Skip to content

Recent Articles

3
Oct
hand-write

เรียนสองภาษาดีจริงหรือเปล่า – ตัวอย่างจากแอฟริกา

ตัวอย่างต่อมา เรามาดูที่ประเทศในทวีปแอฟริกากันบ้างนะคะ

หลายๆประเทศในแอฟริกาก็มีนโยบายให้เรียนหนังสือด้วยภาษาต่างชาติ ส่วนมากจะเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส หรือ ภาษาโปรตุเกส เพราะเป็นภาษาที่ใช้ตั้งแต่สมัยเป็นเมืองขึ้นของประเทศตะวันตก แต่ในแต่ละประเทศก็มีภาษาท้องถิ่นเป็นของตัวเองด้วยเหมือนกันค่ะ

อันแรกเลย เรามาดูการเรียนหนังสือด้วยภาษาต่างประเทศในระดับประถมกันบ้าง มีตัวอย่างจากสองประเทศ ประเทศแรกคือ Guinea-Bissau ซึ่งใช้ภาษาโปรตุเกสในการสอนหนังสือ และประเทศNiger ซึ่งให้ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาในการสอนหนังสือ

ที่สองประเทศนี้ ได้มีงานวิจัยเปรียบเทียบดูพบว่า ถ้าให้นักเรียนได้เรียนอ่าน เขียนด้วยภาษาแม่ก่อน จะทำให้อ่านเขียนภาษาที่สองได้ดีขึ้นด้วย และที่สำคัญคือถ้าให้นักเรียนใช้ภาษาแม่ในการสอบ นักเรียนจะได้คะแนนดีกว่าใช้ภาษาที่สองอย่างมาก

อีกตัวอย่างหนึ่งของประเทศTanzania ซึ่งงานวิจัยนี้มีห้องเรียนมัธยมสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือใช้ภาษาแม่ของนักเรียน ซึ่งก็คือภาษาKiswahiliในการสอน และอีกกลุ่มใช้ภาษาอังกฤษในการสอน โดยทั้งสองกลุ่มเรียนเนื้อหาอย่างเดียวกัน พบว่า ในห้องเรียนที่เป็นภาษาอังกฤษ นักเรียนจะเงียบ ไม่ค่อยถาม ไม่ค่อยสนใจเรียน ในขณะที่ ถ้าเป็นห้องเรียนภาษาKiswahili นักเรียนจะactiveมากกว่า คือ นักเรียนจะถามคำถาม และตอบคำถามที่อาจารย์ถาม

ข้อสรุปจากงานวิจัยนี้ไม่ได้บอกว่าการเรียนการสอนด้วยภาษาอังกฤษ(ภาษาที่สอง)นั้นดีหรือไม่ดี แต่นักวิจัยสรุปได้ถูกใจครูม่อนมาก คือสรุปว่า “ถ้าเป้าหมายของการศึกษาคือการทำให้นักเรียนที่จบมาดูเป็นคนโง่ การใช้ภาษาอังกฤษที่ทั้งนักเรียนและครูยังไม่เก่ง มาใช้ในการสอนก็ถือว่าเหมาะสม แต่ถ้าเป้าหมายคือ อยากจะให้นักเรียนที่จบมามีความสามารถในการคิดวิเคราะห์และความคิดสร้างสรรค์ล่ะก็ นโยบายอันนี้ก็คงจะไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้” (แปลจากBrock-Utne, 2006, หน้า 487)

สรุปว่า งานวิจัยชี้แนะว่า ถ้าเป็นระดับประถมวัย อย่างน้อยก็ควรจะให้นักเรียนได้เรียนอ่านเขียนภาษาแม่อย่างเชี่ยวชาญด้วย เพราะว่านักเรียนที่อ่านเขียนภาษาแม่ได้ จะอ่านเขียนภาษาที่สองได้ดีด้วย ส่วนระดับมัธยม การใช้ภาษาที่นักเรียนและครูยังไม่เชี่ยวชาญมาใช้ในการสอนนั้น ทำให้นักเรียนไม่ได้มีโอกาสในการฝึกคิดวิเคราะห์และคิดสร้างสรรค์เท่าที่ควรค่ะ

ครั้งหน้า เรามาลองดูตัวอย่างจากอเมริกากันบ้างนะคะ

หมายเหตุ ***ต่อเนื่องจากpostแรกนะคะ ครูม่อนใช้หัวข้อว่า เรียนสองภาษา เพราะว่าบ้านเราใช้คำว่าเรียนสองภาษาเพื่อหมายถึงการใช้ภาษาอังกฤษมาเป็นภาษาในการเรียนการสอน (จะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับแต่ละโรงเรียน)


References

Brock-Utne, Birgit. (2007). Learning through a familiar language versus learning through a foreign language—A look into some secondary school classrooms in Tanzania. International Journal of Educational Development, 27(5), 487-498. doi: 10.1016/j.ijedudev.2006.10.004
Hovens, Mart. (2002). Bilingual Education in West Africa: Does It Work? International Journal of Bilingual Education and Bilingualism, 5(5), 249-266. doi: 10.1080/13670050208667760

27
Sep
Hgse

ความเชื่อผิดๆ 4 อย่างเกี่ยวกับการสมัครเข้าเรียนต่อปริญญาโทปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยดังๆ

ความเชื่อผิดๆ 4 อย่างเกี่ยวกับการสมัครเข้าเรียนต่อปริญญาโทปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยดังๆและ Ivy league

1. เกรดต้องดี ถึงจะเข้าได้ – การจะเข้ามหาวิทยาลัยดังๆได้ ไม่ใช่ว่าเกรดดีอย่างเดียวถึงจะพอ จริงอยู่ ถ้าเกรดเราดีเลิศ มันก็ทำให้โอกาสที่เราจะเข้าได้เพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเกรดดีอย่างเดียว แล้วจะเข้าได้นะ มันก็ต้องมีผลงานอย่างอื่นด้วย ในทางกลับกัน นักเรียนที่มีเกรดกลางๆหรือดีกว่าเฉลี่ยนิดหน่อย ก็ใช่ว่าจะหมดโอกาส จริงๆแล้วถ้านักเรียนมีผลงาน มีประสบการณ์ หรือแม้แต่มีวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจและตรงกับโปรแกรม โอกาสที่จะเข้าได้ก็มีเหมือนกัน

2. การเข้าเรียนต่อปริญญาโทปริญญาเอกในมหาวิทยาลัยดังๆ คือ การเรียนเนื้อหาวิชาให้ลึกซึ้งมากขึ้น – เรียนปริญญาโทเอก หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า graduate school มันไม่เหมือนกับการเรียนตอนปริญญาตรี ตอนปอตรี เราได้เริ่มเรียนเนื้อหาวิชาที่เราไม่เคยรู้มาก่อน เน้นว่าเอาเนื้อหา แต่graduate school เน้นฝึกทักษะมากกว่าเนื้อหา ทักษะอะไรบ้าง ก็เช่น ทักษะการค้นหาข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การตั้งปัญหางานวิจัย การใช้สถิติวิเคราะห์ข้อมูล การเก็บข้อมูลจากตัวอย่าง การออกแบบงานวิจัย เป็นต้น ส่วนเนื้อหาน่ะ โดยมากเขาจะassumeว่า นักเรียนต้องรู้อยู่แล้วหรือไม่ก็ไปค้นคว้าหาเอาเอง graduate school ไม่ใช่การไปนั่งฟังเลคเชอร์เหมือนตอนเรียนปริญญาตรีนะ

3. คนที่เก่งจะสมัครเข้าเรียนgraduate schoolที่มหาวิทยาลัยดังๆที่ไหนก็ได้หมด – อีกอย่างหนึ่งที่graduate admission ต่างจากundergraduate ก็คือว่า การที่โปรแกรมจะรับหรือไม่รับใคร มักจะขึ้นกับอาจารย์แต่ละคนด้วย เพราะว่าอะไร? เพราะว่าในปริญญาโทและเอก อาจารย์ต้องเป็นคนดูแลนักศึกษา ซึ่งใช้เวลาเป็นอย่างมาก อาจารย์จะรับนักศึกษาที่มาช่วยงานเขาได้ และช่วยให้อาชีพการงานของเขาดีขึ้น หมายความว่ายังไง? หมายความว่า ถ้านักศึกษามีความสามารถและทำงานในหัวข้อเดียวกับอาจารย์ อาจารย์ก็จะได้โชว์ว่านักศึกษาคนนี้ ฉันเป็นคนปั้นมาเอง และอาจารย์ก็ได้นักศึกษามาช่วยทำงานวิจัยอีกด้วย ส่วนนักศึกษาก็ได้โอกาสในการมาฝึกงานช่วยอาจารย์ทำวิจัย และก็ยังได้คำแนะนำจากอาจารย์อีกด้วย คือ win/win ฉะนั้นมันไม่ใช่แค่ว่าคนไหนเก่งแล้วเขาก็จะรับหมดนะ มันอยู่ที่ว่าความรู้ความสามารถของนักศึกษาคนนี้ ตรงกับที่โปรแกรมต้องการในปีนั้นๆหรือไม่
รู้อย่างนี้ดียังไง? แปลว่า เราไม่จำเป็นต้องมีประวัติหรูหรามาก เราก็สามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยดังๆได้ ถ้าเรารู้จักจุดแข็งของตัวเอง แล้วหาโปรแกรมที่เหมาะสมกับเรามากที่สุด

4. ต้องหาคนดังๆมาเขียนletter of recommendationให้ – จริงอยู่ที่ถ้าเราเคยทำงานกับคนที่มีชื่อเสียงในวงการ หรือศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยนั้นแล้วเขาเขียนจดหมายให้ มันก็จะทำให้โอกาสเราเข้าได้เยอะขึ้น แต่ว่า ถ้าเราไม่เคยทำงานกับคนคนนั้นเลย แล้วไปให้เขาเขียนจดหมายให้ มันไม่ได้ช่วยอะไรนะ เพราะเขาจะเขียนได้แค่กว้างๆ และคนอ่านเขาก็รู้ว่าเขาเขียนไปงั้นๆหรือว่าเขียนจากประสบการณ์จริง ที่ดีที่สุดคือหาคนที่เราเคยทำงานด้วย แล้วเขาประทับใจในงานของเรา เพราะเขาจะเขียนได้ละเอียดกว่า และคนอ่านก็จะอ่านรู้ว่าเขียนมาจากประสบการณ์จริงๆ คนที่เราขอให้เขียนจดหมายให้เรา เขาอาจจะไม่เคยเขียนจดหมายแบบนี้มากนัก แต่เราสามารถช่วยให้เขาเขียนจดหมายให้ดีได้ (โดยไม่ต้องให้โกหกหรือโม้)

