บทเรียนชีวิตจากฮาร์วาร์ด

September 2012

เรียนคำศัพท์จากประสบการณ์เรียนนอก-เข้าหอวันแรก (2)

By |2012-09-26T17:01:42+07:00September 26th, 2012|Categories: บทเรียนชีวิตจากฮาร์วาร์ด, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , |

เข้าหอวันแรก (2) อย่างที่บอกว่าถ้าอยู่หอนี้ เขาจะรวมอาหารด้วย ก็คือแต่ละคนจะมี quota อยู่คนละสิบมื้อต่ออาทิตย์ โรงอาหารจะเปิดสามมื้อต่อวัน แต่เปิดแค่วันธรรมดา เสาร์อาทิตย์ไม่เปิด แล้วquotaของแต่ละอาทิตย์ก็ใช้ได้แค่อาทิตย์นั้น เอาไปรวมอาทิตย์อื่นไม่ได้ ว่าง่ายๆก็คือ quota สิบมื้อแต่อาทิตย์ก็ต้องใช้ให้หมดในอาทิตย์นั้นแหละ ไม่งั้นก็ต้องทิ้งไปเฉยๆ Quota ก็คือจำนวนที่เขาจัดสรรไว้ให้แต่ละคนในจำนวนจำกัด ในกรณีของเราก็คือ Each student has a ten-meal quota per week. คือ นักเรียนแต่ละคนมีสิทธิ์ในการกินอาหารได้สิบมื้อต่อสัปดาห์

เรียนคำศัพท์จากประสบการณ์เรียนนอก-เข้าหอวันแรก (1)

By |2012-09-20T17:56:24+07:00September 24th, 2012|Categories: บทเรียนชีวิตจากฮาร์วาร์ด, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , |

เนื่องจากเป็นคนขี้เกียจหาบ้านอยู่เอง ก็เลยอยู่หอมหาวิทยาลัยนี่แหละสิ้นเรื่องสิ้นราว แต่หอพักที่เราอยู่นี่มีลักษณะพิเศษคือ ทุกคนได้ห้องเดี่ยว แต่เป็นห้องน้ำรวม คือต้องเดินออกไปเข้าห้องน้ำและอาบน้ำที่นอกห้องตัวเอง ซึ่งตอนแรกเราก็นึกว่าจะมีแต่ที่บ้านเราซะอีกที่เป็นอย่างนี้ เพิ่งรู้ว่าที่ฮาร์วาร์ดก็มีด้วยเหมือนกัน อีกอย่างหนึ่งที่แตกต่างจากอพาร์ทเมนท์ทั่วไปก็คือ เขาบังคับ board ด้วย  board (verb) ถ้าเป็นคำนามก็ boarding คือว่าค่าใช้จ่ายรวมค่าที่อยู่และค่าอาหารด้วย ง่ายๆว่าก็บังคับกินที่หอนั่นแหละ (จริงๆจะไม่กินก็ได้ตามใจ แต่เสียเงินไปแล้วนะ T_T) ตอนแรกเราก็นึกว่า boarding นี่ใช้กับเครื่องบินอย่างเดียว เช่น All the passengers have to board the plane now. แปลว่า ผู้โดยสารทุกคนต้องขึ้นเครื่องบินเดี๋ยวนี้   ตอนนี้เลยรู้ว่าใช้กับนักเรียนอยู่หอก็ได้ แต่มักจะเป็นกรณีที่รวมอาหารด้วย เช่น Many international students chose to board at Cronkhite. แปลว่า นักเรียนต่างชาติหลายคนเลือกที่จะอยู่(และกิน)ที่หอพัก Cronkhite

เรียนคำศัพท์จากประสบการณ์เรียนนอก-วันแรกที่ได้ไปเข้าร่วมกิจกรรมมหาวิทยาลัย (3)

By |2012-09-20T17:53:17+07:00September 22nd, 2012|Categories: บทเรียนชีวิตจากฮาร์วาร์ด, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , |

ถ้าคิดว่า orientation แค่นั้นพอแล้ว ยังจ้ะ ยังไม่จบ มี Orientation for LGBT students เราก็งงอีกแล้วอ่ะว่า LGBT คืออะไร ชื่อโปรแกรมหรือเปล่า แต่นั่งไล่ชื่อโปรแกรมจนหมดก็ไม่มีอันที่ย่อว่า LGBT นี่นา (อย่างโปรแกรมเราคือ Mind, Brain and Education ก็ย่อว่า MBE) ไปถามเพื่อนที่หอก็ได้ความว่า LGBT ย่อมาจาก Lesbian, Gay, Bisexual and Transgender คือถ้าเป็น lesbian คือผู้หญิงที่ชอบผู้หญิง (homosexual women) ถ้า gay ก็คือ ผู้ชายที่ชอบผู้ชาย (homosexual men) ถ้า bisexual ก็คือ คนที่ชอบทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ถ้าเป็น transgender ก็คือคนที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นเพศที่ต่างกับเพศที่ได้มาตอนเกิด พอได้รู้ว่า LGBT มาจากอะไรแล้วก็ทึ่งเหมือนกันนะ ที่ที่นี่เขาให้สิทธิให้อิสระกับสังคมย่อยๆกับคนที่แตกต่างมากอย่างนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนสีผิว

เรียนคำศัพท์จากประสบการณ์เรียนนอก-วันแรกที่ได้ไปเข้าร่วมกิจกรรมมหาวิทยาลัย (2)

By |2012-09-20T17:48:06+07:00September 20th, 2012|Categories: บทเรียนชีวิตจากฮาร์วาร์ด, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , |

วันแรกที่ได้ไปเข้าร่วมกิจกรรมมหาวิทยาลัย (2) หลังจากนั้นก็ยังมี Orientation for Students of Color ตัวเราตอนแรกก็งงๆนะว่า Students of Color นี่มันใครกันแน่ งงขนาดไปถามเจ้าหน้าที่เขาเลยนะว่า งานนี้เราต้องเข้าด้วยหรือเปล่า เพราะเราเองก็ขาวนะ ไม่ใช่ว่าตัวดำ เขาก็บอกว่า เข้าร่วมได้  ด้วยความที่งงๆอยู่ว่าแล้วมันต่างจากอันเมื่อเช้ายังไง ก็เลยไปเข้าให้มันรู้แล้วรู้รอดไป ได้ความว่า Students of Color  ก็คือคนผิวสีนั่นเอง ว่าง่ายๆคือคนที่ไม่ใช่คนผิวขาวนั่นแหละ เลยได้ข้อสรุปว่า ตัวเราเวลาอยู่อเมริกานี่จะกลายเป็นคนผิวสีไปแล้วนะ ไม่ได้ขาวแล้ว เพราะมีคนขาวกว่า  งานนี้จะต่างจากงาน international students ตรงที่ว่าจะมีคนที่เป็นคนอเมริกัน แต่เชื้อชาติอื่นมาร่วมงานด้วย เช่น เราเองก็ได้เจอเพื่อนที่พ่อแม่เป็นคนไทย แล้วมาเกิดและโตที่อเมริกา อย่างนี้ก็ถือว่า เป็นคนไทยอเมริกัน ซึ่งเขาถือว่าไม่ใช่ international student เพราะเขามีสัญชาติอเมริกา แต่ว่าเป็น students of color เพราะว่าไม่ใช่คนผิวขาว  แต่ถ้าเป็น กะเหรี่ยงส่งตรงมาจากต่างแดนอย่างเรานี่ โดยมากเขาจะถือว่าเป็น international student

February 2012

เรียนแบบนักวิชาการต้องหัดเถึยงให้เป็น

By |2012-02-22T10:48:14+07:00February 22nd, 2012|Categories: บทเรียนชีวิตจากฮาร์วาร์ด|Tags: , , , , |

