Thai Education

October 2014

เรียนสองภาษาดีจริงหรือเปล่า – ตัวอย่างจากแอฟริกา

By |2014-10-03T21:21:11+07:00October 3rd, 2014|Categories: Food for Thoughts, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , , |

ตัวอย่างต่อมา เรามาดูที่ประเทศในทวีปแอฟริกากันบ้างนะคะ หลายๆประเทศในแอฟริกาก็มีนโยบายให้เรียนหนังสือด้วยภาษาต่างชาติ ส่วนมากจะเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส หรือ ภาษาโปรตุเกส เพราะเป็นภาษาที่ใช้ตั้งแต่สมัยเป็นเมืองขึ้นของประเทศตะวันตก แต่ในแต่ละประเทศก็มีภาษาท้องถิ่นเป็นของตัวเองด้วยเหมือนกันค่ะ อันแรกเลย เรามาดูการเรียนหนังสือด้วยภาษาต่างประเทศในระดับประถมกันบ้าง มีตัวอย่างจากสองประเทศ ประเทศแรกคือ Guinea-Bissau ซึ่งใช้ภาษาโปรตุเกสในการสอนหนังสือ และประเทศNiger ซึ่งให้ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาในการสอนหนังสือ ที่สองประเทศนี้ ได้มีงานวิจัยเปรียบเทียบดูพบว่า ถ้าให้นักเรียนได้เรียนอ่าน เขียนด้วยภาษาแม่ก่อน จะทำให้อ่านเขียนภาษาที่สองได้ดีขึ้นด้วย และที่สำคัญคือถ้าให้นักเรียนใช้ภาษาแม่ในการสอบ นักเรียนจะได้คะแนนดีกว่าใช้ภาษาที่สองอย่างมาก อีกตัวอย่างหนึ่งของประเทศTanzania ซึ่งงานวิจัยนี้มีห้องเรียนมัธยมสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือใช้ภาษาแม่ของนักเรียน ซึ่งก็คือภาษาKiswahiliในการสอน และอีกกลุ่มใช้ภาษาอังกฤษในการสอน โดยทั้งสองกลุ่มเรียนเนื้อหาอย่างเดียวกัน พบว่า ในห้องเรียนที่เป็นภาษาอังกฤษ นักเรียนจะเงียบ ไม่ค่อยถาม ไม่ค่อยสนใจเรียน ในขณะที่ ถ้าเป็นห้องเรียนภาษาKiswahili นักเรียนจะactiveมากกว่า คือ นักเรียนจะถามคำถาม และตอบคำถามที่อาจารย์ถาม ข้อสรุปจากงานวิจัยนี้ไม่ได้บอกว่าการเรียนการสอนด้วยภาษาอังกฤษ(ภาษาที่สอง)นั้นดีหรือไม่ดี แต่นักวิจัยสรุปได้ถูกใจครูม่อนมาก คือสรุปว่า “ถ้าเป้าหมายของการศึกษาคือการทำให้นักเรียนที่จบมาดูเป็นคนโง่ การใช้ภาษาอังกฤษที่ทั้งนักเรียนและครูยังไม่เก่ง มาใช้ในการสอนก็ถือว่าเหมาะสม แต่ถ้าเป้าหมายคือ อยากจะให้นักเรียนที่จบมามีความสามารถในการคิดวิเคราะห์และความคิดสร้างสรรค์ล่ะก็ นโยบายอันนี้ก็คงจะไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้” (แปลจากBrock-Utne, 2006, หน้า 487) สรุปว่า

September 2014

เรียนสองภาษาดีจริงหรือเปล่า – ตัวอย่างจากสิงคโปร์

By |2014-09-23T20:19:08+07:00September 23rd, 2014|Categories: Food for Thoughts, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , |

สิงคโปร์เป็นประเทศที่ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมากในการจัดการเรียนสองภาษา ภาษาที่ถือว่าเป็นภาษาท้องถิ่นหรือภาษาแม่คือภาษาจีน ภาษามาเลย์ และ ภาษาทมิฬ สิงคโปร์ได้จัดให้การศึกษาส่วนใหญ่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาในการสอน สิงคโปร์ถือว่าภาษาอังกฤษเป็นภาษากลาง คือ ไม่ได้เป็นภาษาของคนกลุ่มไหนเป็นพิเศษ ซึ่งการตัดสินใจนี้ ส่วนหนึ่งคือทำเพื่อไม่ให้เกิดความแตกแยกในประเทศที่มีคนที่มีความหลากหลายมาก สิงคโปร์จัดให้มีการสอนภาษาท้องถิ่นอีกสามภาษาเป็นวิชาแยกต่างหาก ดังนั้นนักเรียนจะได้เรียนภาษาท้องถิ่นหรือภาษาแม่ของตัวเอง ที่ใช้สื่อสารกับที่บ้าน แต่ได้เรียนน้อยเพราะเรียนแค่เป็นวิชาภาษานั้นๆ งานวิจัยที่สำรวจผู้ใหญ่ที่โตมากับนโยบายการศึกษาอันนี้ พบว่า แม้ว่าคนสิงคโปร์ส่วนใหญ่จะถือว่าภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก แต่ส่วนใหญ่ก็ยังบอกว่าภาษาจีน มาเลย์ หรือ ทมิฬเป็นภาษาแม่ และงานวิจัยยังพบว่า การใช้ภาษาอังกฤษในการสอนและเรียนหนังสือ ทำให้ความสามารถในการอ่านเขียนของภาษาแม่ไม่ดีเท่าที่ควร คนสิงคโปร์ที่มีภาษาจีนเป็นภาษาแม่ จะบอกว่าถนัดฟังพูดภาษาจีนมากกว่า แต่ถ้าเป็นอ่านเขียนแล้ว มักจะใช้ภาษาอังกฤษ มีจำนวนน้อยมากที่จะเลือกใช้ภาษาจีนในการอ่านหรือเขียน ถ้าเราไม่คิดว่าการเสียความสามารถในการอ่านเขียนภาษาแม่เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย สิงคโปร์ก็ถือว่าเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าการเรียนสองภาษาก็สามารถทำให้ประสบความสำเร็จได้ในสังคมเอเชีย แต่เราก็ต้องไม่ด่วนสรุปว่าการเรียนหนังสือด้วยภาษาอังกฤษดีกว่าการเรียนด้วยภาษาแม่ เพราะว่าสิงคโปร์ไม่ได้มีกลุ่มให้เราเปรียบเทียบ นักเรียนทุกคนต้องเรียนด้วยภาษาอังกฤษหมด แม้แต่งานวิจัยที่มาจากสิงคโปร์เอง ก็ยังยอมรับว่า การเรียนสองภาษาในประเทศสิงคโปร์ถือว่าประสบความสำเร็จก็จริง แต่เราก็ไม่รู้ว่าถ้าปล่อยให้นักเรียนได้เรียนหนังสือด้วยภาษาแม่ต่อไป นักเรียนอาจจะเก่งกว่าที่เป็นอยู่นี่ก็ได้ ครูม่อนชอบศึกษาเคสสิงคโปร์มากเพราะว่าเป็นเคสที่น่าสนใจ เพราะทำให้ภาษาที่ไม่ใช่ภาษาแม่ของใครเลย(ภาษาอังกฤษ)กลายเป็นภาษาหลักของชาติได้ มีไม่กี่ที่ในโลกที่ทำได้อย่างนี้ แต่ว่ามันก็ไม่ใช่ว่าเพราะเขาทำได้ แล้วแปลว่าการเรียนหนังสือด้วยภาษาอังกฤษจะดีกว่าการเรียนหนังสือด้วยภาษาแม่ เหมือนเราเห็นคนที่ลดน้ำหนักด้วยการอดอาหาร แปลว่า การอดอาหาร ดีกว่าการออกกำลังกายในการลดน้ำหนักหรือเปล่า? เปล่า เพราะว่าที่เขาทำนั้น เขาไม่ได้ลองเปรียบเทียบระหว่างอดอาหารกับออกกำลังกายนี่ มันแค่แสดงให้เห็นว่า ก็มีคนที่ลดน้ำหนักด้วยการอดอาหารได้ แต่เราควรจะไปทำตามเขาหรือเปล่านั้น