ใครที่ยังไม่ได้e-book “เคล็ดลับสู่การเป็นนักเรียนฮาร์วาร์ด:คําแนะนําในการสมัครศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนําของโลก” ให้สมัครรับข่าวสารจากครูม่อน ทางด้านขวามือบนนะคะ แล้วเราจะส่งe-bookไปให้ค่ะ

25
Sep
confidence

เรียนเตรียมสอบโทเฟล(TOEFL)กับครูม่อน

ตอนนี้ครูม่อนกลับมาอยู่เมืองไทยแล้ว ต้องมาอยู่สักพักหนึ่งเพื่อเก็บข้อมูลทำวิทยานิพนธ์ พอกลับมาแล้วก็รู้สึกอยากสอนหนังสือมากเลยค่ะ คิดถึงการสอน

ถ้าใครสนใจเรียนTOEFL ติดต่อครูม่อนได้เลยนะคะ รับรองจะติวให้ได้คะแนนเกิน100เลยทีเดียว เรียนกับครูม่อน เราตั้งเป้าหมายสูงค่ะ ได้คะแนนไม่เกิน100เราไม่ยอม

เรียนตัวต่อตัวและกลุ่มย่อยค่ะ ครูม่อนจะไม่ให้นักเรียนต้องมาเสียเวลามาก เราจะวิเคราะห์ก่อนเลยว่านักเรียนต้องเน้นด้านไหนเป็นพิเศษ ด้านไหนเก่งแล้วแต่ยังไม่ได้เต็ม เราก็มาอุดช่องโหว่ เอาให้ได้เต็มในด้านนั้นไปเลยค่ะ

นอกจากสอนภาษาอังกฤษแล้วยังสอนเทคนิคการสอบโทเฟลด้วยนะคะ การสอบโทเฟลก็เหมือนกับการสอบอื่นๆแหละค่ะ ถ้าเราเตรียมตัวดี ถึงแม้ว่าภาษาอังกฤษเราจะไม่ได้perfectแต่เราก็ได้คะแนนสูงได้ค่ะ

สอนในหมู่บ้านเมืองเอก รังสิต และละแวกใกล้เคียงค่ะ

ประวัติย่อ
ณัฏฐ์ภัทร์ ชาญเชาวน์กุล (ครูม่อน)
กำลังศึกษาปริญญาเอกด้านการศึกษา เฉพาะทางด้านการเรียนภาษาอังกฤษสำหรับคนที่ไม่ใช่เจ้าของภาษา ที่ UCLA
จบปริญญาโทด้านการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐอเมริกา
Master of Education (Mind, Brain & Education), Harvard University
Master of Arts (Education), University of California, Los Angeles (UCLA)
คะแนนTOEFL iBT 117
ผู้เขียนหนังสือ “เปลี่ยนตัวเองให้รักอังกฤษไม่ยาก” และ “ฟังเสียงหัวใจเรียนอะไรที่ใช่เรา”

ครูม่อนจะอยู่เมืองไทยคราวนี้ไม่กี่เดือนนะคะ ใครสนใจรีบติดต่อเลยค่ะ
ติดต่อที่ contactkrumon@gmail.com นะคะ ^_^

23
Sep
becoming-an-expert

เรียนสองภาษาดีจริงหรือเปล่า – ตัวอย่างจากสิงคโปร์

สิงคโปร์เป็นประเทศที่ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมากในการจัดการเรียนสองภาษา ภาษาที่ถือว่าเป็นภาษาท้องถิ่นหรือภาษาแม่คือภาษาจีน ภาษามาเลย์ และ ภาษาทมิฬ สิงคโปร์ได้จัดให้การศึกษาส่วนใหญ่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาในการสอน สิงคโปร์ถือว่าภาษาอังกฤษเป็นภาษากลาง คือ ไม่ได้เป็นภาษาของคนกลุ่มไหนเป็นพิเศษ ซึ่งการตัดสินใจนี้ ส่วนหนึ่งคือทำเพื่อไม่ให้เกิดความแตกแยกในประเทศที่มีคนที่มีความหลากหลายมาก

สิงคโปร์จัดให้มีการสอนภาษาท้องถิ่นอีกสามภาษาเป็นวิชาแยกต่างหาก ดังนั้นนักเรียนจะได้เรียนภาษาท้องถิ่นหรือภาษาแม่ของตัวเอง ที่ใช้สื่อสารกับที่บ้าน แต่ได้เรียนน้อยเพราะเรียนแค่เป็นวิชาภาษานั้นๆ งานวิจัยที่สำรวจผู้ใหญ่ที่โตมากับนโยบายการศึกษาอันนี้ พบว่า แม้ว่าคนสิงคโปร์ส่วนใหญ่จะถือว่าภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก แต่ส่วนใหญ่ก็ยังบอกว่าภาษาจีน มาเลย์ หรือ ทมิฬเป็นภาษาแม่ และงานวิจัยยังพบว่า การใช้ภาษาอังกฤษในการสอนและเรียนหนังสือ ทำให้ความสามารถในการอ่านเขียนของภาษาแม่ไม่ดีเท่าที่ควร คนสิงคโปร์ที่มีภาษาจีนเป็นภาษาแม่ จะบอกว่าถนัดฟังพูดภาษาจีนมากกว่า แต่ถ้าเป็นอ่านเขียนแล้ว มักจะใช้ภาษาอังกฤษ มีจำนวนน้อยมากที่จะเลือกใช้ภาษาจีนในการอ่านหรือเขียน

