Skip to content

Recent Articles

2
Mar

เรียนภาษาเพื่อเข้าสังคม

ครูม่อนเคยเขียนเรื่องการตั้งเป้าหมายในการเรียนภาษาอังกฤษมาแล้ว  [ตั้งเป้าหมายอย่างไรให้มีกำลังใจเรียนภาษาอังกฤษ]   วันนี้มีอีกวิธีที่เราสามารถเอามาใช้ช่วยตั้งเป้าหมายได้ คือ social goal ซึ่งก็คือ ตั้งเรียนภาษาอังกฤษเพื่อการเข้าสังคม ซึ่งเป้าหมายแบบนี้ปกติคนเราก็ทำอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับภาษาอังกฤษก็ตาม แต่ครูม่อนต้องการเล่าให้ฟังเพราะว่าบางทีเราไม่เห็นว่าสิ่งที่เราทำอยู่แล้วนั้นมันมีประโยชน์กับการเรียนภาษาอังกฤษนะ หรือบางคนอยากจะทำแต่ไม่มีเวลาหรือคิดว่าไม่มีประโยชน์​

การเรียนภาษาที่สองนั้น เป้าหมายสำคัญก็คือการเข้าสังคม เพราะคนเราวิวัฒนาการมาเพื่อเข้าสังคม เป็นอย่างนั้นมาแต่ไหนแต่ไร มนุษย์เราอยู่รอดมาถึงทุกวันนี้ได้ก็เพราะเราช่วยเหลือกันในสังคม ฉะนั้นเวลาเรามีสังคมที่เรารู้สึกว่าเรา fit in จะทำให้เรามีความสุข

แล้วมันเกี่ยวกับการเรียนภาษาอังกฤษยังไง? ถ้าเรามองการเรียนภาษาอังกฤษเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้เราเข้าสังคม มันเป็นการmotivateที่ดีมาก เวลาเราเริ่มเอาภาษาไปใช้ติดต่อสื่อสารกับคนอื่นได้ มันเป็น immediate feedback  ทำให้เราอยากเรียนมากขึ้น ต่างกับเวลาเราเรียนเพื่อสอบ กว่าจะได้ผลสอบก็นาน ไม่ได้ immediate feedback อาจจะทำให้ความอยากเรียนหายไปได้

แต่social goalไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะที่การไปเรียนหรืออยู่ต่างประเทศเท่านั้น อยู่เมืองไทยก็ทำได้ อาจจะเป็นคุยกันเรื่องเพลงฝรั่ง หนังหรือละครฝรั่ง,ออกความเห็นใน online forum ,เล่น online multiplayer game กับเพื่อนๆชาติอื่น เป็นต้น

ยกตัวอย่างของครูม่อนเอง ตอนเรียนมอปลาย    ก่อนหน้านั้นครูม่อนไม่ชอบเรียนภาษาอังกฤษเลยไม่ค่อยได้ดูหนังละครฝรั่ง หรือฟังเพลงฝรั่งเท่าไหร่ พอมามอปลาย กลุ่มเพื่อนของครูม่อนชอบฟังเพลง ดูหนังดูละครฝรั่ง ตอนวัยรุ่นเราก็อยากจะคุยกับเพื่อนรู้เรื่องเนาะ ครูม่อนก็ลองฟังเพลง ดูหนังดูละครฝรั่งมั่ง

เวิร์คมากเลยค่ะ  สักพักนึง เราก็ชอบตามเพื่อน ตอนแรกชอบแค่ตัวมีเดียก่อน  คือ ชอบเพลง ชอบหนังหรือละคร ยังไม่ได้ชอบภาษา แต่สักพักก็ชอบภาษาด้วย เพราะเราอยากรู้จักนักร้องดารา อยากเข้าใจสื่อมากขึ้น ทำให้เราอยากเก่งภาษาอังกฤษไปในตัว ใครท่ีเรียนภาษาเกาหลีเพราะชอบเพลงชอบละครเกาหลีก็คงจะเข้าใจดี

