TOEFL

April 2019

ภาษาวิชาการ Academic Writing: Formal VS Informal

By |2019-04-23T03:24:27+07:00April 23rd, 2019|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , , , |

อาทิตย์นี้ครูม่อนจะคุยเรื่อง academic writing style (เขียนเชิงวิชาการ) นะคะ ซึ่งอันนี้มันใช้ในการสอบต่างๆเช่น โทเฟล (TOEF) หรือ GRE ด้วย คือ ในการสอบวัดระดับภาษาสำหรับการเรียนต่อต่างๆ เรื่องหนึ่งก็คือ formal language คือ academic writing จะเป็นทางการกว่าภาษาพูด ซึ่งหลักการนี้ก็น่าจะรู้ๆกันอยู่แล้ว แต่อุปสรรคคือบางทีเราไม่รู้ว่าภาษาที่เราใช้อันไหนมันไม่เป็นทางการ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกตินะคะ เพราะว่าเราไม่ได้ใช้ภาษาวิชาการทุกวัน เราเรียนภาษาอังกฤษจากหนัง ทีวี เพลง หรือบทความทางอินเตอร์เนท มันก็ไม่แปลกที่เราจะไม่รู้ว่าแบบไหนที่ไม่เป็นทางการพอสำหรับacademic writing ลองดูตัวอย่างง่ายๆ Gonna -->  going to Kind of, sort of -->  rather, to some extent Really —> extremely, immensely, tremendously อันนี้ต้องแล้วแต่ความหมายที่เราตั้งใจจะใช้ตอนแรกด้วยเพราะว่า really  ใช้ได้หลายกรณี Get (something

September 2014

เรียนเตรียมสอบโทเฟล(TOEFL)กับครูม่อน

By |2014-09-25T21:17:41+07:00September 25th, 2014|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , |

ตอนนี้ครูม่อนกลับมาอยู่เมืองไทยแล้ว ต้องมาอยู่สักพักหนึ่งเพื่อเก็บข้อมูลทำวิทยานิพนธ์ พอกลับมาแล้วก็รู้สึกอยากสอนหนังสือมากเลยค่ะ คิดถึงการสอน ถ้าใครสนใจเรียนTOEFL ติดต่อครูม่อนได้เลยนะคะ รับรองจะติวให้ได้คะแนนเกิน100เลยทีเดียว เรียนกับครูม่อน เราตั้งเป้าหมายสูงค่ะ ได้คะแนนไม่เกิน100เราไม่ยอม เรียนตัวต่อตัวและกลุ่มย่อยค่ะ ครูม่อนจะไม่ให้นักเรียนต้องมาเสียเวลามาก เราจะวิเคราะห์ก่อนเลยว่านักเรียนต้องเน้นด้านไหนเป็นพิเศษ ด้านไหนเก่งแล้วแต่ยังไม่ได้เต็ม เราก็มาอุดช่องโหว่ เอาให้ได้เต็มในด้านนั้นไปเลยค่ะ นอกจากสอนภาษาอังกฤษแล้วยังสอนเทคนิคการสอบโทเฟลด้วยนะคะ การสอบโทเฟลก็เหมือนกับการสอบอื่นๆแหละค่ะ ถ้าเราเตรียมตัวดี ถึงแม้ว่าภาษาอังกฤษเราจะไม่ได้perfectแต่เราก็ได้คะแนนสูงได้ค่ะ สอนในหมู่บ้านเมืองเอก รังสิต และละแวกใกล้เคียงค่ะ ประวัติย่อ ณัฏฐ์ภัทร์ ชาญเชาวน์กุล (ครูม่อน) กำลังศึกษาปริญญาเอกด้านการศึกษา เฉพาะทางด้านการเรียนภาษาอังกฤษสำหรับคนที่ไม่ใช่เจ้าของภาษา ที่ UCLA จบปริญญาโทด้านการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐอเมริกา Master of Education (Mind, Brain & Education), Harvard University Master of Arts (Education), University of California, Los Angeles (UCLA) คะแนนTOEFL iBT 117 ผู้เขียนหนังสือ

July 2013

เลือกหนังสือเตรียมสอบ TOEFL, GRE, GMAT

By |2013-07-28T08:33:42+07:00July 28th, 2013|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , |

ครูแนะนำหนังสือเตรียมสอบTOEFLไปบ้างในหนังสือ "เปลี่ยนตัวเองให้เก่งอังกฤษไม่ยาก" นะคะ แต่ ถ้าจะให้เป็นหนังสือที่เหมาะกับเราจริงๆ มันจะแล้วแต่พื้นฐานของตัวเองค่ะ ครูแนะว่าให้ลองไปร้านหนังสือภาษาอังกฤษ เช่น Kinokuniya แล้วลองbrowseดูค่ะ ว่าเล่มไหนเหมาะกับเราที่สุด อีกวิธีนึงที่ดีคือ ซื้อหนังสือแบบ comprehensiveที่มีข้อสอบdiagnosticให้ลองทำ เช่นพวก Princeton's review หรือ Kaplan แล้วจะทำให้เราพอรู้คร่าวๆค่ะว่าเราอ่อนเรื่องไหน ต้องเพิ่มเรื่องไหน แล้วค่อยไปหาหนังสือเฉพาะเรื่องนั้นมาอ่านอีกทีค่ะ ครูไม่ค่อยแนะนำให้อ่านหนังสือพวกcomprehensive แบบทั้งเล่มนะคะ เพราะว่าค่อนข้างเสียเวลา แล้วก็บางอย่างเราก็ไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวแล้ว แต่ในขณะที่บางหัวข้อเราต้องเตรียมตัวมากกว่าที่หนังสือพวกนี้เขียนแนะนำไว้ อย่างตอนครูม่อนเตรียมสอบGRE ก็จำได้ว่าครูใช้หนังสือเฉพาะเกี่ยวกับการเตรียมตัวwriting และก็คำศัพท์สำหรับverbal partค่ะ ส่วน quantitative partแค่อ่านreviewที่ETS (บริษัทที่จัดสอบGRE) มีไว้ให้ในเวปไซด์ก็พอแล้ว เพราะว่าquantitative partค่อนข้างง่ายถ้าเป็นเด็กแผนวิทย์คณิตนะคะ แต่เพื่อนของครูม่อนที่ไม่ได้เรียนวิทย์คณิต เขาก็ต้องอ่านเรื่องนี้มากหน่อย แต่เขาก็ไม่ต้องเตรียมเรื่องvocabเยอะเหมือนครูม่อนค่ะ การสอบอะไรก็ตามเป็นความรับผิดชอบของเรา ไม่มีใครรู้จักตัวเราดีเท่าตัวเราเอง เลือกสิ่งที่จะช่วยเราได้มากที่สุดค่ะ

February 2013

เทคนิคการเตรียมสอบreadingของโทเฟล (TOEFL)

By |2019-04-16T11:18:42+07:00February 5th, 2013|Categories: Featured, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , |

โดยส่วนตัวแล้วคิดว่า readingเป็นส่วนที่เราควบคุมได้มากที่สุดนะคะ เพราะว่าเราควบคุมเวลาตัวเอง แล้วเราก็แค่อ่านให้เข้าใจแล้วเลือกตอบ ไม่ต้องคิดเองว่าจะพูดหรือเขียนยังไง  แต่ว่าโทเฟล เขามักจะมีวิธีที่ทำให้เรารู้สึกว่ามันยาก โดยการเอาคำยากๆมาใช้เยอะๆ ทำให้เราอ่านไม่รู้เรื่อง ยิ่งถ้าได้บทความที่อยู่นอกวงการตัวเองยิ่งไปกันใหญ่ อย่างถ้าครูม่อนได้เรื่องพวกประวัติศาสตร์อเมริกา ไม่ก็ศิลปะเนี่ยจะงงไปเลย แต่ถ้าเป็นชีววิทยาหรือเรื่องการแพทย์เนี่ย มันจะพอเดาๆได้เลยด้วยซ้ำ ครูม่อนคิดว่า เรื่องการอ่านต้องฝึกอ่านเยอะๆค่ะ ถ้าเรามีเวลาก็อ่านนิยาย อ่านหนังสือพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ แต่ถ้ามันต้องสอบแล้ว ไม่มีเวลาแล้ว ก็เอาข้อสอบแนวโทเฟลมาลองอ่านดูเยอะๆค่ะ ของโทเฟลเวลาฝึกเราต้องจับเวลาด้วย คือดูว่า เราอ่านเร็วแล้วรู้เรื่องไหม  ถ้าคำแนะนำเฉพาะก็น่าจะอย่างนี้ค่ะ 1. อ่านให้ได้ใจความสำคัญ ย่อหน้าที่ควรให้เวลาในการอ่านนานหน่อยคือ อันแรกกับอันสุดท้าย ส่วนย่อหน้าอื่นก็ให้เน้นอ่านประโยคแรก ไม่ก็ประโยคสุดท้ายของย่อหน้านั้น แต่ถ้าอันไหนไม่เข้าใจก็ข้ามไปค่ะ อย่าไปเสียเวลา 2. พออ่านจบแล้ว อย่าเพิ่งดูคำถาม  ให้ถามตัวเองก่อนว่า นี่มันเกี่ยวกับเรื่องอะไรกันแน่ ใคร ทำอะไร ที่ไหน เพราะอะไร อย่างไร คนเขียนมุ่งหวังอะไร    เราจะได้พอรู้คร่าวๆว่าตัวเองเข้าใจหรือเปล่า ถ้าถามตัวเองแล้ว ยังมึนไม่รู้เรื่องเลย ก็ควรจะย้อนกลับไปอ่านย่อหน้าแรกหรือย่อหน้าสุดท้ายที่เป็นใจความสำคัญดูอีกทีค่ะ 3. เวลาอ่านคำถามแล้ว อย่าเพิ่งดูchoiceนะคะ ให้เราคิดก่อนว่าเราจะตอบว่าอะไร แล้วค่อยไปดูchoice เพราะโดยปกติแล้วchoiceมันชอบหลอกค่ะ