ที่ฮาร์วาร์ด และมหาวิทยาลัยดีๆอื่นๆ นักเรียนเถียงอาจารย์ได้ แล้วไม่เป็นไร แถมอาจารย์ยังชอบด้วยซ้ำ แต่ไม่ใช่ว่าเถียงแบบไม่มีเนื้อหา เถียงแบบไม่มีเหตุผล (ซึ่งบางทีเจอเยอะในห้องเรียนมัธยมนะ) ถ้าเราคิดอย่างมีเหตุผลแล้วไม่เห็นด้วยเราก็เถียงได้ ถามได้ ใช้เหตุผลของเรามาแสดง แล้วดูกันซิว่าอันไหนมีเหตุมีผลกว่ากัน ซึ่งการทำแบบนี้ ก็เป็นการทำให้วิชาการก้าวหน้าขึ้นด้วย เพราะบางทีคำถามของนักเรียนก็จุดประกายให้อาจารย์คิดอะไรดีๆได้ หรือไม่ก็ทำให้นักเรียนคนอื่นๆได้คิดถึงเรื่องที่ไม่เคยคิดมาก่อน สิ่งที่เราน่าจะส่งเสริมให้มีในวงการการศึกษาบ้านเรามากขึ้น คือ การคิดอย่างมีเหตุผล หรือที่เราชอบพูดกันว่า คิดอย่างมีวิจารญาณ แต่เราไม่ค่อยได้เข้าใจว่ามันหมายถึงว่าอะไรกันแน่ หลายๆครั้งที่วัฒนธรรมบ้านเรา ทำให้เราไม่กล้าเถียง (โดยเฉพาะคนที่อยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่า) หลายๆครั้งไม่ใช่เพราะว่าเราคิดกันไม่เป็น แต่เป็นเพราะว่า วัฒนธรรมเคารพผู้ใหญ่ ทำให้เราคิดว่าคนที่สูงอายุกว่า หรือมาก่อน ควรจะถูกเสมอ(คนที่คิดแบบนี้ส่วนมากก็จะเป็นคนที่อาวุโสกว่า) หลายๆครั้งเลยทำให้สังคมเราโดยรวมขาดเหตุผลไป (แต่ก็อยากจะบอกว่า ไม่ใช่ว่าวัฒนธรรมเราไม่ดีนะคะ เพราะบ้านเรามีวัฒนธรรมอย่างนี้เลยทำให้บ้านเรามีการประนีประนอมกันมากหน่อย ต่างกับอเมริกัน แต่อยากจะเสนอว่า บ้านเราก็สามารถพัฒนาได้ ถึงแม้ว่าเราจะไม่ค่อยได้ทำมาก่อน)

จะซิ่วหรือไม่ซิ่วดี?

By |2012-02-15T12:27:12+07:00February 15th, 2012|Categories: บทเรียนชีวิตจากฮาร์วาร์ด, ฟังเสียงหัวใจ เลือกอะไรที่ใช่เรา|Tags: , , , , , , , , , , |

ถ้าใครจะซิ่วหรือจะเปลี่ยนสาขาการเรียน เรามักจะคิดกันไม่ตกว่าจะซิ่วดีไม่ดี เราจะตัดสินใจอย่างไรดี ครูม่อนมีหลักการที่ได้จากประสบการณ์ส่วนตัวมาบอกค่ะ ครูม่อนลาออกจากหมอแล้วไปเรียนต่อศึกษาศาสตร์ จากประสบการณ์แล้วต้องถามตัวเองค่ะว่าเป็นคนแบบไหน เป็นประเภท high achiever คือมีความทะเยอทะยานสูง ทำอะไรต้องทำให้เลิศ หรือว่าเป็นคนแบบสบายๆ ชอบทำอะไรที่สบายๆที่ตัวเองชอบๆ แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นเลิศก็ได้ ถ้าเป็นอย่างแรก (ซึ่งตัวเราเองเป็น-ซึ่งในบางเวลาก็ไม่ใช่ลักษณะที่ดีเท่าไหร่) การเรียนสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ จะทำให้ไปเรียนต่อลำบาก เพราะมหาวิทยาลัยดังๆ เช่น ฮาร์วาร์ด เขาไม่ได้ดูเกรดอย่างเดียว แต่ดูว่าเราได้ที่เท่าไหร่ของคณะ ถึงแม้จะเรียนคณะที่ไม่ได้ดังหรือเด่นมากนัก แต่ถ้าเราเป็นที่หนึ่ง เขาก็จะพิจารณาเราค่ะ แม้แต่เพื่อนเราที่จบหมอแล้วไปเรียนต่อต่างประเทศ เขาก็ดูว่าจบเป็นที่เท่าไหร่ของคณะ ถ้าไม่ใช่ระดับท็อปของชั้นก็ค่อนข้างลำบากค่ะ ต้องได้คะแนนสูงมากๆ หรือมีประสบการณ์อย่างอื่น แต่ถ้าเราคิดว่าเราไม่ได้ต้องการเป็นเลิศ หรือพยายามอะไรมากนัก แค่อยากใช้ชีวิตอย่างมีความสุข การเรียนอะไรที่หางานง่ายหน่อยก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีค่ะ ถ้าคิดว่าไม่ทรมานเกินไป คิดว่าเรียนได้ การเรียนกฏหมายก็ค่อนข้างเป็นอะไรที่ดี แม้ว่าจะไปทำานอย่างอื่นก็ถือเป็นพื้นฐานที่ดี อย่างตอนที่เราไปเรียนศึกษาศาสตร์ที่ฮาร์วาร์ด ก็เป็นเรื่องดีมากๆที่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ก่อน เพราะทำให้เราแตกต่างจากคนอื่น แล้วสามารถมองอะไรได้จากมุมใหม่ๆ ก็ลองคิดดูนะคะว่าตัวเราเป็นแบบไหน แล้วทำแบบไหนเราจะมีความสุขมากกว่าค่ะ ------------------------- อยากอ่านบทความแนวไหนในเวปครูม่อนดอทคอม? ครูม่อนสังเกตเห็นว่าในบล็อคมีคนอ่านเรื่องการเรียนภาษาอังกฤษเยอะมาก ครูม่อนก็อยากเขียนให้อ่านกันอีก แต่ไม่่แน่ใจว่า ผู้อ่านอยากอ่านแนวไหนกันแน่ อยากได้เป็นวิธีการเรียน หรืออยากได้เป็นเนื้อหาเป็นตอนๆไป หรือว่าอยากได้การเตรียมตัวสอบต่างๆ ใครมีข้อเสนอแนะอะไรก็คอมเมนต์ได้เลยนะคะ

