บทเรียนชีวิตจากฮาร์วาร์ด

February 2013

แจกฟรี eBook “เคล็ดลับสู่การเป็นนักเรียนฮาร์วาร์ด:คำแนะนำในการสมัครศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก”

By |2013-03-02T06:53:01+07:00February 17th, 2013|Categories: บทเรียนชีวิตจากฮาร์วาร์ด, ศึกษาต่อต่างประเทศ|

แจกฟรี eBook "เคล็ดลับสู่การเป็นนักเรียนฮาร์วาร์ด:คำแนะนำในการสมัครศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก" โดย ครูม่อน ตอบปัญหาที่หลายๆคนสงสัยว่าถ้าอยากไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก เราจะต้องเริ่มต้นอย่างไรบ้าง ตัวเองจะมีโอกาสไหม จะเพิ่่มโอกาสให้กับตัวเองอย่างไร เป็นต้น แค่เพียง เข้าไปที่ https://www.facebook.com/natpatkrumon/app_344467112230603 คลิก Like และกรอกอีเมล์เพื่อสมัครรับข่าวสารอัพเดทจาก ครูม่อน.com เข้าไปคลิกยืนยันในอีเมล์ที่ได้รับ หลังจากนั้นจะได้อีเมล์แจ้งวิธีการdownloadหนังสือค่ะ

October 2012

เรียนคำศัพท์จากประสบการณ์เรียนนอก – Undergraduate VS Graduate

By |2012-10-07T15:13:55+07:00October 7th, 2012|Categories: บทเรียนชีวิตจากฮาร์วาร์ด, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , |

Undergraduate VS Graduate ต่อจากตอน faculty VS department แล้ว คิดว่าต้องอธิบายสักหน่อยว่าการเรียนระดับมหาวิทยาลัยในอเมริกามันเป็นยังไง ถ้าเป็นการเรียนในระดับปริญญาตรี เขาจะเรียกว่า college แล้วก็แยกย่อยเป็น major สาขาอะไร แต่มักจะไม่มีการแยกเป็นคณะชัดเจนเหมือนอย่างบ้านเราที่ต้องเลือกก่อนเข้าเรียน (แถมยังเปลี่ยนไม่ได้อีก) ซึ่ง college ก็จะใช้เวลาเรียนสี่ปีค่ะ บางทีเราก็จะเรียกว่า undergraduate education ซึ่งก็คือหมายถึงการศึกษาระดับปริญญาตรีนั่นเอง ถ้าจะหมายถึงนักศึกษาปริญญาตรีก็จะใช้ว่า college student, undergraduate student หรือ บางทีใช้ย่อๆแบบไม่เป็นทางการก็จะใช้ undergrad หรือ undergrad student ก็ได้ค่ะ ส่วนถ้าใครจะเรียนต่อวิชาชีพ เช่น หมอ หมอฟัน นักกฏหมาย ต้องไปสอบเข้าแล้วเรียนเพิ่มค่ะ คือต้องจบ undergraduate มาก่อนแล้วถึงจะไปเรียนต่อสาขาวิชาชีพต่างๆ เช่น ถ้าจะเป็นหมอก็ไปเรียนต่ออีกสี่ปี รวมแล้วเป็นแปดปี กว่าจะได้เป็นหมอ  ส่วนถ้าเป็นกฏหมาย ก็ต้องไปเรียนต่ออีกสามปี รวมเป็นเจ็ดปีค่ะ ส่วนการศึกษาระดับปริญญาโท ปริญญาเอก เขาจะเรียกรวมว่าเป็น

เรียนคำศัพท์จากประสบการณ์เรียนนอก – Feedback

By |2012-10-05T19:47:37+07:00October 5th, 2012|Categories: บทเรียนชีวิตจากฮาร์วาร์ด, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , |

จะเลือกวิชาไหน ดูfeedbackจากนักเรียนรุ่นก่อนๆได้   เนื่องจากว่าที่นี่ค่าเรียนค่อนข้างแพง แต่ละคนเลยเลือกกันน่าดูว่าจะเรียนวิชาไหน (กลัวไม่คุ้ม) ดีที่เราสามารถเข้าไปดู feedback ของนักเรียนที่เคยเรียนวิชานี้มาก่อน feed คือ ให้(กิน) backคือกลับ รวมกันก็คือ การป้อนกลับเข้าไป  ในกรณีก็คือให้นักเรียนเขียนความคิดเห็นที่มีต่อวิชานั้นๆและอาจารย์คนนั้นๆ นั่นเอง Feedbackที่ให้นักเรียนเขียนของที่นี่ละเอียดมากๆ ถามทุกอย่าง ซึ่งเป็นข้อดีที่ทำให้เราได้รู้ก่อนว่าอาจารย์คนนี้ดุไหม งานเยอะไหม สอนรู้เรื่องไหม ช่วยในการตัดสินใจได้ดีมากๆเลย ในทางกลับกัน มันก็มีผลทำให้อาจารย์ต้องคอยปรับปรุงตัวเองด้วยเหมือนกันนะ แต่ละปีก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆตามfeedbackที่ได้จากนักเรียน

เรียนคำศัพท์จากประสบการณ์เรียนนอก- Faculty VS department

By |2012-10-03T12:59:51+07:00October 3rd, 2012|Categories: บทเรียนชีวิตจากฮาร์วาร์ด, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , |

การมาเรียนปริญญาโทที่ฮาร์วาร์ดคือการมาเรียนอเมริกาครั้งแรกของตัวเอง มีคำหนึ่งที่ทำเราสับสนอยู่พักใหญ่ก็คือ faculty นี่แหละ ที่บ้านเรา facultyคือคณะใช่ไหมคะ เช่น faculty of medicine ก็คือ คณะแพทยศาสตร์  faculty of education ก็คือคณะครุศาสตร์ แต่ว่าที่อเมริกานี่ คำว่าfacultyเขาจะใช้หมายถึงอาจารย์ผู้สอนค่ะ ไม่ค่อยเจอที่เอามาใช้ว่าคณะเท่าไหร่ จากที่เปิดดิกดูเราจะรู้ว่ามันถูกทั้งสองแบบ คือใช้ได้ทั้งสองอย่าง ครูม่อนก็เดาเอาว่ามันคงจะเป็นวัฒนธรรมทางภาษาของแต่ละที่มากกว่า ถ้าเป็นที่อเมริกา ส่วนมากเวลาจะพูดถึงคณะ เขาจะใช้ว่า department of education หรือในบางสาขาที่เป็นสาขาวิชาชีพก็อาจจะแยกเป็นโรงเรียนของตัวเองไปเลย เช่น Graduate school of Education

เรียนคำศัพท์จากประสบการณ์เรียนนอก -จะเรียนวิชาไหน shoppingได้ตามใจชอบ

By |2012-10-01T16:29:05+07:00October 1st, 2012|Categories: บทเรียนชีวิตจากฮาร์วาร์ด, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , |

มีเวลาอยู่ประมาณอาทิตย์นึงในการเลือกวิชาเรียน แต่ละโปรแกรมก็มีตัวบังคับไม่เหมือนกัน แต่เราก็มีโอกาสได้เลือกเยอะอยู่เหมือนกัน ที่นี่น่าสนใจมากคือว่าก่อนจะลงเรียนวิชาไหน เขาจะมี shopping period ให้ก่อน คือมีเวลาประมาณสองถึงสามวัน จะมีคลาสแรกของทุกๆวิชา ใครอยากจะไปนั่งวิชาไหนก็ได้ เพื่อจะได้ลองดูว่าวิชาที่จะลงนี่มันตรงกับที่ตัวเองอยากเรียนหรือเปล่า และยังสามารถไป shopping ที่คณะอื่นได้ด้วย แม้้แต่จะไป MIT ก็ยังได้ วันที่shopping อาจารย์แต่ละวิชามักจะมี syllabus ของวิชานั้นๆแจกให้ ซึ่งในนั้นจะบอกว่า จะเรียนเรื่องอะไรบ้าง ต้องอ่านอะไร เท่าไหร่ ต้องส่งงานตอนไหน รูปแบบการเรียนเป็นยังไง (lecture,lab,discussion, etc.)  ตอนเรียนที่เมืองไทยก็จำได้ว่าวิชาส่วนมากก็มี syllabus เหมือนกัน แต่รู้สึกว่าเราไม่ค่อยได้สนใจเท่าไหร่ แต่ที่นี่เขาจะแนะนำให้คิดดูด้วยว่า นอกจากจะเป็นเรื่องที่เราอยากเรียนแล้ว แต่ละวิชาพอลงด้วยกัน เราสามารถทำงานได้ไหวไหม ถ้าเรามีวิชานึงที่ต้องอ่านโคตรเยอะแล้ว ก็อาจจะไปลงวิชาอื่นที่อาจจะอ่านน้อยหน่อย แต่เน้นdiscussion เป็นต้น Syllabus เป็นนามเอกพจน์ ถ้าพหูพจน์ เราจะใช้ syllabi ก็เป็นอีกคำหนึ่งที่เปลี่ยนรูปเป็นพหูพจน์แล้วต่างจากคำทั่วๆไปค่ะ