เรียนสองภาษาดีจริงหรือเปล่า – ตัวอย่างจากฮ่องกงและมาเลเซีย

By |2014-09-18T16:10:09+07:00September 18th, 2014|Categories: Food for Thoughts, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , , , |

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเห็นว่าบ้านเรามีโปรแกรมเรียนสองภาษาเยอะมาก ถ้าเรายังไม่คิดถึงเรื่องประสิทธิภาพของโปรแกรมสองภาษา การที่บ้านเรามีโปรแกรมสองภาษามากขึ้นเยอะ มันแสดงให้เห็นถึงความเชื่อหลายๆอย่างที่บ้านเรามีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ อันที่เห็นได้ชัดเลยก็คือความเชื่อที่ว่า “จะเรียนภาษาให้เก่งได้ ต้องใช้ภาษานั้นเป็นสื่อในการเรียนการสอน” เราลองมาคิดดูกันซิว่า ความเชื่ออันเนี่ยมันเป็นจริงแค่ไหน? ก่อนอื่น เรามาคุยกันให้เข้าใจตรงกันก่อนว่า การใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอนคืออะไร Using English as a medium of instruction (การใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอน) หมายถึงว่า ใช้ภาษาอังกฤษในการสอนเนื้อหาวิชาอื่นๆ เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เป็นต้น คิดกันง่ายๆนะคะว่า เราเองเคยรู้จักคนที่ไม่ได้เรียนหนังสือโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอน แต่เก่งภาษาอังกฤษน่ะ มีไหม? ครูม่อนคนนึงเนี่ยแหละค่ะ ที่เรียนโรงเรียนไทยธรรมดาๆแต่ก็สามารถฝึกภาษาอังกฤษจนเก่งได้ และครูม่อนก็รู้ว่าตัวเองไม่ใช่เก่งพิเศษกว่าคนอื่นตรงไหน มีคนอีกเยอะแยะที่เก่งภาษาอังกฤษได้โดยไม่ได้เรียนหนังสือโดยเรียนแบบใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อในการเรียนการสอน หลายๆคนอาจจะบอกว่า “ก็จริงนะ ที่ไม่ต้องเรียนหนังสือเป็นภาษาอังกฤษก็เก่งภาษาอังกฤษได้ แต่ถ้าได้เรียนหนังสือเป็นภาษาอังกฤษ มันก็น่าจะทำให้เรียนภาษาอังกฤษได้ง่ายขึ้นนะ” อ่ะ อันนี้ก็คงจะไม่เถียงค่ะ ภาษาเนี่ย ใช้เวลาเยอะ ก็น่าจะเก่งเยอะ เป็นธรรมดาใช่ไหมคะ? อันนี้เป็นcommon senseที่ใครๆก็รู้กัน แต่ถามว่าเก่งขึ้นเนี่ย เก่งขึ้นแค่ไหน? เก่งขึ้นกว่าไม่ได้เรียนหนังสือเป็นภาษาอังกฤษอาจจะใช่ คือ ถ้านักเรียนคนนี้ทำทุกอย่างเหมือนเดิมตลอดการเรียน แล้วเรียนด้วยภาษาอังกฤษแทนภาษาไทย ภาษาอังกฤษก็น่าจะดีกว่านักเรียนคนนี้เรียนหนังสือด้วยภาษาไทย ก็น่าจะใช่นะคะ

February 2012

วิจารณ์ข้อสอบ o-net 2555

By |2012-02-24T22:20:45+07:00February 24th, 2012|Categories: Food for Thoughts, เทคนิคการเรียน|Tags: , |

