งานวิจัย

January 2012

เป็นอัจฉริยะจากการฝึกทำปริศนาปัญหาเชาวน์ (puzzle)- (2)

By |2012-01-30T12:58:11+07:00January 31st, 2012|Categories: Food for Thoughts, เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , , , , |

ก่อนที่จะเฉลยปัญหาครั้งที่แล้ว ครูม่อนจะขอทวนความจำที่ได้เขียนแนะนำเรื่องผู้เชี่ยวชาญ(expert)และมือใหม่(novice)เอาไว้แล้ว การเรียนนั้นก็คือการเปลี่ยนจากมือใหม่ให้เป็นผู้เชี่ยวชาญ โดยที่ความแตกต่างระหว่างมือใหม่และผู้เชี่ยวชาญนั้น ไม่เพียงแต่ปริมาณความรู้้ในสาขาเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่การจัดระบบข้อมูลในสาขานั้นๆด้วย สิ่งต่อมาที่เราต้องคำนึงถึงก็คือ transfer คือการนำเอาความรู้้ที่มีอยู่ไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ (จะเป็นในสาขาหรือต่างสาขาก็ได้) ถามว่า คนที่เก่งในเรื่องหนึ่ง จะต้องเก่งในอีกเรื่องหนึ่งหรือเปล่า ลองคิดจากคนที่เรารู้จักก็ได้นะ ถ้าคนเก่งเลขจะเก่งภาษาด้วยไหม เซียนชีวะจะเก่งสังคมด้วยหรือเปล่า แค่เราลองคิดดูง่ายๆอย่างนี้ ก็รู้แล้วว่ามันไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างนั้นเลย คนที่เก่งในสาขาหนึ่งก็เพราะเขามีความรู้และประสบการณ์ในสาขานั้นเยอะ แต่ถ้าเขาไม่ได้มีความรู้ในสาขาอื่นอย่างเพียงพอเขาก็ไม่ถือเป็นผู้เชี่ยวชาญในอีกสาขาหรอกคะ แต่เราต้องยกเว้นกรณีที่เป็นต่างสาขาก็จริง แต่มีหลายอย่างที่ใช้ความรู้และระบบความคิดร่วมกัน เช่น คนเก่งฟิสิกส์ ก็มักจะเก่งเลขด้วย เพราะมีส่วนที่นำมาใช้ด้วยกันได้ คนที่เก่งภาษาหนึ่งก็มักจะเรียนภาษาอื่นที่ใกล้เคียงกันได้ไม่ยากเพราะมีคำและหลักภาษาคล้ายๆกัน กลับมาที่ปัญหาของเรากันคะ ถามว่าการวางแผนในหมากรุก กับการวางแผนปัองกันเมืองนั้น มีความรู้ส่วนที่เหมือนกันเยอะหรือเปล่า ถ้าเป็นเมืองเรา เราจะวางใจให้คนที่ไม่มีความรู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เรื่องทหาร เรื่องพลเมือง มาจัดการเมืองหรือเปล่า อันนี้ก็แล้วแต่สติปัญญาของแต่ละคนแล้วนะคะ (แต่จะว่าไปเราก็เห็นอยู่เยอะนะที่เอาคนเก่งด้านนึง ไปบริหารอีกกระทรวงนึง ไม่รู้ว่าเอาเหตุผลอะไรมาอ้างเนอะ)  

เป็นอัจฉริยะจากการฝึกทำปริศนาปัญหาเชาวน์ (puzzle)- (1)

By |2012-01-30T12:47:59+07:00January 30th, 2012|Categories: Food for Thoughts, เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , , , , |

เคยเล่นเกมส์ปัญหาเชาวน์กันไหมคะ? โดยเฉพาะตอนเด็กจะชอบเล่นแก้ปัญหาพวกนี้กัน เห็นเขาว่ากันว่าฝึกสมองดี จะได้ฉลาด ว่าแต่ว่ามันทำให้ฉลาดจริงหรือเปล่านะ? ลองคิดตามนะคะ ถ้าสมมติว่าเมืองเรากำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤติ ขาดผู้นำดีๆ ประชาชนก็ไม่ปรองดองกัน กองกำลังทหารก็ไม่ใหญ่่เท่าเมืองศัตรู ซึ่งในขณะนี้ได้ล้อมเมืองเราไว้หมดเแล้ว ในฐานะที่เราเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาของเจ้าเมือง เราต้องค้นหาคนที่จะมาช่วยวางแผนให้เมืองเรารอดวิกฤตินี้ไปได้ แต่ทว่าโชคยังดี ที่เมืองเรามีแชมป์โลกหมากรุกอยู่ เอ เห็นว่าหมากรุกนี้ต้องใช้ความสามารถในการคิดวางแผนอย่างมาก แผนต้องทั้งซับซ้อนทั้งมีเล่ห์กล อย่างนี้ถ้าเราไปขอให้แชมป์หมากรุกมาช่วยวางแผนแก้ไขปัญหาของเมืองเราก็น่าจะดีนะ เพราะเขาเป็นอัจฉริยะด้านการวางแผนคนหนึ่งของโลก ถึงแม้ว่าจะเป็นในเกมส์หมากรุกก็เถอะ ยังไงก็น่าจะช่วยเมืองเราได้ ในฐานะที่เป็นที่ปรึกษาคนสำคัญของเมืองนี้ เราควรจะเชิญแชมป์โลกคนนี้มาช่วยเราดีไหม?

