้อมูลนิดหน่อยแล้วก็ลงมือเขียน ถ้าเราเขียนเลย เรามักจะสะดุดใช่ไหมคะ เขียนไปบรรทัดนึงแล้วก็ติด ไม่รู้จะเขียนอะไรต่อ

วิธีนึงของ prewriting ก็คือ brainstorm นั่นเอง ซึ่งหลายๆคนคงจะรู้จักอยู่แล้ว กฏนึงที่สำคัญมากๆของการbrainstormคือ ต้องไม่censorความคิดหรือไอเดียเลย ไม่ว่ามันจะดูไม่เกี่ยวขนาดไหนก็ตาม  เพราะว่าเวลาเขียน สมองเรามีสองส่วนด้วยกัน คือ writer กับ editor   

Writer คือ นักเขียนซึ่งส่วนนี้จะต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์​   ส่วน editor คือ ผู้เรียบเรียงแก้ไข ซึ่งส่วนนี้ต้องใช้วิเคราะห์ว่าส่วนไหนดีส่วนไหนไม่ดี จะตัดอันไหน แก้อันไหน

แต่สมองส่วนความคิดสร้างสรรค์จะทำงานไม่ได้ถ้าโดนเซนเซอร์ตลอดเวลา ฉะนั้นเวลาbrainstormเราต้องให้โอกาสส่วนความคิดสร้างสรรค์ได้ทำงานเต็มที่ โดยปิดไม่ให้ส่วนeditorมาบงการ

Brainstorm นั้นมีหลายเทคนิคด้วยกัน อาจจะเขียน list, เขียน mindmap หรือวาดdiagram แต่มีอีกวิธีนึงที่ครูม่อนอยากแนะนำ คือ freewriting ค่ะ

Freewriting คือ การเขียนแบบfreestyle เขียนไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องสนใจว่าเราเขียนอะไร กฏคือ ต้องเขียนไม่หยุด และ ไม่ต้องสนใจว่าถูกแกรรมมาไหม เขียนเป็นประโยคหรือเปล่า วิธีคือ ให้ตั้งเวลาไว้ ห้านาที สิบนาทีแล้วก็เขียนไปเลย ไม่ต้องหยุด พอเขียนเสร็จค่อยมาดูว่าเราเขียนอะไร เอาไอเดียมาใช้ได้ไหม

ยกตัวอย่างใกล้ตัว อย่างวันนี้ตอนเริ่มเขียน ครูม่อนไม่รู้จะเขียนอะไรดี ตันค่ะ คิดไม่ออก ครูม่อนก็ใช้ freewriting

I don’t know what to write. I don’t have any ideas. But I have to write something. What would be beneficial to others? I guess I could write about academic writing, but that’s boring and I don’t want to write about it right now. Don’t feel like it. Maybe the writing process then? But what about specifically? Like what topic exactly. It’s not like I can just write about the whole process. That would be a really long post. Maybe just freewriting?

เห็นไหมค่ะ เขียนไปเรื่อยๆ ก็ได้ไอเดียออกมา บางทีเราต้องเขียนเยอะกว่าจะได้ไอเดียมา บางวันก็ไม่ต้องเขียนเยอะ ถ้าเราไม่รู้จะเขียนอะไรจริงๆ ครูม่อนแนะนำให้เขียนว่า I don’t know. I don’t know. I don’t know. ไปเรื่อยๆ จนกว่าคำอื่นจะออกมา ฟังดูตลกแต่ได้ผลนะคะ

สำหรับใครที่ยังไม่ถนัดคิดเป็นภาษาอังกฤษ ให้ freewrite เป็นภาษาไทยก็ได้นะคะ เพราะในprocess นี้ เราแค่ต้องการideaไม่ได้ต้องการเขียน

ใครที่ต้องเขียนessay ลองใช้freewritingดูนะคะ ได้ผลยังไงมาแชร์ให้ครูม่อนและผู้อ่านคนอื่นได้อ่านบ้างนะคะ

Good luck with your writings!

