fbpx

ก้าวสั้นๆสู่ก้าวกระโดด

Share This Post

Share on email
Share on facebook
Share on twitter

กว่าจะเก่งได้หนทางอีกตั้งยาวไกล แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว

มีอะไรต้องทำอีกเยอะ ไม่มีเวลา ยังไงก็ทำไม่ทัน

อยากจะเก่ง writing แต่สายไปแล้ว เวลาไม่พอ

 

หลายๆครั้งที่เรารู้สึกแบบนี้ คิดแล้วก็ท้อเนอะ หลายๆเรื่อง หลายๆทักษะ มันต้องใช้เวลานานกว่าจะเก่งได้ อย่างwritingก็เป็นอย่างหนึ่ง ก็รู้นะ ไม่ใช่ไม่รู้ ก็เสียดายนะที่เราไม่ได้ฝึกไม่ได้เรียนก่อนหน้านี้

คิดแบบนี้แล้วมันก็อยากจะเลิก อยากจะทิ้งความฝันไปเลย 

 

เคยได้ยินคำพูดที่ว่า  “เวลาที่ดีที่สุดที่จะปลูกต้นไม้คือ20ปีที่แล้ว  เวลาที่ดีที่รองลงมาคือวันนี้”

 

ก็จริงนะ เราเปลี่ยนอดีตไม่ได้แล้ว ถึงจะเสียดายมากแค่ไหนที่เมื่อก่อนไม่ได้เรียนไม่ได้ฝึกสิ่งที่เราอยากจะทำ แต่สิ่งที่เราเปลี่ยนได้คือวันนี้ ถ้าเราเริ่มตอนนี้ อีก 6 เดือน อีกหนึ่งปี อีกสิบปี มันก็เป็นไปได้

 

ถ้าวันนี้เราเริ่ม ทำแค่สิ่งเล็กๆ 

อาจจะอ่านเพิ่มวันละ 10 นาที

หัดเขียนเป็นภาษาอังกฤษวันละ 1 หน้า

เรียนศัพท์ใหม่วันละ 5 คำ

 

ถ้าทำทุกวัน ในหนึ่งปีข้างหน้า

เราจะได้อ่านแล้ว 60 มากกว่าชั่วโมง

เราจะได้เขียนภาษาอังกฤษแล้ว 365 หน้า (ได้หนังสือเล่มนึงเลย)

เราจะได้ศัพท์ใหม่ 1,825 คำ

 

บางคนอาจจะว่าไม่เยอะ แต่มันก็เยอะกว่าปีนี้ เยอะกว่าที่เราจะไม่ทำอะไรเลย

 

มีคำนึงในภาษาอังกฤษที่มาจนถึงทุกวันนี้ ครูก็ยังหาคำแปลไทยที่ถูกใจไม่ได้สักที มันหาเป็นเดียวที่แปลเป็นไทยตรงๆไม่ได้

คือ คำว่า overwhelmed เปิดdictแล้วแปลได้ว่า รู้สึกพ่ายแพ้ ถูกประดังประเดเข้ามา

คือ เป็นความรู้สึกที่มีอะไรถาโถมเข้าหาเราเยอะมากจนเรารับไม่ไหว

 

ครูชอบภาษาอังกฤษ เพราะมันมีคำว่า over มันสื่อได้จริงๆว่าคือ มีเรื่องเข้ามาเยอะเกิน overเกิน 

Whelm หมายถึง  engulf, submerge หรือ bury คือ รุมล้อม ท่วม หรือ ฝัง 

พอเป็น overwhelm คือ ไปท่วมไปถาโถม

พอเป็น overwhelmed เป็น adjective แปลว่าเราถูกถาโถมด้วยบางสิ่งบางอย่างมากเกินไป

 

เวลาที่เรารู้สึกว่ามีอะไรต้องทำมากเกินไป มีเรื่องนู้นเรื่องนี้เข้ามารุมเร้าตลอด ก็จะ overwhelmed

I feel like there is so much to do. I feel overwhelmed. 

I don’t time to develop my skills. It’s hopeless. I feel overwhelmed.

 

แล้วเราจะทำอย่างไรดี?

 

อย่างหนึ่งที่อยากให้เตือนตัวเองไว้ คือว่า มันเป็นเรื่องปกติมากๆ ชีวิตปัจจุบันนี้ยากกว่าเมื่อยี่สิบปีก่อนเยอะนะ เดี๋ยวนี้อะไรก็เร็วหมด ติดต่อกันได้ตลอด อยากได้ข้อมูลอะไรก็หาได้หมด

แต่ ติดต่อได้ตลอด ก็แปลว่า งานมาหาเราได้ตลอดแม้แต่ตอน vacation 

ข้อมูลมีเยอะ ก็แปลว่า เราไม่รู้จะเอาอันไหนมาใช้ เราจะเชื่ออันไหนดี

แบบนี้จะไม่ให้ overwhelmed กันได้ยังไง

 

But

.

.

.

If you feel overwhelmed, it means you are trying. 

If you are trying, you are making progress, even if you cannot recognize it. 

ถ้าเรารู้สึกoverwhelmed มันแปลว่าเรากำลังพยายามอยู่

ถ้าเราพยายาม ก็แปลว่าเรากำลังก้าวไปข้างหน้า ถึงแม้ว่าเราจะมองไม่เห็นก็ตาม 

 

ฉะนั้นในวันสิ้นปีนี้ 

ลองมาดูกันไหมว่าปีนี้เราได้เดินหน้าไปกี่ก้าว 

นับก้าว ไม่ใช่นับระยะทางจากเป้าหมาย 

แต่นับก้าวที่เราเดินมาจากที่ที่เรายืนอยู่เมื่อปีที่แล้ว

 

เมื่อปีที่แล้วเป้าหมายของเราคืออะไร พูดภาษาอังกฤษได้? เขียนภาษาอังกฤษได้?