งานวิจัยที่ครูม่อนทำตอนเรียนปริญญาเอกก็เจอเรื่องนี้เหมือนกัน นักเรียนที่เก่งอังกฤษหรือมีmotivationในการฝึกอังกฤษมากๆมักจะมีกลุ่มเพื่อนที่ใช้ภาษาอังกฤษหรือทำอะไรที่ใช้ภาษาอังกฤษด้วยกัน เช่น

น้องโอ๊คชอบเล่น online multiplayer games อยากเก่ง อยากคุยกับคนอื่นที่เล่นเกมส์รู้เรื่อง ก็ตั้งใจดูYouTubeที่สอนเล่นเกมส์ที่เป็นภาษาอังกฤษ ทำให้เก่งอังกฤษขึ้นเยอะ

น้องพิมพ์เริ่มอ่านนิยายภาษาอังกฤษเพราะเพื่อนๆในกลุ่มอ่านกัน หลังจากนั้นก็ชอบอ่านเอง พอชอบอ่านก็ทำให้ตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษมากขึ้น ทั้งในและนอกห้องเรียน

เพราะฉะนั้น เราลองมาใช้ social goal มาเป็นmotivationในการเรียนภาษาอังกฤษกันนะคะ

7
Feb

โตแล้วยังเก่งภาษาได้ไหม

ทุกๆคนคงเคยได้ยินว่า “เรียนภาษาต้องเรียนตั้งแต่เด็ก”  “เรียนภาษาตอนเด็กง่ายกว่าตอนโต” ถ้าเราโตแล้วเพิ่งมาเรียน ฟังดูแล้วท้อมากเลยนะคะ แต่ถ้าดูจากงานวิจัย มีแค่เรื่องเดียวเท่านั้นที่ต้องเรียนตอนเด็ก คือ pronunciation  ถ้าเรียนpronunciationตอนโต เราจะมีสำเนียง แต่ถ้าเรียนตั้งแต่เด็กจะไม่มี ส่วนเรื่องอื่นๆนั้น ไม่มีงานวิจัยสนับสนุนว่าต้องเรียนตอนเด็กเท่านั้น

ไม่ว่าจะเรียนตอนเด็กหรือตอนโตก็ต้องใช้ภาษาเยอะทั้งนั้น เพียงแต่ตอนเป็นเด็กนั้นมันง่ายมากที่จะใช้ภาษาเยอะๆ หลายชั่วโมงต่อวัน ก็ลองคิดดูนะคะ เด็กๆก็ฟังผู้ใหญ่พูดกันทั้งวัน มีพ่อแม่คอยช่วยแก้เวลาพูดผิด แถมไม่รู้สึกว่าต้องพยายามเยอะด้วย มันเป็นธรรมชาติ (ก็ไม่ได้มีงานมีความรับผิดชอบเนอะ มีเวลาเยอะ)

แต่ถ้าเรียนตอนโตแล้ว เราอาจจะเรียนในห้องสัก 4-5 คาบต่อสัปดาห์ เรียนพิเศษทำการบ้านอีกสัก 6-7 ชั่วโมง  นับเป็นชั่วโมงที่ได้ใช้ภาษาแล้วมันน้อยมากๆเลยค่ะ ไม่พอที่จะทำให้เราใช้ภาษาได้คล่อง แต่ปกติเราทำแค่นี้ก็รู้สึกว่าเยอะแล้วใช่ไหมคะ เพราะเรามีอย่างอื่นต้องทำอีกเยอะแยะ  แต่ถ้าเราได้มีจำนวนชั่วโมงที่ใช้ภาษาเท่าๆกับเด็กล่ะก็ เราก็เก่งได้เร็วเหมือนกัน

แต่การเรียนตอนโตก็มีข้อดี คือ สมองและทักษะทางความคิด (cognitive skills) ของเราพัฒนาแล้ว ทำให้เราสามารถคิดวิเคราะห์ได้ดี วิธีที่เด็กๆเรียนโครงสร้างภาษาคือใช้วิธีฟังเยอะๆใช้เยอะๆแล้วสมองจะจับpatternได้อัตโนมัติ  ถ้าโตแล้วก็สามารถใช้วิธีเดียวกันได้แต่ต้องฟังเยอะๆใช้เยอะๆซึ่งอาจจะยากสำหรับเราที่ไม่ได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ใช้ภาษาอังกฤษตลอดเวลา แต่ผู้ใหญ่มีทางลัดคือ เรียนแล้ววิเคราะห์ได้ เราสามารถทำความเข้าใจหลักภาษาได้ แล้วค่อยมาฝึกให้เป็นอัตโนมัติอีกที จะใช้เวลาน้อยกว่า