ถ้าเราไม่คิดว่าการเสียความสามารถในการอ่านเขียนภาษาแม่เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย สิงคโปร์ก็ถือว่าเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าการเรียนสองภาษาก็สามารถทำให้ประสบความสำเร็จได้ในสังคมเอเชีย แต่เราก็ต้องไม่ด่วนสรุปว่าการเรียนหนังสือด้วยภาษาอังกฤษดีกว่าการเรียนด้วยภาษาแม่ เพราะว่าสิงคโปร์ไม่ได้มีกลุ่มให้เราเปรียบเทียบ นักเรียนทุกคนต้องเรียนด้วยภาษาอังกฤษหมด แม้แต่งานวิจัยที่มาจากสิงคโปร์เอง ก็ยังยอมรับว่า การเรียนสองภาษาในประเทศสิงคโปร์ถือว่าประสบความสำเร็จก็จริง แต่เราก็ไม่รู้ว่าถ้าปล่อยให้นักเรียนได้เรียนหนังสือด้วยภาษาแม่ต่อไป นักเรียนอาจจะเก่งกว่าที่เป็นอยู่นี่ก็ได้

ครูม่อนชอบศึกษาเคสสิงคโปร์มากเพราะว่าเป็นเคสที่น่าสนใจ เพราะทำให้ภาษาที่ไม่ใช่ภาษาแม่ของใครเลย(ภาษาอังกฤษ)กลายเป็นภาษาหลักของชาติได้ มีไม่กี่ที่ในโลกที่ทำได้อย่างนี้ แต่ว่ามันก็ไม่ใช่ว่าเพราะเขาทำได้ แล้วแปลว่าการเรียนหนังสือด้วยภาษาอังกฤษจะดีกว่าการเรียนหนังสือด้วยภาษาแม่ เหมือนเราเห็นคนที่ลดน้ำหนักด้วยการอดอาหาร แปลว่า การอดอาหาร ดีกว่าการออกกำลังกายในการลดน้ำหนักหรือเปล่า? เปล่า เพราะว่าที่เขาทำนั้น เขาไม่ได้ลองเปรียบเทียบระหว่างอดอาหารกับออกกำลังกายนี่ มันแค่แสดงให้เห็นว่า ก็มีคนที่ลดน้ำหนักด้วยการอดอาหารได้ แต่เราควรจะไปทำตามเขาหรือเปล่านั้น เราก็ต้องเอามาคิดไตร่ตรองเองด้วย ถูกไหมล่ะว่าสิ่งนั้นมันจะเหมาะสมกับเราหรือเปล่า

ครั้งหน้า เราลองมาดูตัวอย่างจากประเทศที่ไกลตัวเรากันบ้างดีกว่านะคะ คอยติดตามนะคะ

Reference
Dixon, L. Quentin. (2005). Bilingual education policy in Singapore: An analysis of its sociohistorical roots and current academic outcomes. International Journal of Bilingual Education and Bilingualism, 8(1), 25-47. doi: 10.1080/jBEB.v8.i1.pg25

18
Sep
Picture from http://idaconcpts.com

เรียนสองภาษาดีจริงหรือเปล่า – ตัวอย่างจากฮ่องกงและมาเลเซีย

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเห็นว่าบ้านเรามีโปรแกรมเรียนสองภาษาเยอะมาก ถ้าเรายังไม่คิดถึงเรื่องประสิทธิภาพของโปรแกรมสองภาษา การที่บ้านเรามีโปรแกรมสองภาษามากขึ้นเยอะ มันแสดงให้เห็นถึงความเชื่อหลายๆอย่างที่บ้านเรามีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ อันที่เห็นได้ชัดเลยก็คือความเชื่อที่ว่า “จะเรียนภาษาให้เก่งได้ ต้องใช้ภาษานั้นเป็นสื่อในการเรียนการสอน”

เราลองมาคิดดูกันซิว่า ความเชื่ออันเนี่ยมันเป็นจริงแค่ไหน?

ก่อนอื่น เรามาคุยกันให้เข้าใจตรงกันก่อนว่า การใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอนคืออะไร Using English as a medium of instruction (การใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอน) หมายถึงว่า ใช้ภาษาอังกฤษในการสอนเนื้อหาวิชาอื่นๆ เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เป็นต้น
คิดกันง่ายๆนะคะว่า เราเองเคยรู้จักคนที่ไม่ได้เรียนหนังสือโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอน แต่เก่งภาษาอังกฤษน่ะ มีไหม? ครูม่อนคนนึงเนี่ยแหละค่ะ ที่เรียนโรงเรียนไทยธรรมดาๆแต่ก็สามารถฝึกภาษาอังกฤษจนเก่งได้ และครูม่อนก็รู้ว่าตัวเองไม่ใช่เก่งพิเศษกว่าคนอื่นตรงไหน มีคนอีกเยอะแยะที่เก่งภาษาอังกฤษได้โดยไม่ได้เรียนหนังสือโดยเรียนแบบใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อในการเรียนการสอน