October 2012

อยากเรียนต่อเมืองนอก เริ่มด้วยการเตรียมสอบ(ดีไหม?)-ตอนที่ 2

By |2012-10-04T14:04:19+07:00October 4th, 2012|Categories: ศึกษาต่อต่างประเทศ|Tags: , , , , |

TOEFL แค่บอกอะไรบางอย่าง ปกติพวกเราจะเตรียมสอบTOEFLกันเป็นหลักอยู่แล้ว เพราะเป็นด่านสำคัญที่เราจะต้องผ่านไปให้ได้ แต่ต้องอย่าลืมนะคะว่า คะแนนTOEFLแค่เป็นตัวบอกว่า เราน่าจะสามารถเรียนด้วยภาษาอังกฤษได้ แต่ไม่ได้บอกว่าเราดีกว่าคนที่เป็นเจ้าของภาษาตรงไหน  คือถ้าเป็นเจ้าของภาษา เขาจะไม่ต้องสอบTOEFL ฉะนั้น อย่าคิดว่า การที่ได้คะแนนTOEFLเยอะจะทำให้เราได้เปรียบกว่าเจ้าของภาษา  มันแค่ทำให้เราได้เปรียบกว่านักเรียนต่างชาติด้วยกันเท่านั้น ฉะนั้นเราต้องมีจุดอื่นที่พอมหาวิทยาลัยเอาเราไปเปรียบเทียบกับเจ้าของภาษาแล้ว เรามีดีหรือมีสิ่งที่แตกต่างกว่าเขา ตอนครูม่อนสมัครเรียนฮาร์วาร์ด จำได้ว่าปกติแล้วคะแนนTOEFL iBT เต็ม 120 ต้องได้อย่างน้อย 100กว่าๆ ถ้าจะให้ชัวร์ก็ต้อง110 ขึ้นไป ตอนนั้นจำไม่ได้ว่าอ่านจากไหนนะ อาจจะเป็นinformation sessionของมหาวิทยาลัย หรือ forum ของนักเรียนต่างชาติก็ไม่รู้  พอรู้ยังงั้นนี่ก็เครียดอยู่เหมือนกัน ถึงแม้ว่าครูม่อนจะค่อนข้างมั่นใจในภาษาตัวเองอยู่พอสมควร แต่ก็ไม่ได้มั่นใจขนาดที่ว่าจะไม่ทำผิดบ้างอ่ะนะ โดยเฉพาะในการสอบที่มีเวลาจำกัด เรามัักจะลนอ่ะ ก็กลัวจะทำได้ไม่ถึง  แต่การที่รู้คะแนนที่เราต้องทำได้ล่วงหน้า เลยทำให้ครูม่อนมีแรงฮึดในการเตรียมตัวมากขึ้น อย่างน้อยก็ลองทำข้อสอบ อ่านformatของการสอบ เพื่อให้รู้ว่าเราต้องเจออะไรบ้าง สอบreadingก่อน หรือ writing ก่อน อะไรแบบเนี่ย เพราะพอรู้ว่าต้องเจออะไรบ้างแล้วเนี่ย มันทำให้เราจิตใจสงบขึ้นเยอะเหมือนกัน

September 2012

อยากเรียนต่อเมืองนอก เริ่มด้วยการเตรียมสอบ(ดีไหม?)- ตอนที่ 1

By |2012-09-30T23:08:29+07:00September 30th, 2012|Categories: บทเรียนชีวิตจากฮาร์วาร์ด, ศึกษาต่อต่างประเทศ|Tags: , , , , |