ช่วงนี้ข้อสอบโอเน็ตติดข่าวเยอะมาก ครูม่อนดูแล้วก็รู้สึกสงสารน้องๆที่ต้องสอบจริงๆค่ะ เพราะว่าหลายๆข้อกำกวม และบางข้อก็ไม่รู้ว่าจะถามไปทำไหม (ใช้แยกคนเก่งกับไม่เก่งได้ไหม แยกคนขยันกับขี้เกียจได้หรือเปล่า เนื่องจากตอนนี้ยังไม่มีข้อสอบโอเน็ตออกมาให้ดูอย่างเป็นทางการ ครูม่อนก็จะขอนำสิ่งที่เป็นข้อสอบในข่าวมาวิเคราะห์แล้วกันนะคะ      ข้อนี้ทาง สทศ ได้ออกมาชี้แจงว่า “อย่างไรก็ตาม ข้อสอบ O-NET ที่นักเรียนไปโพสต์ไว้ที่เว็บไซต์ มีเนื้อหาไม่ถูกต้องสมบูรณ์ทั้งหมด เพราะอย่างโจทย์ข้างต้นจริงๆ แล้ว ถามว่า ในค่านิยมที่ดีจะปฏิบัติตนอย่างไรหากเกิดอารมณ์ทางเพศ ซึ่งก็อยู่ในหลักสูตรวิชาสุขศึกษา ในสาระที่ 2 เรื่องชีวิตและครอบครัว ในมาตรฐานเรื่องค่านิยมที่ดีเรื่องเพศ และเข้าใจธรรมชาติของการเกิดอารมณ์ทางเพศ โดยใจความเนื้อหาได้เขียนวิธีแก้ผู้ที่เกิดอารมณ์ดังกล่าว ให้แสดงการปลดปล่อยอารมณ์ด้วยการออกกำลังกายและเล่นกีฬา  ฉะนั้นคำตอบที่ถูกจะเป็นข้อ ก.ชวนเพื่อนไปเตะบอล ซึ่งเป็นการให้เด็กได้คิดวิเคราะห์ แทนการท่องจำตรงตามวัตถุประสงค์การออกข้อสอบของ สทศ.” สิ่งที่ สทศ ได้ออกมาชี้แจงก็ถือว่ามีเหตุผลดีค่ะ และเป็นสิ่งที่ครูม่อนพบเจอตอนที่ตัวเองเป็นนักเรียน แล้วก็รู้สึกว่าเป็นปปกติของข้อสอบวิชาสุขศึกษาบ้านเรา แต่พอได้มาเจอข้อสอบของประเทศอื่นๆ หรือแบบอืนๆ ทำให้เห็นว่าข้อสอบแบบนี้เป็นปัญหาอยู่ไม่น้อย จริงอยู่ที่เราพยายามออกข้อสอบให้เน้นการวิเคราะห์ แทนการท่องจำ แต่ถามจริงๆเถอะนะคะ ถ้าให้เด็กคิดตอบโดยใช้ความรู้ที่มีอยู่รวมกับการคิดวิเคราะห์ มันไม่แน่ว่าเด็กจะตอบได้เสมอไป เอาล่ะลองคิดดู ความรู้ที่เราน่าจะมีก็คือ เวลาที่มีอารมณ์ทางเพศ ก็ควรหาวิธีเบี่ยงเบนความสนใจของตัวเองจากเรื่องเพศไปเป็นเรื่องอื่น จริงอยู่ว่าดูๆเหมือนว่าข้อก ไก่ที่ว่าไปเตะบอลจะถูก

จะซิ่วหรือไม่ซิ่วดี?