September 2010

ไปเป็นหนึ่งในชนกลุ่มน้อยที่ฮาร์วาร์ด

By |2010-09-06T13:11:02+07:00September 6th, 2010|Categories: บทเรียนชีวิตจากฮาร์วาร์ด|Tags: , |

ที่ฮาร์วาร์ด จะมีความพยายามในการทำทุกอย่างเพื่อให้ทุกๆคนเท่าเทียมกัน คือ จะไม่มีการเลือกปฏิบัติว่าใครเป็นคนชาติไหนหรือเชื้อชาติไหน หรือถ้ามีก็จะพยายามทำให้น้อยที่สุด  ซึ่งจริงๆก็ไม่ได้เป็นเฉพาะที่ฮาร์วาร์ด แต่เป็นในอเมริกา เนื่องจากอเมริกาเป็นชาติที่ประกอบด้วยคนมากมายหลายเชื้อชาติ เมื่อก่อนก็มีเรื่องการแบ่งแยกเชื้อชาติอยู่ค่อนข้างมาก แต่ต่อมาเขาก็มีนโยบายที่ช่วยเหลือคนกลุ่มน้อยเพื่อไม่ให้ได้รับความเดือดร้อนจากการกีดกันทางเชื้อชาติ ที่Harvard Graduate School of Education จะมีการประชุมวิชาการปีละครั้งที่เน้นเรื่องการส่งเสริมให้วงการการศึกษาสนับสนุนคนหลากหลายเชื้อชาติมากขึ้น ในปีที่ม่อนเรียนอยู่ ม่อนก็ได้เป็นหนึ่งในกรรมการที่ช่วยเขาจัดงานค่ะ งานนี้ชื่อว่า Alumni of Color Conference   คำว่า Alumni of Color ก็หมายถึงศิษย์เก่าที่เป็นpeople of color หมายถึง คนที่ไม่ใช่คนขาวน่ะค่ะ จะเป็นคนแอฟริกา เอเชีย อเมริกาใต้ อเมริกากลาง หรือแม้แต่จะเป็นคนสัญชาติอเมริกัน แต่ถ้าเป็นเชื้อชาติอื่นที่ไม่ใช่คนขาว เขาก็ถือเป็น people of color เหมือนกันค่ะ  โดยจุดประสงค์ของการจัดงานก็คือ จะเชิญให้ศิษย์เก่าของคณะที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ในการทำวิจัยหรือทำงานกับ people of color ให้มาพูดที่คณะค่ะ โดยผู้ฟังก็จะเป็นคนในมหาวิทยาลัยและบุคคลทั่วไป เพื่อส่งเสริมให้คนในวงการการศึกษาออกไปทำงานที่ช่วยเหลือ people of color มากขึ้น

