เทคนิคการเรียน

October 2019

ฝึกเขียนให้คล่อง ลองทำวิธีนี้

By |2019-10-16T02:53:54+07:00October 16th, 2019|Categories: เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , |

Author: ดร.ณัฏฐ์ภัทร์ ชาญเชาวน์กุล (ครูม่อน) Cover art: อธิกฤต ชาญเชาวน์กุล (โดม) Date: 16 ตุลาคม 2562   ฝึกเขียนให้คล่อง ลองทำวิธีนี้ อย่าลืมว่าสิ่งสำคัญคือให้ทำสม่ำเสมอให้เป็นนิสัย เขียนวันละนิดแต่เขียนทุกวัน ดีกว่าเขียนยาวแต่นานๆทีค่ะ เรียนภาษาต้องสม่ำเสมอ ครูเคยเขียนเรื่องสร้างนิสัยไว้แล้วนะคะ อ่านเพิ่มเติมได้ 4 วิธีง่ายๆสร้างนิสัยเรียนภาษาอังกฤษ https://kru-mon.com/2019/04/habits/ และวิธีทำให้สมองอยากฝึกภาษาอังกฤษทุกวัน (โดยไม่ต้องบังคับตัวเอง) https://kru-mon.com/2019/04/tracker/ ส่วนในโพสต์นี้ครูจะแนะนำวิธีฝึกเขียนโดยใช้การเขียนไดอารี่เป็นภาษาอังกฤษนะคะ   วิธีฝึกเขียนทุกวันให้คล่องโดยการสร้างนิสัยการเขียน 1. ตัดสินใจว่าจะเขียนวันละกี่นาที และกี่วันต่อสัปดาห์ (แนะนำให้เลือกสั้นๆ ให้แน่ใจว่าเราทำได้จริงๆ แนะนำว่า 5 นาทีพอค่ะ 5-7 วันต่อสัปดาห์) 2. เลือกเวลาที่จะเขียน เช่น ก่อนนอน หรือตอนพักเที่ยง 3. ตั้ง reminder อาจจะเป็นphysical reminder เช่น ถ้าเราจะเขียนในสมุดเวลาก่อนนอน ก็ให้เอาสมุดนั้นมาวางไว้ที่หัวเตียง การที่มีphysical

September 2019

Law of diminishing returns in writing

By |2019-09-27T01:45:11+07:00September 27th, 2019|Categories: เทคนิคการเรียน|Tags: , |

Author: ดร.ณัฏฐ์ภัทร์ ชาญเชาวน์กุล (ครูม่อน) Editor: อธิกฤต ชาญเชาวน์กุล (โดม) Date: 26 กันยายน 2562 จากคราวที่แล้วที่โพสต์ไปว่า pitfall อันนึงที่เรามักจะเจอบ่อยคือ การแก้งานเขียนเยอะเกินไปคือคิดว่าต้องเพอร์เฟคก็เลยแก้แล้วแก้อีกซึ่งนอกจากจะทำให้เครียดแล้ว ยังทำให้ miss deadline ส่งงานไม่ทันอีกด้วย ปรากฏการณ์นี้คือ law of diminishing returns ซึ่งบอกว่า มันจะมีช่วงหนึ่งที่จะเป็น most productive คือ งานที่เราทำ ทั้งเวลาทั้งความพยายาม มันจะให้ผลลัพธ์เยอะ แต่สักพักนึงจะเป็นช่วง diminishing returns คือ งานที่ทำเพิ่มไปจะได้ผลดีขึ้นไม่เยอะเหมือนในช่วงแรก ยกตัวอย่างเช่น ตอนแก้จากร่างที่หนึ่งไปร่างที่สอง งานเขียนเราอาจจะดีขึ้น 80%  พอสองไปสามอาจจะดีขึ้น 60% แต่พอแก้ครั้งที่ยี่สิบมันอาจจะดีขึ้นแค่ 2% ซึ่งก็ไม่คุ้มกับเวลาที่เราจะไปแก้อีก ฉะนั้นมันก็อยู่ที่เราต้องดูด้วยว่า งานเขียนของเราตอนนี้ดีพอหรือยัง ถ้าเราแก้อีก มันจะคุ้มเวลาหรือไม่ ซึ่งก็เป็นอะไรที่บอกยาก ต้องใช้ประสบการณ์ ซึ่งถ้าใครที่ยังเพิ่งเริ่มเขียนเยอะๆ ก็อาศัยคนที่เขาทำมาก่อนให้เขาช่วยบอกให้ก็จะช่วยได้เยอะเลยค่ะ