By |2012-02-15T12:27:12+07:00February 15th, 2012|Categories: บทเรียนชีวิตจากฮาร์วาร์ด, ฟังเสียงหัวใจ เลือกอะไรที่ใช่เรา|Tags: , , , , , , , , , , |

ถ้าใครจะซิ่วหรือจะเปลี่ยนสาขาการเรียน เรามักจะคิดกันไม่ตกว่าจะซิ่วดีไม่ดี เราจะตัดสินใจอย่างไรดี ครูม่อนมีหลักการที่ได้จากประสบการณ์ส่วนตัวมาบอกค่ะ ครูม่อนลาออกจากหมอแล้วไปเรียนต่อศึกษาศาสตร์ จากประสบการณ์แล้วต้องถามตัวเองค่ะว่าเป็นคนแบบไหน เป็นประเภท high achiever คือมีความทะเยอทะยานสูง ทำอะไรต้องทำให้เลิศ หรือว่าเป็นคนแบบสบายๆ ชอบทำอะไรที่สบายๆที่ตัวเองชอบๆ แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นเลิศก็ได้ ถ้าเป็นอย่างแรก (ซึ่งตัวเราเองเป็น-ซึ่งในบางเวลาก็ไม่ใช่ลักษณะที่ดีเท่าไหร่) การเรียนสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ จะทำให้ไปเรียนต่อลำบาก เพราะมหาวิทยาลัยดังๆ เช่น ฮาร์วาร์ด เขาไม่ได้ดูเกรดอย่างเดียว แต่ดูว่าเราได้ที่เท่าไหร่ของคณะ ถึงแม้จะเรียนคณะที่ไม่ได้ดังหรือเด่นมากนัก แต่ถ้าเราเป็นที่หนึ่ง เขาก็จะพิจารณาเราค่ะ แม้แต่เพื่อนเราที่จบหมอแล้วไปเรียนต่อต่างประเทศ เขาก็ดูว่าจบเป็นที่เท่าไหร่ของคณะ ถ้าไม่ใช่ระดับท็อปของชั้นก็ค่อนข้างลำบากค่ะ ต้องได้คะแนนสูงมากๆ หรือมีประสบการณ์อย่างอื่น แต่ถ้าเราคิดว่าเราไม่ได้ต้องการเป็นเลิศ หรือพยายามอะไรมากนัก แค่อยากใช้ชีวิตอย่างมีความสุข การเรียนอะไรที่หางานง่ายหน่อยก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีค่ะ ถ้าคิดว่าไม่ทรมานเกินไป คิดว่าเรียนได้ การเรียนกฏหมายก็ค่อนข้างเป็นอะไรที่ดี แม้ว่าจะไปทำานอย่างอื่นก็ถือเป็นพื้นฐานที่ดี อย่างตอนที่เราไปเรียนศึกษาศาสตร์ที่ฮาร์วาร์ด ก็เป็นเรื่องดีมากๆที่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ก่อน เพราะทำให้เราแตกต่างจากคนอื่น แล้วสามารถมองอะไรได้จากมุมใหม่ๆ ก็ลองคิดดูนะคะว่าตัวเราเป็นแบบไหน แล้วทำแบบไหนเราจะมีความสุขมากกว่าค่ะ ------------------------- อยากอ่านบทความแนวไหนในเวปครูม่อนดอทคอม? ครูม่อนสังเกตเห็นว่าในบล็อคมีคนอ่านเรื่องการเรียนภาษาอังกฤษเยอะมาก ครูม่อนก็อยากเขียนให้อ่านกันอีก แต่ไม่่แน่ใจว่า ผู้อ่านอยากอ่านแนวไหนกันแน่ อยากได้เป็นวิธีการเรียน หรืออยากได้เป็นเนื้อหาเป็นตอนๆไป หรือว่าอยากได้การเตรียมตัวสอบต่างๆ ใครมีข้อเสนอแนะอะไรก็คอมเมนต์ได้เลยนะคะ

เหตุผล 7 ข้อว่าทำไมครูชอบสั่งงานกลุ่ม

By |2012-02-09T15:01:47+07:00February 9th, 2012|Categories: Food for Thoughts|Tags: , , , , |