หลายๆคนอาจจะบอกว่า “ก็จริงนะ ที่ไม่ต้องเรียนหนังสือเป็นภาษาอังกฤษก็เก่งภาษาอังกฤษได้ แต่ถ้าได้เรียนหนังสือเป็นภาษาอังกฤษ มันก็น่าจะทำให้เรียนภาษาอังกฤษได้ง่ายขึ้นนะ”

อ่ะ อันนี้ก็คงจะไม่เถียงค่ะ ภาษาเนี่ย ใช้เวลาเยอะ ก็น่าจะเก่งเยอะ เป็นธรรมดาใช่ไหมคะ? อันนี้เป็นcommon senseที่ใครๆก็รู้กัน แต่ถามว่าเก่งขึ้นเนี่ย เก่งขึ้นแค่ไหน? เก่งขึ้นกว่าไม่ได้เรียนหนังสือเป็นภาษาอังกฤษอาจจะใช่ คือ ถ้านักเรียนคนนี้ทำทุกอย่างเหมือนเดิมตลอดการเรียน แล้วเรียนด้วยภาษาอังกฤษแทนภาษาไทย ภาษาอังกฤษก็น่าจะดีกว่านักเรียนคนนี้เรียนหนังสือด้วยภาษาไทย ก็น่าจะใช่นะคะ แต่ว่าถามว่า แล้วจะถือว่าใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างเชี่ยวชาญไหม? ครูม่อนอยากจะบอกว่า อันนี้ไม่ก็ไม่แน่หรอกค่ะ

จริงๆ เรื่องนี้เถียงกันไม่จบ แต่อยากจะให้ดูงานวิจัยในประเทศต่างๆว่า เขาได้ค้นพบอะไรกันบ้าง เรามาดูcase studiesของประเทศใกล้ๆบ้านเราก่อนแล้วกันนะคะ

ฮ่องกง อันนี้ไม่ใช่ประเทศ แต่ฮ่องกงถือได้ว่าเป็นเคสตัวอย่างเรื่องการเรียนสองภาษาเลยนะคะ ครูม่อนจะยกตัวอย่างงานวิจัยในฮ่องกงที่เปรียบเทียบระหว่างการเรียนวิทยาศาสตร์ด้วยภาษาแม่ซึ่งในที่นี้คือภาษาจีนกว้างตุ้ง กับการเรียนหนังสือด้วยภาษาอังกฤษ งานวิจัยพบว่า นักเรียนมัธยมที่เรียนวิทยาศาสตร์ด้วยภาษาอังกฤษจะได้คะแนนและตัวชี้วัดด้านวิทยาศาสตร์ต่ำกว่านักเรียนที่เรียนด้วยภาษาจีน ทั้งๆที่นักเรียนกลุ่มที่ได้เรียนด้วยภาษาอังกฤษ เริ่มเรียนมัธยมด้วยคะแนนที่สูงกว่านักเรียนที่ได้เรียนด้วยภาษาจีน (เพราะว่านักเรียนต้องจบประถมคะแนนสูงระดับหนึ่งถึงจะได้เรียนหนังสือชั้นมัธยมด้วยภาษาอังกฤษ) ยิ่งไปกว่านั้น นักเรียนกลุ่มที่เรียนวิทยาศาสตร์ด้วยภาษาอังกฤษยังได้พัฒนาความเชื่อที่ว่าตัวเองไม่เก่งวิทยาศาสตร์ และก็เชื่อมั่นว่าตัวเองไม่เก่งวิทยาศาสตร์ มากกว่านักเรียนที่เรียนด้วยภาษาแม่  ที่เป็นแบบนี่ก็เพราะว่า เวลานักเรียนเรียนวิทยาศาสตร์ไม่รู้เรื่อง เพราะว่าภาษาอังกฤษยังไม่ดี แทนที่นักเรียนจะไปคิดว่าตัวเองภาษายังไม่ดี กลับไปเชื่อว่าตัวเองไม่เก่งวิทยาศาสตร์แทน  จริงๆงานวิจัยจากฮ่องกงยังมีอีกเยอะนะคะ ในวิชาอื่นก็มี เช่น คณิตศาสตร์ สังคมศาสตร์ แต่เอาแค่นี้ก่อนแล้วกัน สรุปงานวิจัยหลายๆงานจากฮ่องกง พบว่านักเรียนที่เรียนหนังสือด้วยภาษาอังกฤษ จะทำคะแนนได้สูงกว่าเด็กที่เรียนด้วยภาษาแม่ เฉพาะในวิชาภาษาอังกฤษ แต่จะทำคะแนนได้แย่กว่าในวิชาอื่นๆ

มาเลเซีย เพื่อนบ้านเรานี่เอง เราคนไทยก็รู้กันนะคะว่าคนมาเลเซียเก่งภาษาอังกฤษกว่าคนไทยเยอะ แต่รู้ไหมคะว่า ตอนปี 2002 ประเทศมาเลเซียเองเคยมีนโยบายที่จะให้สอนวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ด้วยภาษาอังกฤษตั้งแต่ระดับประถม (ฟังดูคุ้นๆไหมคะ) แต่ว่าในที่สุดหลังจากลองและประเมินผลแล้วมา6ปี รัฐบาลมาเลเซียได้ประกาศล้มเลิกโครงการนี้ไปตั้งแต่ปี  2009 (มีผลปี 2012) ด้วยเหตุผลหลายๆอย่าง เช่น
-การสอนหนังสือด้วยภาษาอังกฤษเป็นการทำให้นักเรียนบางกลุ่มเสียผลประโยชน์
-นักเรียนและครูไม่มีความสามารถทางภาษาอังกฤษเพียงพอที่จะให้สอนและเรียนหนังสือเป็นภาษาอังกฤษ
-ไม่มีทรัพยากรเพียงพอในการอบรมครูให้สามารถสอนวิทยาศาตร์และคณิตศาสตร์ด้วยภาษาอังกฤษได้อย่างมีประสิทธิภาพ   เป็นต้น