ฉะนั้นถึงเราโตแล้วก็อย่าท้อค่ะ ยังเก่งภาษาได้ วิธีการเรียนอาจจะต่างจะเด็กๆหน่อย แต่เราเก่งได้เหมือนกันค่ะ

3
Feb

ก้าวข้ามPlateau

หลายๆคนคงเคยรู้สึกว่าเรียนภาษาอังกฤษมาก็นานแล้วทำไมยังไม่เก่งสักที ครูม่อนคิดว่า ทุกๆคนเคยมีความรู้สึกแบบนี้ ไม่ว่าตอนนี้จะเก่งหรือไม่เก่งยังไงก็ต้องมีท้อกันทุกคน

วันนี้อยากจะเขียนเกี่ยวกับ Learning trajectory ซึ่งก็คือเส้นทางความก้าวหน้า(หรือถอยหลัง)ของการเรียน ในที่นี้เราก็จะหมายถึงเฉพาะการเรียนภาษาอังกฤษ

การเรียนรู้ทุกๆอย่าง มีtrajectory ของมัน จะก้าวหน้า อยู่กับที่ หรือถอยหลังก็แล้วแต่เรา  วันนี้จะเน้นถึงเวลาที่เราท้อและรู้สึกว่าtrajectory ของเรามันอยู่กับที่ ไม่ยอมขยับไปไหนสักที

ครูม่อนอยากขอเล่าประสบการณ์ของตัวเอง คือ ตอนมอต้นเรียนภาษาอังกฤษไม่เก่งเลย พอมามอปลายเลยตั้งใจเรียนมาก ขยันมากที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้ (คงคล้ายๆกับหลายๆคนที่ช่วงสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นช่วงที่ขยันที่สุด) ตอนนั้นรู้สึกว่าภาษาเราพอได้ล่ะ ไปเที่ยวก็พูดได้ อ่านหนังสือได้ พอเข้าจุฬา เรียนหนักเลยไม่ค่อยได้สนใจหรือตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษเท่าไหร่ ก็ไม่เชิงหยุดใช้ภาษาอังกฤษไปเลยนะคะ ก็ยังดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือภาษาอังกฤษอยู่ แต่ไม่ค่อยได้ตั้งใจเรียนเท่าไหร่ พอเจอคำที่ไม่รู้ก็ข้ามไป ไม่คิดจะสนใจหาว่ามันแปลว่าอะไร ใช้ยังไง ไม่ได้เรียนโครงสร้างประโยคระดับที่สูงขึ้น รู้สึกว่าตอนนั้น hit plateau คือ ไม่ได้ก้าวหน้าไปไหน อยู่กับที่ ภาษาไม่ได้ดีขึ้นหรือแย่ลง เป็นอย่างนั้นอยู่นานมาก หลายปีเลย นานๆทีก็จะพยายามตั้งใจเรียนนะ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าภาษาเราดีขึ้น ก็เซ็งพอสมควรเลย ทำให้ค่อนข้างถอดใจแหละว่าภาษาเรามันคงจะดีได้แค่นี้ หรือไม่ก็ขี้เกียจว่าภาษาเราได้แค่นี้มันก็ดีพอแล้ว ไม่ต้องให้ได้เยอะกว่านี้หรอก

กว่าจะมารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนเรียน PhD ค่ะ ที่ทำให้ต้องกลับมาตั้งใจเรียนอีก (intentional learning) คอยจด vocab, phrases, sentence structure ที่คนอื่นใช้ในการเขียนงานวิจัย ต้องคอยสังเกตว่าคนอื่นเขาใช้tenseอะไรเขียน ใช้คำแบบไหน ใช้รูปประโยคแบบไหน ทำให้รู้สึกว่าภาษาเราดีขึ้นเยอะเลย

ครูม่อนอยากจะให้ทุกคนรู้จักกับคอนเซปสองอย่าง

Incidental learning คือ เรียนอย่างไม่ได้ตั้งใจ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง พูดคุยกับฝรั่ง เป็นต้น