งานกลุ่มอีกแล้วเหรอ? ทำไมครูต้องสั่งงานกลุ่มอีกแล้ว ขี้เกียจทำแทนเจ้าคนที่อู้ ขี้เกียจนัดนอกเวลาเรียน แต่ว่าคุณครูเขามีเหตุผลดีๆที่จะสั่งงานกลุ่มให้นักเรียนทำกันนะคะ 1. นักเรียนได้”สร้าง”ความรู้เอง หมายถึงว่า มีคำถามให้ช่วยกันคิดช่วยกันทำ แล้วนักเรียนก็ได้เรียนรู้จากการสร้างความรู้เอง ไม่ใช่จากที่ครูป้อนให้ 2. ได้ทำความรู้ในหัวให้แม่นยิ่งขึ้น ส่วนมากเวลาเราเรียนเรื่องใหม่ๆ ความรู้ที่ได้จะกระจัดกระจาย ยังไม่เป็นระเบียบนัก การได้ถาม ตอบ สนทนา กับเพื่อนๆ จะทำให้เราได้จัดระเบียบความรู้ให้แม่น เพราะว่าเราต้องพูดให้คนอื่นฟัง หรือตีความสิ่งที่คนอื่นพูดได้ 3. เพิ่มเวลาในการเรียนรู้ ถ้าเป็นงานที่ต้องไปทำนอกเวลาเรียน ก็จะเข้าแบบนี้เลย คือ เรียนไม่ทัน เลยให้ทำงานนอกเวลาเรียน จะได้เพิ่มชั่วโมงการเรียนไปในตัว 4. แก้ง่วง ทำให้วิชาเรียนน่าสนใจขึ้น 5. ฝึกทักษะการเข้าสังคม และทักษะการสื่อสาร เพราะต้องทำงานกับคนอื่น และต้องอธิบายให้คนอื่นฟังด้วย 6. จริงๆ อยากให้นักเรียนไปอ่านเพิ่ม แต่ถ้าสั่งยังงั้นคงไม่มีใครอ่าน เลยให้ทำเป็นงานกลุ่มแล้วpresent นักเรียนจะได้ไปอ่านมา (อย่างน้อยก็คนที่ทำงานล่ะ) 7. เพราะครูต้องหาผลงานส่ง (ในฐานะที่เป็นครูมาก่อน เห็นมาเยอะคะว่าต้องมีผลงานส่งปลายปี ตอนแรกเราก็สอนเอาแต่เน้นให้นักเรียนเข้าใจ เลยไม่มีอะไรสวยๆไปส่งเจ้านาย ถ้าให้นักเรียนเขียนบทความ ทำแบบฝึกหัด มันไม่มีผลงาน

January 2012

พูดไทยคำอังกฤษคำ เป็นการทำลายภาษาไทยจริงหรือ

By |2012-01-05T03:59:46+07:00January 5th, 2012|Categories: Food for Thoughts|Tags: , , , |