มีอะไรบ้างที่เมื่อปีที่แล้วเราทำไม่ได้แต่ตอนนี้เราทำได้แล้ว? 

อาจจะเป็นว่าตอนนี้เราอ่านบทความที่ยาวขึ้นได้ 

เขียนอีเมล์ภาษาอังกฤษได้ 

คุยกับฝรั่งได้พอเข้าใจ 

รู้ศัพท์มากขึ้น

อ่านการ์ตูนภาษาอังกฤษได้ 

ลองคิดดู เขียนออกมาดู ไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่ อย่าลืมว่าเรานับก้าวจากstarting line ไม่ได้นับระยะทางสู่เส้นชัย

ถามคนอื่น ถามครอบครัว ถามเพื่อน ถามเพื่อนร่วมงาน ที่รักเรา ที่เข้าใจเรา

ว่าเขาคิดว่าปีนี้เราได้ก้าวหน้าไปอย่างไรบ้าง

เรามักจะแปลกใจในสิ่งที่เขาบอก

เพราะเรามักมองไม่เห็นความก้าวหน้าของเรา เรามัวแต่มองถึงเส้นชัยที่อยากไปให้ถึง

ลืมหันหลังมองดูว่าเราได้เดินมาไกลเท่าไหร่แล้ว

 

No progress is too small.

ไม่มีความก้าวหน้าอะไรที่เล็กเกินไป

คำไทยก็บอกอยู่แล้วว่า ‘ก้าว’  

‘ก้าว’ ไม่ใช่ ‘กระโดด’ ไม่ใช่ ‘วิ่ง’

 

พวกเรามักจะตั้งเป้าหมายสำหรับปีใหม่ New Year’s resolution 

ตั้งเป้าหมาย เรามักจะทำได้ง่าย ทำแล้วมีความสุข ทำแล้วตื่นเต้น

แต่พอมาวางแผนว่าจะต้องทำอะไรบ้าง เรามักจะ overwhelmed 

มันมีหลายขั้นตอนกว่าจะไปถึงเป้าหมายได้ 

เมื่อเราเห็นว่ามันไกลเหลือเกินกว่าจะไปถึง เรามักจะรู้สึกว่าก้าวสั้นๆมันไม่พอ 

 

นักฟิสิกส์ Lorne Whitehead  เขียนไว้ว่า 

โดมิโนหนึ่งอันสามารถล้มอันถัดมาที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวเองถึง 50 เปอร์เซ็นต์

ถ้าเราตั้งแถว domino โดยให้อันที่ถัดมามีขนาดใหญ่กว่าอันก่อนหน้า50 เปอร์เซ็นต์

โดมิโนอันที่ 10 จะสูงเท่าหอเอียงเมืองปิซา

อันที่ 23 สูงเท่าหอไอเฟล

อันที่ 31 สูงเท่าภูเขา Everest

อันที่ 57 สูงเท่าระยะทางจากโลกถึงดวงจันทร์! 

 

ในชีวิตเรา ถ้าเราimproveแค่ 1 เปอร์เซ็นต์จากเมื่อวาน 

แต่ละวัน ดีขึ้นแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ ก้าวไปข้างมากกว่าเมื่อวานแค่ 1 เปอร์เซ็นต์

ผ่านไปหนึ่งปี เราจะ improve ถึง 37 เท่า!

 

ก้าวตอนนี้มันอาจจะดูเล็ก แต่ทำไปเรื่อยๆผลลัพธ์จะทวีคูณ

สิ่งสำคัญคือทำไปเรื่อยๆ over time 

แล้วก้าวสั้นๆของเราจะกลายเป็นก้าวกระโดด

—–

Recommended readings

How small steps lead to big progress

  • Atomic habits by James Clear
  • The one thing by Gary Keller and Jay Papasan
  • The compound effect by Darren Hardy
  • The slight edge by Jeff Olson

Inspiration and encouragement when you feel overwhelmed

  • You can do all things by Kate Allan (IG @thelatestkate)
  • Loading penguin hugs by Jacqueline Chen (IG @chibirdart)
  • It always seems impossible until it’s done by Kathryn and Ross Petras

More To Explore

Academic Writing

ไม่รู้จะเริ่มฝึก writing ยังไงให้ตรงเป้าหมาย?

เคยท้อแท้ไหมคะว่า ดูแล้วตัวเองต้องฝึก writing อีกนาน กว่าจะเขียนเป็นก็ไม่ทันใช้กันพอดี ครูก็เป็นค่ะ รู้สึกว่าศัพท์ก็ต้องรู้ แกรมม่าก็ต้องเป๊ะ ไหนจะต้องได้เนื้อหาของสาขาวิชาอีก  กว่าจะเก่งทุกอย่างคงอีกหลายปี

Academic Writing

เขียนแล้วโดนให้แก้ทั้ง essay ทำยังไงดี?

ใครเคยคิดว่า เก่ง writing คือ เขียนเสร็จเร็ว   ก็แค่ร่างหนึ่งรอบ, เขียน, แล้วก็ตรวจทางอีกรอบก็ส่งได้เลย  แต่จริงๆแล้วไม่มีใครเป็นแบบนั้นได้เลยค่ะ