13
Jan
try everything_Judy

ความหมายตรงตัวหรือเปรียบเทียบ (Literal or Figurative meaning)

คำศัพท์คำนึงสามารถมีความหมายได้หลายแบบ วันนี้เรามารู้จักความหมายแบบ  literal (ตรงตัว) กับ figurative (เปรียบเทียบ) กันดีกว่าค่ะ

Literal (adj.) แปลว่า มีความหมายตรงตัว

Figurative (adj.) แปลว่า มีความหมายแบบเปรียบเทียบหรืออุปมาอุปไมย

ตัวอย่าง

1. During the practice trial, the athlete set a new record in the 110-meter hurdle race.

ความหมายประโยค: ในระหว่างการซ้อม นักกีฬาได้ทำสถิติใหม่ในกระโดดข้ามรั้วระยะ100เมตร

2. Coming from a very low-income background, he faced many financial hurdles.

ความหมายประโยค: เนื่องจากการที่มาจากปูมหลังที่ยากจน เขาต้องเผชิญกับความลำบากทางการเงินมากมาย

คำว่า hurdle นั้น เป็นคำนามที่แปลว่ากระโดดข้ามรั้ว เราจะเห็นได้ว่าในประโยคแรก คำนี้หมายความถึงการกระโดดจริงๆ

แต่ในประโยคที่สองนั้น ไม่ใช่การกระโดดจริงๆ แต่เป็นการเปรียบเทียบว่า ต้องข้ามผ่านอุปสรรคมากมาย (คล้ายๆกับการกระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง)

ถ้าเราไปเปิดดิกดูก็จะเจอความหมายทั้งสองแบบ

noun

1 an upright frame, typically one of a series, that athletes in a race must jump over.

2 an obstacle or difficulty: there are many hurdles to overcome.

ก็จะเห็นได้ว่า ความหมายแรกเป็น literal ส่วนอันที่สองเป็น figurative

การที่เข้าใจความแตกต่างระหว่าง literal กับ figurative นั้นมาช่วยให้เราเข้าใจภาษาอังกฤษมากขึ้นได้อย่างไร ?

ที่เห็นชัดก็คือว่า แทนที่เราจะต้องมาท่องว่า hurdle แปลได้สองอย่าง คือ กระโดดข้ามรั้ว กับ อุปสรรค   เราแค่ทำความเข้าใจว่ามันเป็นความหมายเดียวกัน แค่แบบตรงตัว หรือแบบเปรียบเทียบก็พอแล้ว ทำให้เข้าใจคำศัพท์ได้ง่ายขึ้นเยอะเลยใช่ไหมคะ

อีกตัวอย่างนึงจากเพลง Try everything  จากZootopia

I messed up tonight. I lost another fight.

I still mess up but I’ll just start again.

I keep falling down, I keep on hitting the ground.

I always get up now to see what’s next.

ในที่นี้เพื่อนๆคิดว่าเป็น literal หรือ figurative meaning คะ

ก็น่าจะเป็น figurative meaning ใช่ไหมคะ เพราะไม่ได้หมายความว่าตกลงพื้นแล้วลุกขึ้นมาจริงๆ แต่หมายถึงว่าทำผิดพลาดแล้วพยายามใหม่มากกว่า

ต่อไปเวลาเจอภาษาอังกฤษ ลองสังเกตดูนะคะว่าความหมายนั้นเป็นแบบ literal หรือ figurative ค่ะ

10
Jan
flu

คำศัพท์เกี่ยวกับ Cold และ Flu

ครูม่อนป่วยยาวรับปีใหม่เลย ไหนๆก็ไหนๆแล้วขอสอนคำศัพท์ล่ะกันนะคะ

  • Flu คือ ไข้หวัดใหญ่
  • Cold คือ ไข้หวัดธรรมดา บางทีเราจะได้ยินคนพูดว่า common cold คือหวัดธรรมดานั่นเอง (common คือ พบได้ทั่วไป)
  • Phrase ที่ใช้บอกว่าเราติดหวัดคือ catch a cold หรือ catch the flu