June 2010

ไม่มีใครโง่หรือฉลาด เพียงแต่แตกต่างกันเท่านั้นเอง

By |2010-06-24T21:45:44+07:00June 24th, 2010|Categories: บทเรียนชีวิตจากฮาร์วาร์ด, เทคนิคการเรียน|Tags: , , |

สิ่งหนึ่งที่ม่อนได้รับจากการเรียนที่ฮาร์วาร์ด คือ วิธีที่เรามองความสามารถของคนในการเรียนรู้ค่ะ  ในโรงเรียนหรือในวงการการศึกษา มักจะหนีการlabelไม่พ้น บางคนอาจจะโดนคนอื่นมองว่าเป็นคนเรียนไม่เก่ง บางคนอาจจะโดนว่าเป็นคนหัวช้า เป็นต้น แต่ที่ฮาร์วาร์ด จะสอนว่า คนเรามีความแตกต่างกัน บางคนอาจจะไม่เก่งด้านการเรียนแต่เก่งด้านดนตรี บางคนเก่งด้านกีฬาแต่ไม่เก่งด้านภาษา  คนที่ไม่เก่งเรื่องที่สอนในโรงเรียนมักจะโดนมองว่าเป็นคนเรียนช้า หรือไม่เก่ง แต่จริงๆแล้วเขามีความสามารถด้านอื่นที่อาจจะไม่ได้รับการยอมรับในระบบการศึกษา หรือกล่าวในอีกนัยหนึ่งก็คือว่า ความฉลาดหรือความสามารถในการเรียนรู้ของคนเรานั้น ไม่ได้ถือว่ามีใครโง่หรือฉลาด เพียงแต่แตกต่างกันเท่านั้นเอง ไม่ต่างอะไรกับการที่คนมีสีผิวต่างกัน ก็ไม่ได้หมายความว่าคนสีผิวไหนดีกว่าสีผิวไหน เพียงแต่แตกต่างกันเท่านั้นเอง  เมื่อมองอย่างนี้แล้ว เป็นประโยชน์อย่างมากต่อการพัฒนาของคนคนนั้นนะคะ เพราะว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่คนคนนั้นถูกมองว่า ตัวเองไม่ฉลาด ตัวเองเรียนช้า มันจะส่งผลต่อการพัฒนาของเขาด้วย เมื่อเขาคิดว่าตัวเองเรียนไม่เก่ง ก็เป็นไปได้มากที่เขาจะพยายามน้อยลง หรือหมดกำลังใจในการเรียนไปเลย การที่เราไม่labelว่าใครเป็นพวกไหน เพียงแต่เรายอมรับว่าคนเราแตกต่างกัน ไม่ใช่ว่าใครดีกว่าใครนั้น นอกจากจะเป็นการลดความขัดแย้งได้แล้ว ยังเป็นการส่งเสริมพัฒนาการซึ่งกันและกันด้วย ซึ่งการมองคนแบบนี้ยิ่งจำเป็นมากสำหรับครู อาจารย์ และผู้ปกครองที่ต้องดูแลเด็กๆค่ะ ยิ่งไปกว่านั้น ยังสำคัญกับการมองตัวเองด้วยค่ะ ถ้าเรามองเห็นว่า เราเพียงแต่แตกต่างจากคนอื่น เราอาจจะมีความสามารถบางอย่างไม่เก่งเท่าคนอื่น ก็ไม่ใช่ว่าจุดนั้นจุดเดียวจะแปลว่า เราไม่ฉลาด เพียงแต่ว่า คนเราแตกต่างกันเท่านั้นเองค่ะ ถ้าอยากจะพัฒนาความสามารถด้านไหน เราก็สามารถเรียนรู้ว่าตัวเองเก่งด้านไหน ชอบวิธีการเรียนรู้แบบไหน แล้วก็พัฒนาตัวเองขึ้นตามนั้น แทนที่จะยอมแพ้แล้วคิดว่าตัวเองไม่มีทางเก่งได้ค่ะ