พอเริ่มรู้ตัวว่าต้องสมัครเรียนต่อเมืองนอก ก็รู้สึกกังวลไปหมด ทำอะไรไม่ถูก ใครที่คิดว่าตัวเองไม่พร้อม ไม่ต้องแปลกใจไปหรอกค่ะ แทบจะทุกคนจะรู้สึกแบบนี้ทั้งนั้น เพราะสิ่งที่ต้องทำมันมีเยอะมากๆ จนบางทีเราคิดไม่ออกเลยว่าเราจะทำทุกอย่างให้เสร็จได้ยังไง เท่าที่เคยเจอ ส่วนมากเวลาที่ใครคิดว่าอาจจะไปเรียนต่อเมืองนอก ก็มักจะเริ่มด้วยการไปเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม เรียนเตรียมสอบต่างๆ แล้วแต่ว่าจะไปเรียนสาขาอะไร ซึ่งก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ควรจะทำในเวลาที่เรายังมีเวลาเผื่ออีกปีสองปีก่อนจะสมัครจริงๆ เพราะว่าตอนใกล้ๆแล้วค่อยมาเตรียมสอบเนี่ย มันตื่นเต้นและน่ากลัวมากๆเลย คือถ้าใครรู้ตัวล่วงหน้าแล้ว จะใช้เวลาสักปีสองปีในการฟิตภาษาอังกฤษเผื่อไว้ก็ดีนะคะ ถึงแม้ว่าสุดท้ายจะไม่ไปเรียน แต่ยังไงก็ได้ภาษาอังกฤษมา ไม่มีอะไรเสียหายอยู่แล้ว แต่พูดกันตรงๆนะคะ คือว่า เวลาที่เราเรียนภาษาหรือเรียนเตรียมสอบ แบบเผื่อๆไว้เนี่ย มันจะไม่ค่อยมีแรงฮึดเท่าไหร่นะ ก็เรียนแบบสบายๆ ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ถ้าใครอยากเพิ่มแรงฮึดในการเตรียมสอบของตัวเองนะคะ ควรจะลองเล็งๆไว้ว่าจะสมัครที่ไหนบ้าง หาลำดับหนึ่งที่เราอยากเรียนมากๆ แต่ไม่แน่ใจหรอกว่าจะได้ไหม แต่ถ้าได้ก็คือว่าความพยายามประสบความสำเร็จ ลำดับแรกเอาแบบว่าหวังสูงไว้เลย ถามตัวเองว่า “ถ้าเราเรียนที่ไหนก็ได้ เราจะเลือกเรียนที่ไหน?” เมื่อหาได้แล้ว ก็เข้าไปดูในเวปไซต์ของโปรแกรมนั้นๆเลยค่ะว่า ปกติแล้วคนที่สมัครเข้าเรียนได้ จะมีคะแนนสอบประมาณเท่าไหร่ ส่วนมากแต่ละโปรแกรมจะมีบอกว่า โดยเฉลี่ย นักเรียนที่ได้เข้ามาในโปรแกรมนี้ มีคะแนนสอบเท่าไหร่ หรือบางที่ก็อาจจะบอกเป็น range มาว่าต่ำสุดถึงสูงสุด คือ เท่าไหร่  บางที่ก็จะมีขั้นต่ำที่ต้องได้ ก่อนถึงจะสมัครได้ จริงอยู่ที่ว่าคะแนนไม่ใช่ทุกอย่าง แต่การที่เราเล็งเป้าหมายในอุดมคติไว้

August 2011

จะเก่งอังกฤษ ต้องเพิ่มเวลาที่เราได้เจอกับภาษาอังกฤษให้มากขึ้น

By |2012-01-11T10:22:21+07:00August 19th, 2011|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , |

การจะเรียนภาษาให้เก่งขึ้นอยู่กับว่าเราใช้เวลากับมันมากแค่ไหน เวลาในที่นี้ไม่ได้มีแค่เวลาที่เรียนในห้องเรียน แต่รวมถึงเวลาตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงของเราเลยค่ะ สำหรับคนที่อยากเรียนภาษา ถึงแม้ว่าจะอยู่นอกห้องเรียนแล้ว ก็ยังอ่านหนังสือภาษานั้นเพิ่ม ฟังเพลงดูหนังภาษานั้น คิดเป็นภาษานั้น หรือแม้แต่ฝันเป็นภาษานั้น ถ้าเทียบกับคนที่ใช้เฉพาะเวลาในห้องเรียนexposeกับภาษานั้น ความก้าวหน้าของภาษาก็ต้องต่างกันอย่างไม่ต้องสงสัยเลยค่ะ ฉะนั้นหลักใหญ่ที่เราจะทำให้เก่งภาษาได้ คือเราต้องเพิ่มเวลาที่เราจะเจอจะใช้ภาษานั้นให้มากขึ้น ใช้หัวคิดสร้างสรรค์หาวิธีที่เหมาะกับตัวเอง ทำให้ตัวเองเจอภาษานั้นๆอย่างสนุกสนาน ทำให้สิ่งแวดล้อมรอบๆตัวเป็นภาษาที่เราจะเรียนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วเราจะเก่งภาษานั้นเร็วอย่างที่ตัวเองก็คาดไม่ถึงเลยค่ะ “You learn something every day if you pay attention.” --Ray LeBlond