รู้จักกับ rubric ในการเขียน essay

By |2019-09-22T02:20:09+07:00September 22nd, 2019|Categories: เทคนิคการเรียน|Tags: , , |

ก่อนอื่นขอแนะนำตัวว่าบทความนี้เป็นบทความแรกที่ผมเขียนขึ้นให้กับ KruMon English Academy หลังจากที่ทำงานอยู่เบื้องหลังเป็นเป็นส่วนใหญ่ โอกาสนี้ผมอยากแชร์ประสบการณ์การศึกษาต่างๆที่ได้ประสบมาระหว่างการเรียนที่มหาวิทยาลัย Strathclyde ประเทศสก็อตแลนด์ ดังนั้นจึงอาจมีความแตกต่างบ้างกับมหาวิทยาลัยฝั่งสหรัฐอเมริกา หรือกับมหาวิทยาลัยที่อื่นๆ เรื่อง rubric นี้เป็นเครื่องมือที่ดีมากๆในการปูแนวทางการเขียน กำกับ สะท้อน และทำให้เราเขียนได้ครอบคลุมทุกแง่มุมตามที่อาจารย์ต้องการได้เป็นอย่างดี นักเรียนคนอื่นๆ อาจรู้จักและใช้ประโยชน์จาก rubric ในการเขียน individual essay กันเป็นอยู่บ้างแล้ว ส่วนตัวผมเพิ่งจะรู้จักใช้มันเมื่อเรียนปริญญาโท และกว่าจะใช้เป็นก็ต้องปรึกษาเพื่อนฝรั่งกันอยู่นานเลยทีเดียว Rubric แปลตามตัวแปลว่าหัวข้อที่เขียนด้วยสีแดง มีที่มาคือ โบสถ์ในศาสนาคริสต์จะมีการเขียนกำหนดการด้วยหมึกแดง เพื่อทุกคนปฏิบัติศาสนกิจให้เป็นแนวทางเดียวกัน คำเดียวกันนี้เมื่ออยู่ในบริบทการศึกษา จะหมายถึงเกณฑ์การให้คะแนนที่อาจารย์ใช้อ้างอิงเวลาตรวจงาน essay อาจเป็นที่น่าสังเกตว่าเป็นสีคุ้นตาเดียวกับหมึกที่อาจารย์มักจะใช้เวลาตรวจงาน หน้าตาของ rubric จะเป็นตารางที่จำแนกไว้อย่างชัดเจนว่า การได้คะแนน 55 (acceptable) – 60 (very good) – 70 (excellent) – 80 (outstanding) % นั้นมีจะองค์ประกอบและเกณฑ์อะไรบ้าง แต่ที่เรามักจะไม่เจอคือหัวตารางจะไม่ได้เขียนว่า rubric แต่อาจเขียนว่า

April 2019

เก่งอังกฤษด้วยการตั้งเป้าหมายที่เราเชื่อว่าเราทำได้ (Set achievable goals)

By |2019-04-16T07:10:54+07:00April 16th, 2019|Categories: เทคนิคการเรียน, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , |

การเรียนภาษาอังกฤษนั้นเป็น a long game คือ เป็นสิ่งที่เราทำระยะยาว หวังผลในภายหน้ามากกว่าปัจจุบัน จริงอยู่ที่เราก็เรียนเพื่อให้สอบผ่าน แต่ผลจริงๆมันยังไม่เห็นในระยะสั้น ไม่ใช่วันนี้พรุ่งนี้จะเก่งได้เลย แต่พอเก่งแล้วมันได้ผล(pay off)จริงๆค่ะ ในเมื่อมันเป็นอะไรระยะยาว เราต้องหาวิธีทำให้ตัวเองมีกำลังใจเรียนต่อเนื่อง ไม่ใช่ว่าฟิตเรียนอยู่เดือนนึงแล้วเลิก มันก็ไม่เก่งใช่ไหมคะ? วิธีนึงก็คือ ตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้  (เป้าหมายที่เราเชื่อว่าเราทำได้) หรือ achievable คีย์เวิร์ด คือ เชื่อ นะคะ เช่น ถ้าเราอยากจะอ่านหนังสือภาษาอังกฤษให้ได้ เราจะตั้งเป้าหมายยังไง? ถ้าพื้นฐานเราคือยังไม่เคยอ่านหนังสือภาษาอังกฤษได้ทั้งเล่มเลย เคยอ่านแต่บทควาทที่เรียนในห้องเรียน หรือบนอินเตอร์เนต เราจะตั้งเป้าหมายยังไงไม่ให้หมดกำลังใจ? ถ้าเราตั้งเป้าหมายว่าอาทิตย์นี้จะอ่านให้ได้เล่มนึง  พอสองวันผ่านไปเราอ่านไปยังไม่จบหนึ่งบทเลย เราจะทำยังไงคะ? ก็เลิกอ่าน แน่นอนเลยใช่ไหม  (บางคนอาจจะมีกำลังมากหน่อย ก็อาจจะทำได้มากกว่าหนึ่งอาทิตย์ แต่พอถึงช่วงที่การบ้านเยอะ งานเยอะ เราก็มักจะเลิกอ่าน) เหตุผลหนึ่งที่เราเลิกก็เพราะเป้าหมายมันสูงไป เราไม่เชื่อว่าเราทำได้จริง คือปากก็บอกว่าอยากจะทำให้ได้ แต่ในใจคิดว่าทำไม่ได้หรอก สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ชมตัวเองค่ะ ชมตัวเองเพราะว่าเรายังอยากพัฒนาตัวเอง คนส่วนมากไม่แม้แต่จะคิดนะคะ ถัดมาก็ตั้งเป้าหมายที่เราเชื่อว่าเราทำได้ ในตัวอย่างนี้ก็อาจจะตั้งเป้าหมายว่าอ่านครึ่งหน้าต่อวัน บางคนอาจจะถามว่า

วิธีทำให้สมองอยากฝึกภาษาอังกฤษทุกวัน (โดยไม่ต้องบังคับตัวเอง)

By |2019-04-12T02:52:36+07:00April 11th, 2019|Categories: เทคนิคการเรียน, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , , , , , |

จากวันก่อนที่โพสต์เรื่อง 4 วิธีง่ายๆสร้างนิสัยเรียนภาษาอังกฤษ (คลิกเพื่ออ่าน) วันนี้จะมาคุยกันต่อนะคะ และจะแจกhabit trackerด้วย วิธีนึงในการรักษาแรงจูงใจในการเรียนภาษา คือ ฉลองชัยชนะเล็กๆ (celebrate small wins) เพราะว่าตามวิวัฒนาการเนี่ย สมองคนเรามันพัฒนาไม่ทันสังคมเรา สมัยยุคคนป่าล่าสัตว์เนี่ย คนเราไม่ต้องคิดถึงอนาคตมาก ก็หากินของป่าล่าสัตว์สำหรับวันนี้อาทิตย์นี้ใช่ไหมคะ สมองเราเลยมักจะต้องการความพึงพอใจทันที (immediate gratification) คือ เวลาทำอะไรแล้วได้รางวัลได้ผลเลย เราจะชอบจะอยากทำอีก แต่ปัจจุบันเนี่ยสิ่งที่เราต้องทำส่วนมากมักจะส่งผลระยะยาว ไม่ค่อยให้รางวัลระยะสั้น เช่น ท่องศัพท์หรืออ่านบทความภาษาอังกฤษ มันไม่ได้ให้immediate gratificationอะไร สมองเราก็มักจะบอกว่าไม่ต้องทำอีกหรอก มันไม่เห็นได้อะไรเลย ฉะนั้นถ้าเราอยากจะทำอะไรให้สม่ำเสมอ เราก็ต้องให้รางวัลสมองเราค่ะ รางวัลก็ไม่ต้องยิ่งใหญ่อะไร เช่น ถ้าอ่านหนังสือภาษาอังกฤษหนึ่งหน้าแล้วเราจะเล่นเกมส์ได้ หรือเช็คinstagramได้ อะไรแบบนี้ วิธีนึงที่ครูม่อนใช้อยู่และอยากจะแนะนำก็คือ ใช้แทรกเกอร์ (tracker)ค่ะ ไม่มีอะไรมากแค่ว่าพอเราทำจบแล้ว ก็ติ๊กว่าเราทำแล้ว แค่นั้นแหละค่ะ รางวัลที่เราได้คือ ได้ความพอใจว่าเราทำอะไรสำเร็จแล้ว แค่นี้สมองก็จะเรียนว่า เออ ทำแล้วเราได้ความรู้สึกที่ดี พอเราทำไปเรื่อยๆมันก็จะเป็นนิสัยค่ะ สมองก็จะเชื่อมโยงว่าพอเราทำกิจกรรมนี้แล้ว เราจะรู้สึกดี อีกอย่างคือ

4 วิธีง่ายๆสร้างนิสัยเรียนภาษาอังกฤษ

By |2019-04-16T11:12:00+07:00April 5th, 2019|Categories: Featured, เทคนิคการเรียน, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , , , , |

Motivation หรือ แรงจูงใจ เป็นสิ่งที่แปรปรวนบ่อยยิ่งกว่าอากาศอีก หลายๆคนจึงบอกว่าการขาดmotivationเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เลิกฝึกภาษาอังกฤษ ฉะนั้นเราจะให้motivationเป็นตัวหลักในการฝึกภาษาไม่ได้ ก็มันเชื่อถือไม่ได้อ่ะ เดี๋ยวไปเดี๋ยวมา ถ้ามัวแต่รอmotivationก็ไม่ได้เก่งอังกฤษสักที ตามหลักจิตวิทยาและสมอง เราจะทำยังไงให้เราฝึกต่อไปทั้งๆที่บางวันอยากจะเลิก? คำตอบคือ สร้างนิสัยเรียนภาษาอังกฤษค่ะ   ครูม่อนขอเสนอเทคนิค 4 อย่างที่ครูม่อนใช้เองมาถึงทุกวันนี้ 1. Start small เริ่มจากเล็กๆก่อน เล็กคือเล็กจริงๆ เช่น เรียนศัพท์ใหม่วันละ 1 คำ  อ่านถูกแล้วค่ะ 1 คำเท่านั้น เพราะว่าเราต้องทำอะไรเล็กๆให้ได้ก่อน ถึงจะเลื่อนไปขั้นสูงขึ้นได้ เรียนปีละ 365คำก็ยังดีกว่า 0 คำ จริงไหมคะ 2. Aim at creating a habit  การที่จะเก่งด้านไหนก็ตาม เราต้องทำสิ่งนั้นบ่อยๆ อยากจะเก่งเทนนิสก็ต้องเล่นเทนนิสทุกวัน ไม่ใช่เล่นแค่ช่วงซัมเมอร์  เรียนภาษาก็เหมือนกัน เป้าหมายของเราตอนแรกก็คือใช้ภาษาทุกวัน เช่นการเรียนศัพท์ใหม่วันละหนึ่งคำ ก็เป็นการฝึกให้สมองเรารู้ว่าทุกๆวันเราจะเรียนรู้คำใหม่หนึ่งคำ จริงอยู่ที่ในที่สุดแล้วเราต้องเรียนให้มากกว่าหนึ่งคำ แต่การฝึกนิสัยเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดค่ะ สำคัญกว่าเนื้อหาว่าเราเรียนมากแค่ไหน พวกเราทุกคนก็คงเคยมีประสบการณ์ว่าพอท่องเนื้อหาก่อนสอบ ก็สอบได้