September 2012

อยากเรียนต่อเมืองนอก เริ่มด้วยการเตรียมสอบ(ดีไหม?)- ตอนที่ 1

By |2012-09-30T23:08:29+07:00September 30th, 2012|Categories: บทเรียนชีวิตจากฮาร์วาร์ด, ศึกษาต่อต่างประเทศ|Tags: , , , , |

พอเริ่มรู้ตัวว่าต้องสมัครเรียนต่อเมืองนอก ก็รู้สึกกังวลไปหมด ทำอะไรไม่ถูก ใครที่คิดว่าตัวเองไม่พร้อม ไม่ต้องแปลกใจไปหรอกค่ะ แทบจะทุกคนจะรู้สึกแบบนี้ทั้งนั้น เพราะสิ่งที่ต้องทำมันมีเยอะมากๆ จนบางทีเราคิดไม่ออกเลยว่าเราจะทำทุกอย่างให้เสร็จได้ยังไง เท่าที่เคยเจอ ส่วนมากเวลาที่ใครคิดว่าอาจจะไปเรียนต่อเมืองนอก ก็มักจะเริ่มด้วยการไปเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม เรียนเตรียมสอบต่างๆ แล้วแต่ว่าจะไปเรียนสาขาอะไร ซึ่งก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ควรจะทำในเวลาที่เรายังมีเวลาเผื่ออีกปีสองปีก่อนจะสมัครจริงๆ เพราะว่าตอนใกล้ๆแล้วค่อยมาเตรียมสอบเนี่ย มันตื่นเต้นและน่ากลัวมากๆเลย คือถ้าใครรู้ตัวล่วงหน้าแล้ว จะใช้เวลาสักปีสองปีในการฟิตภาษาอังกฤษเผื่อไว้ก็ดีนะคะ ถึงแม้ว่าสุดท้ายจะไม่ไปเรียน แต่ยังไงก็ได้ภาษาอังกฤษมา ไม่มีอะไรเสียหายอยู่แล้ว แต่พูดกันตรงๆนะคะ คือว่า เวลาที่เราเรียนภาษาหรือเรียนเตรียมสอบ แบบเผื่อๆไว้เนี่ย มันจะไม่ค่อยมีแรงฮึดเท่าไหร่นะ ก็เรียนแบบสบายๆ ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ถ้าใครอยากเพิ่มแรงฮึดในการเตรียมสอบของตัวเองนะคะ ควรจะลองเล็งๆไว้ว่าจะสมัครที่ไหนบ้าง หาลำดับหนึ่งที่เราอยากเรียนมากๆ แต่ไม่แน่ใจหรอกว่าจะได้ไหม แต่ถ้าได้ก็คือว่าความพยายามประสบความสำเร็จ ลำดับแรกเอาแบบว่าหวังสูงไว้เลย ถามตัวเองว่า “ถ้าเราเรียนที่ไหนก็ได้ เราจะเลือกเรียนที่ไหน?” เมื่อหาได้แล้ว ก็เข้าไปดูในเวปไซต์ของโปรแกรมนั้นๆเลยค่ะว่า ปกติแล้วคนที่สมัครเข้าเรียนได้ จะมีคะแนนสอบประมาณเท่าไหร่ ส่วนมากแต่ละโปรแกรมจะมีบอกว่า โดยเฉลี่ย นักเรียนที่ได้เข้ามาในโปรแกรมนี้ มีคะแนนสอบเท่าไหร่ หรือบางที่ก็อาจจะบอกเป็น range มาว่าต่ำสุดถึงสูงสุด คือ เท่าไหร่  บางที่ก็จะมีขั้นต่ำที่ต้องได้ ก่อนถึงจะสมัครได้ จริงอยู่ที่ว่าคะแนนไม่ใช่ทุกอย่าง แต่การที่เราเล็งเป้าหมายในอุดมคติไว้