Intentional learning คือ เรียนอย่างตั้งใจ เช่น เรียนในห้อง เรียนพิเศษ ทำแบบฝึกหัด จดศัพท์ เป็นต้น

ในวงการเรียนภาษา เรารู้กันว่าภาษานั้นต้องมีการเรียนทั้งสองแบบทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ  ทั้งสองแบบช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ถ้าเราเรียนแบบตั้งใจอย่างเดียว เรามักจะใช้ภาษาได้ไม่คล่อง ถ้าเรียนแบบไม่ตั้งใจอย่างเดียว เราอาจจะคล่องแต่ภาษามักจะผิด

ในเวลาที่learning trajectory ของเราอยู่กับที่ (plateau) นั้น เรามักจะลืม การเรียนอย่างตั้งใจไป เพราะในระดับนี้เรามักจะชินหรือไม่ก็ขี้เกียจแล้ว ฉะนั้นเราต้องไม่ลืมที่จะกลับมาเรียนแบบตั้งใจบ้าง เพื่อให้เราผ่านจุดนี้ไปได้

ครูม่อนพบว่าวิธีนึงที่ผลักดันให้เรากลับมาเรียนอย่างตั้งใจได้ดีมากๆ คือ การเขียน เพราะมันบังคับให้เราอ่านและฟังอย่างตั้งใน และยังบังคับให้เราสนใจ โครงสร้างภาษา เพราะว่าเราต้องเขียน ถ้าเราไม่สนใจโครงสร้างภาษาเราก็ไม่สามารถเขียนได้  ถ้าเราหัดพูดอย่างเดียวเราจะไม่ค่อยได้เรียนโครงสร้างภาษามากเท่าไหร่ เพราะว่าเวลาพูดนั้น ถ้าผิดนิดผิดหน่อยมันไม่เป็นไร ใช้น้ำเสียง ใช้ contextช่วยได้ แต่การเขียนนั้นต้องถูกเป๊ะๆคนอ่านถึงจะเข้าใจ

สรุปคือ ถ้าใครคิดว่าภาษาตัวเองพัฒนามาถึงจุดนึงแล้วแต่ไม่ยอมก้าวหน้าต่อสักที ลองฝึกเขียนดูนะคะ จะช่วยได้เยอะเลย แต่ที่สำคัญคือต้องมีคนให้ feedbackด้วยว่าเราเขียนดีไม่ดียังไง เราจะได้ไปหัดสนใจเรียนเรื่องที่เรายังขาดอยู่ค่ะ

31
Jan

อ่านสนุก จำได้แม่น

ครูม่อนเชื่อมากๆว่าการอ่านช่วยให้เราเรียนภาษาอังกฤษได้ดี เพราะนอกจากจะได้เรียนภาษาอังกฤษแล้ว เรายังได้สนุกกับมันด้วย ถ้าอ่านหนังสือดีๆล่ะก็ เราไม่รู้สึกว่ากำลังเรียนภาษาอังกฤษอยู่เลย แต่เราสนุกไปกับเรื่องราวหรือเนื้อหาในหนังสือมากกว่า

แต่ครูม่อนมีวิธีเพิ่มเติมที่ช่วยให้อ่านแล้วเรียนภาษาได้เร็วขึ้น วิธีนี้คือการอ่านซ้ำค่ะ อย่าเพิ่งคิดว่าน่าเบื่อนะคะ วิธีนี้คือให้เลือกหนังสือหรือบทความที่เราอ่านแล้วชอบมาอ่านซ้ำอีกรอบ แต่รอบนี้ขณะที่อ่านให้จดvocab, phrases หรือ ประโยคที่เราสนใจจะเรียนไว้ แล้วไปเปิดดิกหรือgoogleดูความหมายและpronunciation อยากให้ลองเปิดกว้างมากกว่าจดแค่คำศัพท์ ให้หัดดูรูปประโยคด้วย และดูว่าใช้ในกรณีไหนบ้าง