จำยังไงให้เหมือนผู้เชี่ยวชาญ (2)

By |2012-01-28T13:31:58+07:00January 28th, 2012|Categories: Food for Thoughts, เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , , , , |

อีกตัวอย่างหนึ่งของความจำที่แตกต่างกันของคนเก่งกับคนเพิ่งเริ่ม ก็คือ เซียนหมากรุกคะ  ถ้าถามว่าเซียนต่างกับคนเพิ่งเริ่มเล่นยังไง หลายๆคนก็อาจจะคิดว่า เซียนคงวางแผนไปไกลหลายตา กว่าคนที่เพิ่งเห็นเล่น แต่จริงๆแล้วมีคนศึกษาแล้วพบว่าเซียนก็ไม่ได้วางแผนไปไกลกว่ามือใหม่สักเท่าไหร่ แต่การจัดระบบความรู้ต่างกันคะ สำหรับคนที่เล่นเก่งแล้ว จะสามารถจำแบบ (pattern) ต่างๆของหมากรุกได้ แต่คนที่เพิ่งเริ่มเล็ก ยังมองpatternแบบนั้นไม่ออก เลยต้องมองเป็นตัวๆไป ทำให้การวางแผนไม่ซับซ้อนเท่าเซียนคะ ถ้าครูม่อนอยากเป็นเซียนหมากรุกมั่งคงต้องฝึกกันอีกนานคะ อย่าว่าแต่การจัดระบบความรู้เลย แค่ตัวความรู้เรื่องหมากรุกแทบจะเป็นศูนย์เลยคะ   อ้างอิง Bruer, J. (1993). Schools for thought. (pp. 1-80). Cambridge, MA: MIT Press.

จำยังไงให้เหมือนผู้เชี่ยวชาญ (1)

By |2012-01-26T09:45:06+07:00January 26th, 2012|Categories: Food for Thoughts, เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , , , , , |

ตามหลักของ cognitive science แล้ว การเรียนรู้ก็คือการเปลี่ยนสถานะ จากผู้เริ่มต้น (novice) ให้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ (expert)  อย่างหนึ่งที่ผู้เชี่ยวชาญต่างกับผู้เริ่มต้นก็คือ มีความรู้เยอะกว่า ใช่ไหมคะ แต่มันไม่ใช่แค่นั้น สิ่งที่สำคัญคือ การจัดระบบความรู้ คะ ผู้เชี่ยวชาญจะมีการมองข้อมูลต่างกับผู้เริ่มต้น  คนที่เก่งแล้วจะมีการจัดความรู้เป็นก้อนๆ (chunk) แทนที่จะจำเป็นหน่วยย่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคนที่เพิ่งเรียนภาษาอังกฤษใหม่ แล้วได้ฟังบทความ แล้วต้องจำ ก็จะจำเป็นตัวอักษร หรือไม่ก็จำเป็นคำ ๆ แต่ถ้าเป็นคนที่เก่งแล้วจะสามารถจำเป็นประโยคได้  ดังนั้นเราจะเห็นว่าคนเริ่มเรียนจะต้องสร้างการเชื่อมต่อในสมองมาก เพราะหน่วยที่จำได้เล็ก (เช่น หนึ่งย่อหน้า เแบ่งเป็นห้าสิบคำ ก็ต้องเชื่อมห้าสิบหน่วย) แต่คนที่เก่งแล้วจะไม่ต้องสร้างการเชื่อมต่อในสมองมาก เพราะหนึ่งหน่วยที่ต้องจำ เป็นหน่วยใหญ่ (เช่น หนึ่งย่อหน้า แบ่งเป็นห้าประโยค ก็คือ ห้าหน่วยเชื่อมกัน) สรุปว่าหลักหนึ่งในการจำก็คือ การทำให้หน่วย (chunk)ของเราใหญ่ขึ้น เพื่อทำให้จำนวนการเชื่อมต่อในสมองที่เราต้องสร้าง น้อยลงคะ   อ้างอิง Bruer, J. (1993). Schools for thought.