เรียนคำศัพท์จากประสบการณ์เรียนนอก-กลับมาเป็นเด็กหออีกแล้ว

By |2012-09-29T15:58:49+07:00September 29th, 2012|Categories: บทเรียนชีวิตจากฮาร์วาร์ด, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , |

กลับมาเป็นเด็กหออีกแล้ว ชีวิตเป็นเด็กหอมาตลอดตั้งแต่อยู่จุฬาแล้ว ก็ไม่นึกเหมือนกันว่ามาเรียนปริญญาโทแล้วก็ยังจะอยู่หออีก แต่ก็เลือกเองอ่ะนะ ไม่ได้มีใครบังคับ แล้วจะบ่นทำไม … เนื่องจากว่าที่หอนี้มีเตียงให้ แต่ไม่มีผ้าปูที่นอนให้ เราเลยต้องไปซื้อเอง ในชีวิตไม่เคยจำได้ว่าไปซื้อผ้าปูที่่นอนเมืองนอกเองนะ เลยไม่รู้ว่ามันมีขนาดอะไรบ้าง รู้แต่ว่ามันมีเตียงเดี่ยวกับเตียงคู่ แต่เอาเข้าจริงมันมีมากกว่านั้นเยอะ คือที่หอ เขาจะเขียนรายละเอียดไว้ว่าเตียงเราเป็นเตียงขนาด twin  เราก็เข้าใจนะว่า twin แปลว่าแฝด ไอ้เราก็นึกว่ามันน่าจะใหญ่ เพราะแฝดอยู่กันได้สองคน แต่ไหงพอเห็นจริงๆ ทำไมมันเล็กจังอ่ะ แล้วถ้ามันเล็กขนาดนี้ ทำไมเรียก twin  ทำไมไม่เรียก single หรือเตียงเดี่ยวแบบบ้านเราละ พอไปเห็นที่ร้านขายเฟอร์นิเจอร์ ถึงเข้าใจว่า มันเรียก twin  เพราะมันมักจะเอาไว้สองเตียงในห้องเดียวกัน เหมือนเป็นเตียงในห้องนอนของเด็กสองคน อ่ะนะ เราก็คิดไปเรื่อย ถ้าเตียงใหญ่กว่านั้นก็คือขนาด full, queen, king ก็ยังไม่เข้าใจอ่ะนะว่าทำไมเรียกว่า full เอาเป็นว่าขนาดมันจะพอๆกับtwin แต่ยาวกว่า ไว้สำหรับคนขายาวมั้ง ส่วน queen กับ king ก็เป็นเตียงคู่บ้านเรา โดยที่ queen จะเล็กกว่า

เรียนคำศัพท์จากประสบการณ์เรียนนอก-เข้าหอวันแรก (3)

By |2012-09-27T20:46:18+07:00September 27th, 2012|Categories: บทเรียนชีวิตจากฮาร์วาร์ด, เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , |

แล้วจะรู้ได้ไงล่ะว่ากินกันไปแล้วกี่มื้อ ที่นี่สะดวกมาก ก็คือ แต่ละคนจะมี student ID card อยู่แล้ว ID ก็คือ identification ถ้าเป็นกริยาก็คือ identify แปลว่า ระบุว่าเป็นใคร ID card ก็คือบัตรที่ใช้ระบุว่าเราคือใครนั่นเอง ปกติถ้าเราเรียก ID card เฉยๆก็มักจะหมายถึงบัตรประชาชน แต่ถ้าเป็นของมหาวิทยาลัย มักจะใช้ student ID card คือเป็นบัตรที่บอกว่าเราเป็นนักเรียนที่นี่จริง มักจะมีรูป ชื่อและก็หมายเลขประจำตัว พอมีบัตร IDแล้ว ก็แทนที่จะจ่ายเงินค่าเข้าด้วยเงินหรือบัตรเครดิต ก็ใช้บัตรนักเรียนแทน ถ้ากินหนึ่งมื้อ รูดบัตรหนึ่งครั้ง ก็จะเลือกquotaของสัปดาห์นั้นแค่ 9 มื้อ เป็นต้น