ลองดูตัวอย่างของครูม่อนนะคะ อันนี้ครูม่อนเพิ่งเริ่มจดต้นเดือนนี้เอง (เพราะว่าไม่ว่าเราจะอยู่ในระดับไหน ก็เรียนรู้ได้เสมอนะคะ)  กดเข้าไปเพื่อดูรูปขนาดเต็มได้ค่ะ

20180130MyRereadNote

อีกอย่างคือ อย่าไปจริงจังมากจนเครียดค่ะ อันนี้ครูม่อนเขียนแค่สิบห้านาทีต่อวันเท่านั้นเอง ไม่ได้รีบร้อนอะไร พอไปอ่านเล่มอื่นๆก็เห็นได้ชัดเลยว่าตัวเองจำคำศัพท์และรูปประโยคได้เร็วจริงๆ เพราะพอไปเจออีกในการอ่านหนังสือเรื่องอื่นๆ มันเป็นการตอกย้ำให้short-term กลายเป็น long-term memories ค่ะ

ทำไมการตั้งใจจดคำศัพท์และรูปประโยคถึงทำให้เราสังเกตเห็นคำศัพท์ในหนังสือเล่มอื่นๆ?

เป็นเพราะว่าปกติแล้วคนเรามีworking memory จำกัด เพราะฉะนั้นเราจะมี selective attention  คือ เราจะให้ความสนใจเฉพาะสิ่งที่เราคิดว่าสำคัญหรือเป็นสิ่งที่เราตั้งใจมองหาเท่านั้น (ไม่งั้นสมองเราคงแย่นะคะถ้าต้องสนใจทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเรา)

มีการทดลองที่มีชื่อเสียงมากในเรื่อง selective attention ลองดูนะคะ

การอ่านก็เหมือนกับในการทดลองค่ะ เรามักจะไม่เห็นคำที่เราไม่รู้ ข้ามไปเลย ทำให้เราเสียโอกาสในการเรียนคำนั้น แต่ถ้าเราตั้งใจจดสักครั้งนึง หลังจากนั้นสมองเราจะสังเกตเห็นเวลาที่คำนี้โผล่ขึ้นมาอีก ทำให้เราจำได้มากขึ้นค่ะ

19
Jan

วิธีหาไอเดียเขียนessayส่งอาจารย์

หลายๆคนที่เคยต้องเขียน essayส่งอาจารย์ คงจะรู้ว่ามันยากแค่ไหนนะคะ โดยเฉพาะถ้าเราต้องหาข้อมูลด้วยเขียนด้วย ตอนครูม่อนเรียนปอโทปอเอกที่อเมริกา ครูม่อนต้องเขียนessayเยอะมากๆ ทำให้รู้ว่าwriting processนั้นเป็นยังไง ซึ่งเป็นสิ่งที่ครูม่อนไม่เคยได้เรียนที่เมืองไทยเลย (เพราะว่าครูม่อนเรียนโปรแกรมไทยตลอด ไม่เคยเรียนอินเตอร์เลย) วันนี้เลยอยากจะมาแบ่งประสบการณ์ที่ต้องเขียนessayที่อเมริกาให้ได้อ่านกัน จะได้ไม่ต้องลำบากแบบครูม่อนนะคะ

สิ่งที่สำคัญมากๆในการเขียนคือ prewriting แปลตรงตัวก็คือ การเตรียมตัวก่อนการเขียนนั่นเอง

ทำไมเราต้องเตรียมตัวก่อนเขียน?

เพราะว่าการเตรียมตัวก่อนเขียนช่วยให้เราได้ไอเดียที่เราจะเขียน ทำให้ไอเดียชัดเจนขึ้น และให้โอกาสเราได้organizeไอเดีย

ปกติแล้วเรามักจะเขียนเลย พอได้หัวข้อปุ๊บก็เขียนเลย ไม่ก็หาข้อมูลนิดหน่อยแล้วก็ลงมือเขียน ถ้าเราเขียนเลย เรามักจะสะดุดใช่ไหมคะ เขียนไปบรรทัดนึงแล้วก็ติด ไม่รู้จะเขียนอะไรต่อ