ในใจก็รักภาษาไทยนะค่ะ แต่นับวันๆจะพูดไทยคำอังกฤษคำมากขึ้นทุกๆวัน ทั้งๆที่เมื่อก่อนตัวเองเป็นคนเกลียดการพูดไทยคำอังกฤษคำที่สุด ตอนปัจฉิมนิเทศเวลากลับจากAFS จำได้แม่นเลยว่า พี่ๆย้ำให้พูดภาษาไทย อย่าพูดไทยคำอังกฤษคำ ซึ่งเราก็เห็นด้วยเป็นที่สุด เพราะตอนเรียนหนังสือก็ชอบเรียนภาษาไทยกับเขาเหมือนกัน แต่ยิ่งใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเวลาที่มาเรียนต่อ แล้วเราแทบไม่ได้ใช้ภาษาไทยเลย เวลาที่พูดบางทีมันก็หลุดภาษาอังกฤษออกมาโดยไม่รู้ตัว ถึงบางทีรู้ตัวก็รู้สึกว่าถ้าแปลแล้วจะฟังไม่เข้าใจ เพราะภาษาอังกฤษแต่ละคำ โดยเฉพาะคำที่เป็นนามธรรม อย่าหาว่ากระแดะเลยนะค่ะ ครูม่อนเชื่อว่าหลายๆคนก็รู้สึกอย่างนี้เหมือนกัน เช่น คำว่า comfort zone จะให้แปลว่ายังไงล่ะ พอแปลได้ว่าโซนสุขสบาย คำว่าโซนก็ทับศัพท์อีกล่ะ ถ้าบอกว่าพื้นที่สบาย แล้วคนอ่านเข้าใจไหมว่ามันหมายความว่าอะไร จริงๆแล้วคือพื้นที่ที่เราทำอะไรจนชินแล้ว ไม่ต้องกลัวแล้ว คือเป็นอะไรที่เรากล้าทำ ตรงข้ามกับพื้นที่นอกcomfort zoneที่หมายถึงอะไรที่เรายังไม่เคยทำ หรือไม่กล้าทำ ถ้าแปลแล้วมันก็แปลกๆ ถ้าไม่แปล บางคนก็เข้าใจ บางคนก็ไม่เข้าใจ จะให้ทำยังไงดี แล้วการพูดไทยคำอังกฤษคำเนี่ยเป็นการทำลายภาษาไทยหรือเปล่า ถ้าหากว่าคำที่ไม่จำเป็นก็พูด เช่น I กำลังจะนั่ง bus ไป meeting กับ teacher แบบนี้ก็สมควรโดนว่าล่ะจริงไหมคะ เพราะธรรมชาติของคนเราไม่ได้พูดออกมาแบบนี้ อย่างนี้ต้องตั้งใจพูดไทยคำอังกฤษคำมันถึงจะออกมาอย่างนี้ได้ และครูม่อนก็เห็นด้วยว่าแบบนี้เป็นการทำลายภาษาไทยด้วย แต่ถ้าเกิดเราพูดว่า ตอนบ่ายต้องไปประชุมที่ conference

August 2011

ต้องไปเรียนเมืองนอก ถึงจะเก่งภาษาอังกฤษได้ จริงหรือ?

By |2012-01-11T10:19:42+07:00August 7th, 2011|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , , , |

เมืองนอกในที่นี้ แน่นอนว่าต้องหมายถึงประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก (ไปเรียนที่จีนก็คงไม่ได้ภาษาอังกฤษหรอกใช่ไหมคะ) อันนี้ครูม่อนเอาประสบการณ์ตัวเองยืนยันได้ว่าไม่จริงค่ะ กลับกันว่า เก่งภาษาอังกฤษทำให้ได้ไปเมืองนอกซะมากกว่า  ตั้งแต่เด็กจนถึงมัธยม ครูม่อนเรียนโรงเรียนไทยตลอด เรียนภาษาอังกฤษก็เรียนกับครูไทย ไม่เคยเจอครูฝรั่งเลย แต่พอภาษาค่อนข้างดี เลยสอบติดได้ไป AFS ซึ่งก็ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษอีก  ตอนเรียนปริญญาตรีก็เรียนที่จุฬา กว่าจะได้ไปเรียนประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษก็ตอนเรียนปริญญาโทที่ฮาร์วาร์ดนู่นน่ะ ซึ่งถ้าครูม่อนภาษาอังกฤษไม่ดีก็คงจะไม่ได้ไปเรียน ครูม่อนเลยเชื่อมั่นค่ะว่า ไม่จำเป็นต้องไปเรียนเมืองนอกก็เก่งภาษาอังกฤษได้ แต่ก็ต้องยอมรับนะคะว่าถ้ามีโอกาสได้ไปเรียนเมืองนอก จะทำให้ภาษาอังกฤษพัฒนาได้เร็ว  ถ้ามีโอกาสไปก็ย่อมดี แต่ถ้าไม่มี ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรค่ะ