มันมีความแตกต่างตรงนี้ค่ะ เวลาที่เป็น cold เราจะใช้ว่า a cold แต่เวลาที่เป็น flu เราจะใช้ว่า the flu

วิธีจำของครูม่อนคือว่าก็ common coldมันมีเยอะใช่ไหม ก็เลยใช้ a นำหน้าเพราะเราไม่เจาะจง แต่fluมันไม่common ก็เลยใช้ the เพราะเรารู้ว่ามันเป็นอันไหน ( a/an ใช้กับ indefiinite noun คือ นามที่ไม่เจาะจง ส่วน the ใช้กับ definite noun คือ นามที่เฉพาะเจาะจง)

  • Flu season คือ ฤดูที่ไข้หวัดใหญ่ระบาดหนัก  ปกติก่อนช่วง flu season หมอมักจะแนะนำให้ไป get a flu shot คือไปฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่

ตัวอย่าง You should go get a flu shot before the flu season starts. You can get it for free at the student health center.

เธอควรจะไปฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ก่อนช่วงระบาดนะ ไปรับวัคซีนได้ฟรีที่ศูนย์สุขภาพสำหรับนักเรียน

คำว่า shot ในที่นี้แปลว่าการฉีดยานะคะ (ไม่ใช่การยิงปืน หรือกระสุนปืน)

ตัวอย่าง Tetanus shot คือ วัคซีนบาดทะยัก

  • Cold medicine ยาที่เกี่ยวกับโรคหวัด
  • Cough drops ลูกอมแก้ไอ
  • Cough medicine ยาแก้ไอ

ตัวอย่าง I will go to the store and get you some cold medicine. Make sure you get some cough drops too.

ช่วงนี้ทุกคนรักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ

28
Dec
brain

จำมากกว่าทางเดียวได้ผลดีกว่า (Dual Coding theory)

วันนี้เรามาทำความรู้จักกับ coding กันค่ะ

Coding (n) ในด้านสมองคือการเอาข้อมูลเข้าไปใส่ในสมอง ยกตัวอย่างประโยค เช่น  The information is coded in the brain. แปลว่า ข้อมูลนี้ถูกบันทึกไว้ในสมอง

นักวิจัยพบว่าข้อมูลถูกบันทึกไว้ในสมองในแบบรูปภาพ (visual images) หรือ คำพูด (verbal units) หรือทั้งสองแบบค่ะ* นอกจากนี้นักวิจัยยังพบว่าข้อมูลที่ถูกบันทึกทั้งสองแบบ (visual images and verbal units) นั้นเป็นข้อมูลที่เรียนได้ง่ายที่สุด จึงเรียกทฤษฎีนี้ว่า dual coding theory (dual แปลว่า สอง)**

tesskou_paivio_dualcoding1

จากไดอะแกรมนี้จะเห็นได้ว่า ข้อมูลจะมาจากสองทาง คือ ภาพและคำพูด ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ก็จะมาอยู่ใน working memory ซึ่งมีความสามารถจำกัด การที่ข้อมูลทั้งสองทาง คือ ภาพและคำพูดมาอยู่ด้วยกัน ก็จะเกิดการเชื่อมโยง (connection) ทำให้ข้อมูลนี้เข้าไปอยู่ในlong-term memory เป็นความรู้ (knowledge) ได้ง่ายขึ้น

เราจะเอาความรู้นี้มาช่วยในการเรียนภาษาได้อย่างไรบ้าง? ก็ง่ายๆเลยค่ะ เวลาจะจำอะไร เราก็ใช้ทั้งรูปภาพและคำพูดมาช่วยให้จำได้ง่ายขึ้น