September 2012

เรียนคำศัพท์จากประสบการณ์เรียนนอก-เข้าหอวันแรก (3)

By |2012-09-27T20:46:18+07:00September 27th, 2012|Categories: บทเรียนชีวิตจากฮาร์วาร์ด, เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , |

แล้วจะรู้ได้ไงล่ะว่ากินกันไปแล้วกี่มื้อ ที่นี่สะดวกมาก ก็คือ แต่ละคนจะมี student ID card อยู่แล้ว ID ก็คือ identification ถ้าเป็นกริยาก็คือ identify แปลว่า ระบุว่าเป็นใคร ID card ก็คือบัตรที่ใช้ระบุว่าเราคือใครนั่นเอง ปกติถ้าเราเรียก ID card เฉยๆก็มักจะหมายถึงบัตรประชาชน แต่ถ้าเป็นของมหาวิทยาลัย มักจะใช้ student ID card คือเป็นบัตรที่บอกว่าเราเป็นนักเรียนที่นี่จริง มักจะมีรูป ชื่อและก็หมายเลขประจำตัว พอมีบัตร IDแล้ว ก็แทนที่จะจ่ายเงินค่าเข้าด้วยเงินหรือบัตรเครดิต ก็ใช้บัตรนักเรียนแทน ถ้ากินหนึ่งมื้อ รูดบัตรหนึ่งครั้ง ก็จะเลือกquotaของสัปดาห์นั้นแค่ 9 มื้อ เป็นต้น

May 2012

ฝึกสมาธิด้วยการเขียน (ไม่ใช่พิมพ์)

By |2012-05-12T11:30:47+07:00May 12th, 2012|Categories: Food for Thoughts, เทคนิคการเรียน|Tags: , |

ช่วงนี้พยายามเขียนอะไรด้วยมือให้บ่่อยขึ้น  เป็นเวลานานเหมือนกันที่หันมาใช้วิธีพิมพ์แทนการเขียน รู้สึกจะเริ่มตั้งแต่ตอนเรียนที่ฮาร์วาร์ดได้้มั้ง เพราะรู้สึกว่ามีอะไรต้องใช้คอมพิวเตอร์เยอะ ขนาดจดโน้ตเวลาเรียน ตัวบทความที่เราอ่านมันก็อยู่ในคอมพิวเตอร์ เราแค่พิมพ์ไป ก็ง่ายกว่า ไม่ต้องปริ้นต์ออกมาด้วย ประหยัดกระดาษ  พอทำมาสามสี่ปี แล้วลองมานึกดู เราไม่อยากจะเชื่อเหมือนกันว่าจะกลายเป็นคนที่เปลี่ยนจากการใช้กระดาษมาเป็นคอมพิวเตอร์ได้ เพราะเมื่อก่อนจำได้แม่นว่า เราคิดกับตัวเองว่า เราเป็นคนประเภทที่อ่านจากจอไม่ได้ ต้องอ่านจากหนังสือ หรือไม่ก็ปริ้นต์ออกมาให้จับต้องได้ แต่หลังๆนี้ ยิ่งตอนมาเริ่มเรียนปริญญาเอก รู้สึกว่าพิมพ์แล้วเร็วกว่าเยอะ และประหยัดกระดาษด้วย แม้แต่เขียนไดอารี่ยังพิมพ์เอาเลย แต่ทำๆไปนะ รู้สึกเหมือนกันว่าสมาธิสั้นลง เลยลองกลับมาเขียนด้วยมือใหม่ รู้สึกว่ามีสมาธิขึ้นเยอะเลย จากนี้จะพยายามเขียนให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้   จริงอยู่ที่เทคโนโลยีทำให้อะไรๆสะดวกขึ้น แต่บางที ของเดิมมันก็มีข้อดีของมันแหละนะ