วิธีนึงของ prewriting ก็คือ brainstorm นั่นเอง ซึ่งหลายๆคนคงจะรู้จักอยู่แล้ว กฏนึงที่สำคัญมากๆของการbrainstormคือ ต้องไม่censorความคิดหรือไอเดียเลย ไม่ว่ามันจะดูไม่เกี่ยวขนาดไหนก็ตาม  เพราะว่าเวลาเขียน สมองเรามีสองส่วนด้วยกัน คือ writer กับ editor   

Writer คือ นักเขียนซึ่งส่วนนี้จะต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์​   ส่วน editor คือ ผู้เรียบเรียงแก้ไข ซึ่งส่วนนี้ต้องใช้วิเคราะห์ว่าส่วนไหนดีส่วนไหนไม่ดี จะตัดอันไหน แก้อันไหน

แต่สมองส่วนความคิดสร้างสรรค์จะทำงานไม่ได้ถ้าโดนเซนเซอร์ตลอดเวลา ฉะนั้นเวลาbrainstormเราต้องให้โอกาสส่วนความคิดสร้างสรรค์ได้ทำงานเต็มที่ โดยปิดไม่ให้ส่วนeditorมาบงการ

Brainstorm นั้นมีหลายเทคนิคด้วยกัน อาจจะเขียน list, เขียน mindmap หรือวาดdiagram แต่มีอีกวิธีนึงที่ครูม่อนอยากแนะนำ คือ freewriting ค่ะ

Freewriting คือ การเขียนแบบfreestyle เขียนไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องสนใจว่าเราเขียนอะไร กฏคือ ต้องเขียนไม่หยุด และ ไม่ต้องสนใจว่าถูกแกรรมมาไหม เขียนเป็นประโยคหรือเปล่า วิธีคือ ให้ตั้งเวลาไว้ ห้านาที สิบนาทีแล้วก็เขียนไปเลย ไม่ต้องหยุด พอเขียนเสร็จค่อยมาดูว่าเราเขียนอะไร เอาไอเดียมาใช้ได้ไหม

ยกตัวอย่างใกล้ตัว อย่างวันนี้ตอนเริ่มเขียน ครูม่อนไม่รู้จะเขียนอะไรดี ตันค่ะ คิดไม่ออก ครูม่อนก็ใช้ freewriting

I don’t know what to write. I don’t have any ideas. But I have to write something. What would be beneficial to others? I guess I could write about academic writing, but that’s boring and I don’t want to write about it right now. Don’t feel like it. Maybe the writing process then? But what about specifically? Like what topic exactly. It’s not like I can just write about the whole process. That would be a really long post. Maybe just freewriting?

เห็นไหมค่ะ เขียนไปเรื่อยๆ ก็ได้ไอเดียออกมา บางทีเราต้องเขียนเยอะกว่าจะได้ไอเดียมา บางวันก็ไม่ต้องเขียนเยอะ ถ้าเราไม่รู้จะเขียนอะไรจริงๆ ครูม่อนแนะนำให้เขียนว่า I don’t know. I don’t know. I don’t know. ไปเรื่อยๆ จนกว่าคำอื่นจะออกมา ฟังดูตลกแต่ได้ผลนะคะ

สำหรับใครที่ยังไม่ถนัดคิดเป็นภาษาอังกฤษ ให้ freewrite เป็นภาษาไทยก็ได้นะคะ เพราะในprocess นี้ เราแค่ต้องการideaไม่ได้ต้องการเขียน

ใครที่ต้องเขียนessay ลองใช้freewritingดูนะคะ ได้ผลยังไงมาแชร์ให้ครูม่อนและผู้อ่านคนอื่นได้อ่านบ้างนะคะ

Good luck with your writings!

13
Jan

ความหมายตรงตัวหรือเปรียบเทียบ (Literal or Figurative meaning)

คำศัพท์คำนึงสามารถมีความหมายได้หลายแบบ วันนี้เรามารู้จักความหมายแบบ  literal (ตรงตัว) กับ figurative (เปรียบเทียบ) กันดีกว่าค่ะ

Literal (adj.) แปลว่า มีความหมายตรงตัว

Figurative (adj.) แปลว่า มีความหมายแบบเปรียบเทียบหรืออุปมาอุปไมย

ตัวอย่าง

1. During the practice trial, the athlete set a new record in the 110-meter hurdle race.

ความหมายประโยค: ในระหว่างการซ้อม นักกีฬาได้ทำสถิติใหม่ในกระโดดข้ามรั้วระยะ100เมตร