ตัวอย่าง

เราไปอ่านเจอคำว่า quiant เราไม่รู้ความหมาย ก็ไปเปิดดู

Quaint (adj) ซึ่งมีเสน่ห์แบบโบราณๆ

Quaint (adj) attractively unusual or old-fashioned

เราก็ท่องไป แต่มันก็ยังไม่ชัดเจน ใช้google ช่วยหารูปเลยค่ะ

quaint

พอเห็นรูปปุ๊ป เราก็พอเข้าใจมากขึ้น ทีนี้เวลาท่องจำคำนี้ก็จะจำได้ง่ายขึ้นเยอะ

ปกติเวลาท่องศัพท์​เรามักจะท่องแค่ คำและความหมาย  ถ้าเราใช้รูปภาพมาช่วยด้วย จะทำให้เราจำได้ง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ แม้แต่ทุกวันนี้ครูม่อนเองก็ยังใช้วิธีนี้ เวลาอ่านเจอคำไหนไม่รู้ก็เปิดหาทั้งความหมายที่เป็นคำพูดหรือตัวหนังสือ และหารูปภาพค่ะ

References

*Paivio, A. (2006). Mind and its evolution; a dual coding theoretical interpretation. Mahwah, NJ: Erlbaum.

**Butcher, K. R. (2006). Learning from text with diagrams: Promoting mental model development and inference generation. Journal of Educational Psychology, 98, 182-197.

24
Dec
christmas decoration

Christmas vocabulary

เนื่องในโอกาสวันคริสมาร์ส เรามาเรียนคำศัพท์เกี่ยวกับเทศกาลนี้กันดีกว่าค่ะ

Christmas เป็นเทศกาลของชาวคริสต์ แต่ปัจจุบันก็กลายเป็นเทศกาลสากลไปแล้ว ที่อเมริกาวันคริสมาร์ส (Christmas Day) ซึ่งคือวันที่ 25 ธันวาคม จะเป็นวันหยุดประจำชาติ (แต่วันที่  24 ซึ่งเป็น Christmas Eve จะไม่หยุดนะคะ)

Christmas eve คือวันก่อนวันคริสมาร์ส

Eve คือ ก่อน

Christmas Eve ก็คือก่อนคริสมาร์สนั่นเอง

New Year Eve ก็คือวันก่อนวันปีใหม่ ก็คือ 31 ธันวาคมนั่นเองค่ะ

Christmas tree ต้นคริสมาร์ส

Christmas tree ornament เครื่องประดับต้นคริสมาร์ส

ornament

Tree topper เครื่องประดับเอาไว้บนสุดของต้นคริสมาร์ส มักจะเป็นดาว

tree topper star

Christmas light/twinkle light ไฟตกแต่ง

Christmas decoration ทุกอย่างที่เอาไว้ประดับในช่วงเทศกาลคริสมาร์ส ในประเทศที่ฉลองคริสมาร์สนั้นจะมีการประดับบ้านสำหรับช่วงเทศกาลค่ะ

christmas decoration

Wreath (อ่านว่า หลีด) คือ พวงใบไม้ดอกไม้ที่มักจะเอาไว้แขวนหน้าบ้าน

wreath

Stocking คือ ถุงเท้าที่เอาไว้ใส่ของขวัญค่ะ แต่ละคนจะมีคนละอัน

stocking

Stocking stuffer คือ ของขวัญที่เอาไว้ใส่ในถุงเท้านั่นเอง

Elf (Elves) เอล์ฟ เป็นผู้ช่วยซานตา ครอสค่ะ ช่วยassumble toys คือประกอบของเล่น ฉะนั้นเราจะเห็นเครื่องประดับบางอย่างเป็นรูปตัวเอล์ฟ

Gingerbread house เป็นบ้านที่ทำจากขนมปังขิง มักจะตกแต่งด้วยcandy

gingerbread house

Candy cane เป็นขนมหวานรูปไม้เท้า รสชาติจะเป็นpeppermint ค่ะ

candy cane

Eggnog เครื่องดื่มที่ทำจากไข่ และนม มักจะใส่แอลกอฮอล์ด้วย

Advent calendar คือ ปฏิทินเอาไว้นับถอยหลังถึงวันคริสมาร์ส มักจะมีการใส่ของเล่นหรือcandyเอาไว้ในแต่ละช่องด้วย

advent calenday

Yule/Yuletide เป็นภาษาเก่า แปลว่า ช่วงคริสมาร์ส

ถึงแม้บ้านเราจะไม่ได้ฉลองคริสมาร์สกันจริงจัง แต่เราก็มาเรียนภาษาอังกฤษจากเทศกาลนี้กันได้นะคะ Merry Christmas ค่ะ