นี่ขนาดว่ามาเลเซียเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษมาก่อน หมายถึงว่า เขาได้เริ่มใช้ภาษาอังกฤษมานานกว่าบ้านเรามากมายนัก คนของเขาก็ยังไม่พร้อมที่จะสอนและเรียนหนังสือด้วยภาษาอังกฤษเลย เพราะว่าการเรียนวิชาการโดยเฉพาะคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชาที่ยากอยู่แล้ว (ว่ากันตรงๆเลยว่า เรียนด้วยภาษาแม่ก็ไม่ใช่ว่าจะเข้าใจได้ง่ายๆ จะให้เรียนด้วยภาษาที่สอง มันไม่ยิ่งไปกันใหญ่เหรอ)

วันนี้เอาแค่นี้ก่อนนะคะ คราวหน้าเรามาดูเคสที่ใครๆก็ต้องพูดถึงเวลาพูดเรื่องการเรียนสองภาษา ซึ่งก็คือ สิงค์โปร์ ค่ะ  ส่วนใครที่เคยเรียนหนังสือที่ฮ่องกงหรือมาเลเซีย มีประสบการณ์ยังไงบ้างคะ

References

Malaysia
Gill, Saran Kaur. (2012). The Complexities of Re-reversal of Language-in-Education Policy in Malaysia. 1, 45-61. doi: 10.1007/978-94-007-4578-0_4

Hong Kong
Lo, Yuen. Yi, & Lo, Eric Siu Chung. (2013). A Meta-Analysis of the Effectiveness of English-Medium Education in Hong Kong. Review of Educational Research, 84(1), 47-73. doi: 10.3102/0034654313499615
Lo, Yuen Yi, & Macaro, Ernesto. (2012). The medium of instruction and classroom interaction: evidence from Hong Kong secondary schools. International Journal of Bilingual Education and Bilingualism, 15(1), 29-52. doi: 10.1080/13670050.2011.588307
Yip, D.Y., & Tsang, W.K. (2007). Evaluation of the effects of medium of instruction on the science learning of Hong Kong secondary students: Students’ self concept. International Journal of Science and Mathematics Education, 5(3), 393-413. Read moreRead more

15
Sep

ข้อดี สี่อย่างของการเรียนเมืองนอก

1. เข้าใจตัวเองมากขึ้น
ไปเรียนหรือไปอยู่เมืองนอกเนี่ย ทำให้เรารู้จักตัวเองได้ดีขึ้นเยอะเลย เพราะว่าเราได้ไปเห็นสิ่งที่แตกต่างไปจากที่เราคุ้นเคย ถ้าเรารู้จักคิดและหันกลับมามองตัวเอง จะทำให้เราได้รู้จักตัวเองอย่างที่เราไม่เคยรู้มาก่อนเลย อย่างครูม่อน ก่อนไปอยู่อเมริกา เราก็ไม่ได้คิดว่าเราเป็นคนjudgementalอะไรนะ แต่พอที่อยู่ที่นู่น พอเห็นคนที่แตกต่างกว่าเรามากๆ เช่น สีผิว การแต่งตัว หรือ กิริยาท่าทาง ความคิดเรามันไปตัดสินเขาเร็วมากๆ ทั้งๆที่เราก็รู้ว่าเราไม่ควรไปตัดสินใครจากภายนอก แต่ความคิดมันไปก่อนแล้ว อยู่เมืองไทยไม่ค่อยได้ทันความคิดตัวเอง เพราะว่าบ้านเราคนจะไม่ต่างกันมาก พออยู่ที่อเมริกาถึงได้รู้ว่าเราต้องหัดใจตัวเองให้เปิดกว้างกับคนที่แตกต่างจากเรามากขึ้น
2. รักเมืองไทยมากขึ้น
ใครที่ไปอยู่เมืองนอกจะรู้นะ ว่ายิ่งอยู่เมืองนอกนานก็ยิ่งรู้ว่าบ้านเราเนี่ยดีที่สุด ไม่ใช่ว่าดีที่สุดเวลาไปเทียบกับที่อื่นตรงๆนะ แต่ดีที่สุดสำหรับเราเอง แรกๆไปอยู่เมืองนอกจะมีสองแบบ คือ แบบปรับตัวไม่ได้แล้วไม่ชอบ หรือไม่ก็ชอบที่ใหม่มากๆไปเลย แต่ไม่ว่าจะแบบไหนก็ตามนะ พออยู่ไปนานๆ เราจะปรับตัวได้ แต่ก็ยังคิดว่าอยู่บ้านเราดีกว่า หรือแบบที่สองก็คือ จะเริ่มเห็นข้อไม่ดีของที่ใหม่ๆ ทำให้เราเห็นว่าจริงๆแล้ว ทุกๆที่มันก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย
3. เข้าใจวัฒนธรรรมไทยมากขึ้น
มีวัฒนธรรมหรือธรรมเนียมอะไรหลายๆอย่างนะที่พอไปอยู่เมืองนอกแล้วมันก็ยังเปลี่ยนไม่ได้ เช่น ปกติตอนเป็นนักเรียน เวลาจะออกจากห้องเรียนขณะที่อาจารย์ยังสอนอยู่ เราก็จะก้มหัวนิดนึงเวลาเดินผ่านอาจารย์​ พอไปอยู่ที่อเมริกา พอจับได้ว่าตัวเองยังทำอยู่ ก็คิดเลยว่า เพื่อนๆคงนึกว่าเราตลกดี ทำไมต้องก้มหัวด้วย แต่มันทำให้เรารู้ว่าโตมาแบบคนไทย เราให้เกียรติอาจารย์ว่าเป็นคนที่เราควรเคารพ สิ่งที่อาจารย์พูดคือสิ่งที่สำคัญ เราควรจะฟัง แต่ที่อเมริกา มักจะมองอาจารย์ว่าเป็นแค่คนคนนึง ที่แค่ผ่านอะไรมามากกว่าเราเท่านั้นเอง ไม่ใช่ว่าสิ่งที่อาจารย์พูดจะถูกเสมอ นักเรียนเถียงได้
4. เข้าใจว่าต่างชาติมองเมืองไทยยังไง
อันนี้จริงตั้งแต่เรื่องง่ายๆ อย่างอาหารไทย ไปจนถึงการเมืองบ้านเราเลยทีเดียว ครูม่อนอยู่ที่แอลเอสักพักถึงรู้ว่าที่นั่นมีร้านอาหารไทยเยอะก็จริง แต่เวลาพูดถึงอาหารไทย เขาจะนึกถึง peanut sauce (น้ำจิ้มสะเต๊ะ) คือ อะไรที่เป็นอาหารประยุกต์แล้วมีคำว่าThaiอยู่ แปลว่ามีน้ำจิ้มสะเต๊ะ เช่น Thai chicken wrap คือเป็นwrapไก่ที่ใส่น้ำจิ้มสะเต๊ะ ตอนไปแรกๆครูม่อนงงนะ เพราะน้ำจิ้มสะเต๊ะเนี่ย คนไทยไม่นับว่าเป็นอาหารไทยแท้นะ แต่ที่ร้านอาหารไทยที่นู่น คือ เป็นเมนูเด็ดเลยอ่ะ