2. Coming from a very low-income background, he faced many financial hurdles.

ความหมายประโยค: เนื่องจากการที่มาจากปูมหลังที่ยากจน เขาต้องเผชิญกับความลำบากทางการเงินมากมาย

คำว่า hurdle นั้น เป็นคำนามที่แปลว่ากระโดดข้ามรั้ว เราจะเห็นได้ว่าในประโยคแรก คำนี้หมายความถึงการกระโดดจริงๆ

แต่ในประโยคที่สองนั้น ไม่ใช่การกระโดดจริงๆ แต่เป็นการเปรียบเทียบว่า ต้องข้ามผ่านอุปสรรคมากมาย (คล้ายๆกับการกระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง)

ถ้าเราไปเปิดดิกดูก็จะเจอความหมายทั้งสองแบบ

noun

1 an upright frame, typically one of a series, that athletes in a race must jump over.

2 an obstacle or difficulty: there are many hurdles to overcome.

ก็จะเห็นได้ว่า ความหมายแรกเป็น literal ส่วนอันที่สองเป็น figurative

การที่เข้าใจความแตกต่างระหว่าง literal กับ figurative นั้นมาช่วยให้เราเข้าใจภาษาอังกฤษมากขึ้นได้อย่างไร ?

ที่เห็นชัดก็คือว่า แทนที่เราจะต้องมาท่องว่า hurdle แปลได้สองอย่าง คือ กระโดดข้ามรั้ว กับ อุปสรรค   เราแค่ทำความเข้าใจว่ามันเป็นความหมายเดียวกัน แค่แบบตรงตัว หรือแบบเปรียบเทียบก็พอแล้ว ทำให้เข้าใจคำศัพท์ได้ง่ายขึ้นเยอะเลยใช่ไหมคะ

อีกตัวอย่างนึงจากเพลง Try everything  จากZootopia

I messed up tonight. I lost another fight.

I still mess up but I’ll just start again.

I keep falling down, I keep on hitting the ground.

I always get up now to see what’s next.

ในที่นี้เพื่อนๆคิดว่าเป็น literal หรือ figurative meaning คะ

ก็น่าจะเป็น figurative meaning ใช่ไหมคะ เพราะไม่ได้หมายความว่าตกลงพื้นแล้วลุกขึ้นมาจริงๆ แต่หมายถึงว่าทำผิดพลาดแล้วพยายามใหม่มากกว่า

ต่อไปเวลาเจอภาษาอังกฤษ ลองสังเกตดูนะคะว่าความหมายนั้นเป็นแบบ literal หรือ figurative ค่ะ

10
Jan

คำศัพท์เกี่ยวกับ Cold และ Flu

ครูม่อนป่วยยาวรับปีใหม่เลย ไหนๆก็ไหนๆแล้วขอสอนคำศัพท์ล่ะกันนะคะ

  • Flu คือ ไข้หวัดใหญ่
  • Cold คือ ไข้หวัดธรรมดา บางทีเราจะได้ยินคนพูดว่า common cold คือหวัดธรรมดานั่นเอง (common คือ พบได้ทั่วไป)
  • Phrase ที่ใช้บอกว่าเราติดหวัดคือ catch a cold หรือ catch the flu

มันมีความแตกต่างตรงนี้ค่ะ เวลาที่เป็น cold เราจะใช้ว่า a cold แต่เวลาที่เป็น flu เราจะใช้ว่า the flu

วิธีจำของครูม่อนคือว่าก็ common coldมันมีเยอะใช่ไหม ก็เลยใช้ a นำหน้าเพราะเราไม่เจาะจง แต่fluมันไม่common ก็เลยใช้ the เพราะเรารู้ว่ามันเป็นอันไหน ( a/an ใช้กับ indefiinite noun คือ นามที่ไม่เจาะจง ส่วน the ใช้กับ definite noun คือ นามที่เฉพาะเจาะจง)

  • Flu season คือ ฤดูที่ไข้หวัดใหญ่ระบาดหนัก  ปกติก่อนช่วง flu season หมอมักจะแนะนำให้ไป get a flu shot คือไปฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่

ตัวอย่าง You should go get a flu shot before the flu season starts. You can get it for free at the student health center.

เธอควรจะไปฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ก่อนช่วงระบาดนะ ไปรับวัคซีนได้ฟรีที่ศูนย์สุขภาพสำหรับนักเรียน

คำว่า shot ในที่นี้แปลว่าการฉีดยานะคะ (ไม่ใช่การยิงปืน หรือกระสุนปืน)

ตัวอย่าง Tetanus shot คือ วัคซีนบาดทะยัก

  • Cold medicine ยาที่เกี่ยวกับโรคหวัด
  • Cough drops ลูกอมแก้ไอ
  • Cough medicine ยาแก้ไอ

ตัวอย่าง I will go to the store and get you some cold medicine. Make sure you get some cough drops too.

ช่วงนี้ทุกคนรักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ

28
Dec

จำมากกว่าทางเดียวได้ผลดีกว่า (Dual Coding theory)

วันนี้เรามาทำความรู้จักกับ coding กันค่ะ

Coding (n) ในด้านสมองคือการเอาข้อมูลเข้าไปใส่ในสมอง ยกตัวอย่างประโยค เช่น  The information is coded in the brain. แปลว่า ข้อมูลนี้ถูกบันทึกไว้ในสมอง

นักวิจัยพบว่าข้อมูลถูกบันทึกไว้ในสมองในแบบรูปภาพ (visual images) หรือ คำพูด (verbal units) หรือทั้งสองแบบค่ะ* นอกจากนี้นักวิจัยยังพบว่าข้อมูลที่ถูกบันทึกทั้งสองแบบ (visual images and verbal units) นั้นเป็นข้อมูลที่เรียนได้ง่ายที่สุด จึงเรียกทฤษฎีนี้ว่า dual coding theory (dual แปลว่า สอง)**

tesskou_paivio_dualcoding1

จากไดอะแกรมนี้จะเห็นได้ว่า ข้อมูลจะมาจากสองทาง คือ ภาพและคำพูด ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ก็จะมาอยู่ใน working memory ซึ่งมีความสามารถจำกัด การที่ข้อมูลทั้งสองทาง คือ ภาพและคำพูดมาอยู่ด้วยกัน ก็จะเกิดการเชื่อมโยง (connection) ทำให้ข้อมูลนี้เข้าไปอยู่ในlong-term memory เป็นความรู้ (knowledge) ได้ง่ายขึ้น

เราจะเอาความรู้นี้มาช่วยในการเรียนภาษาได้อย่างไรบ้าง? ก็ง่ายๆเลยค่ะ เวลาจะจำอะไร เราก็ใช้ทั้งรูปภาพและคำพูดมาช่วยให้จำได้ง่ายขึ้น

ตัวอย่าง

เราไปอ่านเจอคำว่า quiant เราไม่รู้ความหมาย ก็ไปเปิดดู

Quaint (adj) ซึ่งมีเสน่ห์แบบโบราณๆ

Quaint (adj) attractively unusual or old-fashioned

เราก็ท่องไป แต่มันก็ยังไม่ชัดเจน ใช้google ช่วยหารูปเลยค่ะ

quaint

พอเห็นรูปปุ๊ป เราก็พอเข้าใจมากขึ้น ทีนี้เวลาท่องจำคำนี้ก็จะจำได้ง่ายขึ้นเยอะ

ปกติเวลาท่องศัพท์​เรามักจะท่องแค่ คำและความหมาย  ถ้าเราใช้รูปภาพมาช่วยด้วย จะทำให้เราจำได้ง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ แม้แต่ทุกวันนี้ครูม่อนเองก็ยังใช้วิธีนี้ เวลาอ่านเจอคำไหนไม่รู้ก็เปิดหาทั้งความหมายที่เป็นคำพูดหรือตัวหนังสือ และหารูปภาพค่ะ

References

*Paivio, A. (2006). Mind and its evolution; a dual coding theoretical interpretation. Mahwah, NJ: Erlbaum.

**Butcher, K. R. (2006). Learning from text with diagrams: Promoting mental model development and inference generation. Journal of Educational Psychology, 98, 182-197.