19
Dec
memory-image

ท่องจำตอนไหนดี (Spaced repetition)

ทุกคนคงมีประสบการณ์ว่าเวลาเรียนหรือท่องจำอะไรแล้วลืมเร็วมากเลยใช่ไหมคะ อย่างบางทีเรียนในคาบเสร็จปั๊บ ของีบหน่อย ตื่นมาลืมหมดแล้ว เราลองมาดูว่ามีวิธีไหนบางที่ทำให้เราจำได้ระยะยาวบ้าง

ตามหลักการทำงานของสมองและ decay theory (decay = เสื่อมถอย) ความจำของเราจะลดลงตามเวลาที่ผ่านไป คือ เราจะจำสิ่งที่เราเพิ่งเรียนเมื่อวานได้มากกว่าสิ่งที่เราเรียนไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว

forgettingcurve

Picture source: https://www.gwern.net/Spaced-repetition

จากกราฟนี้เราจะเห็นว่า ถ้าให้recall (เรียกข้อมูลออกมา)เลยทันทีก็จะทำได้ 100% ถ้าเวลาผ่านไป สิ่งที่จำได้ก็จะลดลงอย่างรวดเร็วค่ะ

หลักการหนึ่งที่มาช่วยไม่ให้ความจำเราถดถอย คือ spaced repetition คือ การแบ่งจำเป็นช่วงๆ (space = เว้นระยะ, repetition = การทำซ้ำ)

spaced repetition

Picture source: https://www.koobits.com/2012/10/08/study-smart-the-power-of-spaced-repetition

จากกราฟเราจะเห็​นได้ว่าถ้าทบทวน (review) ทันทีเราจะจำได้ 100% พอผ่านไป 10นาที ถ้าเราไม่ทบทวน ความจำจะเหลือ 50% แต่ถ้าทบทวนก็จะกลับไปเป็น 100% เหมือนเดิม พอหนึ่งวันผ่านไป ถ้าเราไม่ได้ทบทวนเหลือจะเหลือประมาณ​30% แต่ถ้าเราทวนอีกก็จะกลับไปเป็น 100% เหมือนเดิม เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

ฉะนั้นจากงานวิจัยตามหลักการทำงานของสมอง เราจะเห็นได้ว่าเราควรทบวนตามนี้

  1. หลังการเรียนทันที
  2. หนึ่งวันหลังจากการเรียน
  3. หนึ่งอาทิตย์
  4. หนึ่งเดือน

สิ่งสำคัญที่สุดที่ครูม่อนได้จากงานวิจัยเรื่องนี้คือว่าเราควรจะทบทวนทันทีหลังเรียนและภายใน 24 ชั่วโมง เพราะเป็นช่วงที่การลืมเกิดได้เร็วและมากที่สุด ถ้าไม่ทบทวนภายใน 24 ชั่วโมง โอกาสที่จะจำได้จะต่ำมากๆเลย

อ่านแล้วอาจจะคิดว่า โห อย่างนี้ต้องทบทวนตลอดไปเลยเหรอ แต่อย่าลืมนะคะว่าการทบทวนครั้งหลังๆนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นการทบทวนแบบเป็นทางการ เช่น ถ้าเราเรียนคำศัพท์ในห้องเรียน การทบทวนครั้งแรกๆเราอาจจะอ่านโน้ตที่จดไว้ แต่พอครั้งที่ 4-5 ไปแล้ว เราอาจจะเจอคำศัพท์ในหนัง ในทีวี ในเพลง หรือหนังสือ ก็ถือเป็นการทบทวนเหมือนกัน ฉะนั้นถึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน เพราะจะช่วยให้เราทบทวนไปในตัวค่ะ

16
Dec
20-humor

ใช้อารมณ์ขันมาช่วยจำ (Humor and Memory)