ใครมีประสบการ์ไปอยู่เมืองนอกแล้วเป็นอย่างไรบ้าง ทำให้เข้าใจเมืองไทยมากขึ้นไหม ทำให้มองตัวเองต่างจากเดิมไหม เล่าให้ฟังกันบ้างนะคะ

28
Jul

เลือกหนังสือเตรียมสอบ TOEFL, GRE, GMAT

ครูแนะนำหนังสือเตรียมสอบTOEFLไปบ้างในหนังสือ “เปลี่ยนตัวเองให้เก่งอังกฤษไม่ยาก” นะคะ
แต่ ถ้าจะให้เป็นหนังสือที่เหมาะกับเราจริงๆ มันจะแล้วแต่พื้นฐานของตัวเองค่ะ ครูแนะว่าให้ลองไปร้านหนังสือภาษาอังกฤษ เช่น Kinokuniya แล้วลองbrowseดูค่ะ ว่าเล่มไหนเหมาะกับเราที่สุด อีกวิธีนึงที่ดีคือ ซื้อหนังสือแบบ comprehensiveที่มีข้อสอบdiagnosticให้ลองทำ เช่นพวก Princeton’s review หรือ Kaplan แล้วจะทำให้เราพอรู้คร่าวๆค่ะว่าเราอ่อนเรื่องไหน ต้องเพิ่มเรื่องไหน แล้วค่อยไปหาหนังสือเฉพาะเรื่องนั้นมาอ่านอีกทีค่ะ ครูไม่ค่อยแนะนำให้อ่านหนังสือพวกcomprehensive แบบทั้งเล่มนะคะ เพราะว่าค่อนข้างเสียเวลา แล้วก็บางอย่างเราก็ไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวแล้ว แต่ในขณะที่บางหัวข้อเราต้องเตรียมตัวมากกว่าที่หนังสือพวกนี้เขียนแนะนำไว้ อย่างตอนครูม่อนเตรียมสอบGRE ก็จำได้ว่าครูใช้หนังสือเฉพาะเกี่ยวกับการเตรียมตัวwriting และก็คำศัพท์สำหรับverbal partค่ะ ส่วน quantitative partแค่อ่านreviewที่ETS (บริษัทที่จัดสอบGRE) มีไว้ให้ในเวปไซด์ก็พอแล้ว เพราะว่าquantitative partค่อนข้างง่ายถ้าเป็นเด็กแผนวิทย์คณิตนะคะ แต่เพื่อนของครูม่อนที่ไม่ได้เรียนวิทย์คณิต เขาก็ต้องอ่านเรื่องนี้มากหน่อย แต่เขาก็ไม่ต้องเตรียมเรื่องvocabเยอะเหมือนครูม่อนค่ะ

การสอบอะไรก็ตามเป็นความรับผิดชอบของเรา ไม่มีใครรู้จักตัวเราดีเท่าตัวเราเอง เลือกสิ่งที่จะช่วยเราได้มากที่สุดค่ะ

2
Mar
thai flag

เป็นคนไทยก็สนใจเรื่่องประเทศไทย ไม่ผิดสักหน่อย?