July 2011

แนะนำiphone app Vocab Ahead GRE/SAT เอาไว้ท่องศัพท์เตรียมสอบGRE/GMAT/TOEFL ค่ะ

By |2011-07-10T19:16:13+07:00July 10th, 2011|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , , , |

ต้องขออภัยด้วยที่หายหน้าหายตาไปนานพอสมควรนะคะ ตอนนี้ใกล้จะกลับเมืองไทยแล้ว คิดแล้วก็ใจหายเหมือนกัน กลัวจะลืมภาษาจีนที่เรียนมา แต่อีกใจหนึ่งก็เริ่มคิดว่าต้องทบทวนภาษาอังกฤษแล้วเพราะจะต้องเริ่มเรียนปริญญาเอกแล้ว อาทิตย์ได้ฤกษ์สอบภาษาจีนเสร็จซะที ว่างๆเลยลองหาอะไรหนุกๆมาทบทวนศัพท์GRE เลยไปเจอappอันนึงเจ๋งมาก คิดว่าต้องมาแนะนำผู้อ่านกันค่ะ วิธีจำศัพท์ให้ดีก็คือ ต้องจำในcontext คือควรจำจากประโยค ให้เข้าใจจากประโยคเลย ไม่ใช่จำแต่คำแปลค่ะ และtrickที่ช่วยยิ่งกว่านั้นก็คือ ถ้าคิดเป็นภาพในใจได้จะยิ่งช่วยทำให้จำได้ดียิ่งขึ้น Appนี้ทำทั้งสองอย่างเลยค่ะ คือมีภาพให้ด้วย แล้วก็ให้ตัวอย่างประโยคด้วย และก็มีฝรั่งอ่านออกเสียงให้เราด้วย ซึ่งดีมากๆเพราะส่วนใหญ่คำGREมันยาก เราจะออกเสียงไม่ค่อยถูก และถ้าใครอยากได้คำแปลภาษาไทยก็สามารถกดให้แปลได้ค่ะ แต่แปลอาจจะผิดบ้าง (คิดว่าใช้google translatorนะ แต่รวมๆแล้วก็ถือว่าดีล่ะค่ะ) แต่ยังไงก็ตามเวลาเราท่องเราก็ไม่ค่อยได้ใช้แปลภาษาไทยอยู่แล้ว(หรือยังไงก็ไม่ควรใช้ค่ะ ฝึกไว้) โปรแกรมก็จะมีให้เลือกQuiz ถ้าตอบถูก คำคำนั้นก็จะเปลี่ยนไปอยู่ในกลุ่มคำที่masteredแล้ว ส่วนคำที่ตอบไม่ถูกก็จะอยู่กลุ่มที่don’t know ครูม่อนคิดว่าตอบถูกแค่ครั้งเดียวไม่น่าจะถือว่าmastered น่าจะมีการให้ตอบซ้ำหลายๆครั้งเป็นspace-repetition แต่ยังไงก็ตามก็ถือว่าappนี้ใช้ได้สมราคาแล้วล่ะค่ะ ถือซะว่าเหมือนซื้อหนังสือเล่มนึง ถ้าคำไหนที่เรียนผ่านไปแล้วเราไม่แน่ใจหรือลืมก็มาซ้ำอีกครั้งหนึ่งได้  คิดว่าเป็นโปรแกรมที่ดีมากๆเพราะทำให้เข้าใจศัพท์ได้เร็วขึ้นมากๆ ดีกว่าท่องโดยไม่มีภาพและมีประโยคน้อยกว่า เสียดายที่ตอนที่ครูม่อนสอบGREตอนนั้นยังไม่มีiphoneเลยยังไม่ได้ใช้โปรแกรมนี้ ส่วนใครที่ไม่ได้สอบGRE แต่สอบTOEFL ก็ใช้อันที่เตรียมสอบSAT ก็ได้เหมือนกันเพราะเป็นศัพท์ที่ออกสอบในโทเฟลพอสมควรค่ะ ว่างๆนั่งทำquizเล่นๆสนุกดีค่ะ ฝึกภาษาจะได้ใช้ศัพท์คล่องๆ