นักวิจัยพบว่าอารมณ์ขัน (Humor) นั้นมีผลต่อความจำ ทำให้จำได้ดีขึ้น ลองนึกถึงความทรงจำของตัวเองดูนะคะ อะไรที่ขำๆตลกๆเรามักจะจำได้ได้ เราก็เอาหลักนี้มาช่วยจำภาษาอังกฤษได้

เวลาท่องจำเราก็ลองเอาสิ่งที่ต้องจำมาทำให้ตลก อาจจะสร้างภาพ (imagine) หรือสร้างเรื่องราวที่ตลก (humorous),  ไร้สาระหรือแปลก  (silly or weird ), and เว่อร์ (exaggerated)  ยิ่งตลกมากๆ เรายิ่งจำได้ดี

ยกตัวอย่าง เช่น ตอนที่ครูม่อนเรียนหมอ ต้องจำชื่อกระดูก มีกระดูกใหญ่ที่ต้นขาชื่อว่า Femur  ครูม่อนก็ใช้วิธีจำว่า Femur มันออกเสียงคล้ายๆ Humor แต่ขึ้นต้นด้วย F ก็เลยนึกภาพว่ากระดูกที่ต้นขามีตัว F อยู่ที่หัว แล้วก็เต้นไปเต้นมาบนต้นขา แล้วครูม่อนก็จำได้ เพราะว่าภาพตัวกระดูกมีFที่หัวเต้นไปเต้นมาบนต้นขา มันแปลกแล้วก็silly สำหรับครูม่อน ครูก็เลยจำได้ค่ะ

สรุปว่า ถ้าเราต้องจำภาษาอังกฤษ วิธีนึงที่ช่วยได้คือ ลองนึกภาพหรือสร้างเรื่องจากสิ่งที่เราต้องจำแล้วทำให้มันตลกๆหรือเวอร์ๆ จะช่วยให้เราจำได้ง่ายขึ้น

สิ่งที่ควรรู้คือว่า ถ้าคนอื่นมาบอกวิธีจำให้เรา เช่น ให้จำFemur ตามที่ครูม่อนบอกเมื่อกี้ เราจะจำได้ไม่ดีเท่าภาพที่เราสร้างขึ้นมาเองค่ะ ฉะนั้นทำเองได้ผลดีที่สุดนะคะ

13
Dec
memory-eraser

ใช้ความรู้เก่ามาช่วยจำความรู้ใหม่ (Link method)

หลักของการจำอีกอย่างคือ การเชื่อมโยง (association) อย่างที่พูดถึงไปแล้วว่าการจำคือการสร้าง neural pathway (ทางเชื่อมระหว่างเซลล์ประสาท)  การที่จะสร้างpathway ก็คือ การเชื่อมโยงข้อมูลใหม่กับข้อมูลเก่าหรือสิ่งที่เราจำได้อยู่แล้ว การที่เราเอาข้อมูลใหม่ไปเชื่อมกับสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วจะทำให้เกิดทางเชื่อมระหว่างข้อมูลเก่ากับข้อมูลใหม่ ที่นี้พอเราจะนึกถึงข้อมูลใหม่ เราก็เพียงนึกถึงข้อมูลเก่า แล้วเราก็จะเชื่อมไปสู่ข้อมูลใหม่ได้

ยกตัวอย่างเช่น เราอยากจะจำคำว่า “implant” ที่แปลว่าปลูกถ่ายอวัยวะ

เรารู้ว่า ‘plant’ แปลว่าต้นไม้ (ในกรณีที่เป็นคำนาม) หรือ ปลูกต้นไม้ (ถ้าเป็นกริยา)

เรารู้ว่า ‘im-‘ สามารถเป็นprefixได้ แปลว่า ‘into’ เช่น ใน import (นำเข้า)

เราก็เอามาเชื่อมกันว่า implant คือ plant something into our body ก็คือปลูกถ่ายอวัยวะนั่นเองค่ะ

เห็นไหมคะว่า เราเอาความรู้ใหม่เกี่ยวกับคำว่า implant มาเชื่อมกับสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วคือ คำว่า plant กับprefix im- ทำให้เราจำได้ง่ายขึ้นค่ะ