ตอนนี้เรียนปริญญาเอกอยู่ ปริญญาเอกเน้นวิจัย เราก็ต้องทำเรื่องที่ตัวเองสนใจใช่ไหม ปกติแล้วเวลาทำวิจัยเรื่องอะไร มักจะมีแนวโน้มที่จะเลือกทำเรื่องที่เกี่ยวกับเมืองไทย หรือเอาไปประยุกต์ใช้กับเมืองไทยได้ เพราะเราอยากรู้อยากเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองไทยและเราก็อยากรู้ว่าอะไรที่จะเอาไปพัฒนาประเทศเราได้บ้าง แต่เราดันมาเรียนเมืองนอกอ่ะนะ ไม่ได้เรียนเมืองไทย คนส่วนมากเขาก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอกว่าในประเทศเรามันเป็นยังไงบ้าง บางคนก็สงสัยว่าถ้าอยากทำเรื่องเมืองไทยทำไมไม่เรียนที่เมืองไทยซะเลย อ้าว เราก็อยากจะเอาความรู้ที่ประเทศอื่นเขาใช้กันมาพัฒนาประเทศตัวเองใช่ไหมล่ะ เราอยากนำวิธีความคิดของเขา มาลองใช้กับประเทศเราดูบ้างว่ามันจะทำให้เราคิดอะไรได้แตกต่างจากเดิมบ้างไหม ไม่ใช่ว่าความรู้ของเมืองไทยไม่ดีนะ ยิ่งเรียนเมืองนอกนานขึ้นเรื่อยๆยิ่งรู้สึกว่าการศึกษาบ้านเราก็มีอะไรที่ดีกว่าตั้งเยอะแยะ แต่ถ้าเราไม่ได้เรียนรู้เรื่องไกลตัวบ้าง มันก็คงจะก้าวหน้าได้ลำบากล่ะนะ

ไม่รู้ว่าจะมีคนเข้าใจเยอะไหม แต่คนที่เป็นนักวิจัยเนี่ย เวลาอยากรู้เรื่องอะไรแล้วมันจะรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในโลก เป็นเรื่องที่น่าสนใจ น่าศึกษาค้นคว้ามาก ทั้งๆที่คนทั่วๆไปมองแล้วจะงงว่า มันน่าสนใจตรงไหนอ่ะ เสียเวลาชัดๆ ซึ่งเราก็ไม่สนใจหรอกนะ เราแปลกแหละดีแล้ว จะได้ทำสิ่งที่คนอื่นเขาไม่ทำกัน
แต่เวลาอยู่ในวงการวิชาการเนี่ย มันมีอย่างหนึ่งที่ต้องทำ คือ ต้องทำให้คนอื่นเขาเห็นให้ได้ว่าสิ่งที่เราทำอยู่เนี่ยมันสำคัญยังไง มันมีประโยชน์ยังไง ซึ่งเราก็เข้าใจระบบนะ เพราะการทำวิจัยมันเสียทั้งเงินทั้งเวลา ถ้ามันไม่มีความสำคัญ จะไปเสียเวลาเสียเงินทำไมกัน

แต่เวลาอยู่ในที่ที่เห็นประเทศเราเป็นติ่งที่อยู่ตรงไหนก็ยังไม่รู้เนี่ย เวลาจะทำให้เขาเห็นว่าสิ่งที่ศึกษาจากประเทศเราหรือประเทศอื่นๆมันก็มีประโยชน์กับชาวโลกเหมือนกันนะ คือเขาให้ความสำคัญกับคนพิการ หรือนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนได้ โดยถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งเราก็คิดว่าเป็นเรื่องดี แต่บางทีก็คิดว่าแปลกเหมือนกันที่ในทางกลับกัน การศึกษาสังคมที่มันต่างออกไป กลับมองว่าไม่มีประโยชน์

ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองไปเอาความรักชาติมาจากไหน นักเรียนต่างชาติหลายๆคนเขาก็ไม่เห็นจะอยากศึกษาเรื่องเกี่ยวกับประเทศตัวเองเลย แต่เราอ่ะนะ นับวันยิ่งภูมิใจที่เป็นคนไทย และถึงแม้ว่าใครจะเห็นว่าประเทศเราไม่สำคัญ แต่เราเห็นว่าสำคัญแหละ และพยายามบอกกับตัวเองตลอดว่า ถ้าคนไทยเองไม่เห็นความสำคัญ แล้วใครจะมาเห็นว่าประเทศเราสำคัญล่ะ ถ้าเราไม่ศึกษาพัฒนาประเทศเราเอง แล้วใครจะมาสนใจ พอคิดอย่างนี้แล้วก็ทำให้มีความมั่นใจมากขึ้นแหละนะว่า การที่เราสนใจศึกษาเรื่องประเทศเราเอง ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีค่าในสายตาคนอื่นเท่าไหร่ แต่มันเป็นหน้าที่ของเราในฐานะคนไทยคนนึง ภูมิใจไว้เถอะว่าอย่างน้อยก็ได้ทำอะไรให้ประเทศชาติบ้าง ไม่เสียชาติเกิดที่เกิดมาเป็นคนไทย