คนเราเกิดมาฟังออกทุกภาษาอยู่แล้ว

By |2012-01-23T13:36:46+07:00January 23rd, 2012|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , |

ก็คงรู้ๆกันอยู่แล้วเนอะว่าถ้าเรียนภาษาตั้งแต่อายุน้อยๆจะมีสำเนียงดีกว่า พูดชัดกว่า ฟังเข้าใจกว่า เมื่อก่อนครูม่อนคิดว่าเป็นเพราะเด็กๆเรียนง่าย อยู่กับภาษาเรื่อยๆก็ซึมซับไปเรื่อยๆจนความรู้ความสามารถเต็มสมอง แต่จริงๆแล้วงานวิจัยพบว่า ตั้งแต่เกิดมาเลย ทุกคนก็มีความสามารถในการแยกเสียงได้ทุกๆเสียง ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ภาษาที่เคยได้ยินมาเลยก็ตาม แต่ว่าความสามารถนี้จะลดลงไปเรื่อยๆ จนเมื่ออายุประมาณสิบเดือนถึงหนึ่งปีก็จะหายไปเกือบหมด คงเหลือแต่ความสามารถในการแยกเสียงของภาษาที่เป็นสิ่งแวดล้อมของเด็กคนนั้น การทดลองนี้คือให้เด็กอายุต่างๆกันตั้งแต่สองเดือนถึงหนึ่งปี มาลองฟังเสียงที่ไม่ใช่ภาษาของตัวเอง แล้วก็บันทึกว่าเด็กสามารถแยกได้มากน้อยแค่ไหน (ส่วนจะว่าวัดว่าเด็กแยกได้ยังไง ขอไม่อธิบายแล้วกันนะคะ เดี๋ยวจะสับสนกัน ถ้าอยากรู้ไปอ่านบทความต้นฉบับได้คะ) ผลก็อย่างที่ว่าแหละคะ กลายเป็นว่า ไม่ใช่ว่าเด็กเป็นผ้าขาวว่างๆ แล้วเอาภาษาไปเติม แต่เด็กเกิดมาด้วยความสามารถอยู่แล้ว แต่มีการเปลี่ยนแปลงให้เหมาะกับสิ่งแวดล้อม แล้วเราจะกำจัดความสามารถที่เรามีอยู่แต่เกิดไปทำไมกันนะ ? ก็เพราะว่าคนเราเนี่ย วิวัฒนาการมาให้ทำอะไรให้มีประสิทธิภาพที่สุด อะไรที่ไม่จำเป็นก็ทิ้งไปซะ แล้วโฟกัสเฉพาะสิ่งที่จำเป็นจนเก่ง แต่ก็ไม่ต้องท้อใจไปนะคะ ถ้าเราอายุเลยมาแล้ว ก็ยังสามารถเรียนการแยกเสียงของภาษาต่างประเทศได้คะ เพียงแต่ใช้เวลานานกว่าเท่านั้นเอง (จะนานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับความขยันและต้ังใจของแต่ละคนแล้วนะคะ)   อ้างอิง Werker, J. F., & Tees, R. C. (2002). Cross-language speech perception: Evidence for perceptual reorganization during

เงินซื้อความสุขได้ไหม

By |2012-01-13T23:12:07+07:00January 13th, 2012|Categories: Food for Thoughts|Tags: , , , |

ที่คนเราตั้งใจเรียนหนังสือ หางานดีๆทำ นอกจากจะเพื่อที่จะได้ทำสิ่งที่ชอบแล้ว เหตุผลหลักก็คือ หาเงินมาใช้นั่นแหละ เรามักจะคิดกันว่า ถ้าเรามีเงินเยอะๆ ชีวิตก็คงจะดี สบาย มีความสุข แล้วจริงๆแล้วมันเป็นอย่างนั้นหรือเปล่านะ ยังไงๆ เงินก็ถือเป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิต ถ้าเรามีเงินมากพอ ก็สามารถทำให้เรามีอิสระในการเลือกทำสิ่งต่างๆได้ จากงานวิจัยของ Angus Deaton & Daniel Kahneman ซึ่งเป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ พวกเขาพบว่าความสุขในชีวิิตประจำวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น แต่จะมาหยุดที่จุดจุดหนึ่ง คือ รายได้ $75,000ต่อปี คือ ถึงแม้ว่ารายได้จะมากขึ้นไปกว่านี้ ก็ไม่ได้ทำให้ความสุขเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่ เหตุผลก็คือ เมื่อตอนที่รายได้ยังไม่มาก การมีเงินทำให้ชีวิตสบายขึ้น มีอิสระมากขึ้น ถึงได้ทำให้ชีวิตประจำวันมีความสุขขึ้น แต่ถ้ารายได้มากจนถึงจุดหนี่งที่ไม่ค่อยต้องกังวลเรื่องเงินแล้ว ถึงจะมีมากหรือน้อยก็ไม่ค่อยมีผลต่อระดับความสุขนัก ซึ่งจำนวนเงิน $ 75,000ต่อปีนี้ คิดจากรายได้ของคนอเมริกัน ถ้ามาทำวิจัยในบ้านเราก็อาจจะเป็นตัวเงินที่น้อยกว่านี้ เพราะค่าครองชีพในบ้านเราต่ำกว่าคะ ยังมีงานวิจัยพบอีกว่า การซื้อของนั้นไม่ได้ทำให้มีความสุข เท่ากับการที่ใช้เงินซื้อประสบการณ์ เพราะการซื้อของ ไม่ว่าจะเป็นทีวี เครื่องเสียง รถ หรือ iphone ipad ทำให้เรามีความสุขได้เพียงไม่นาน เพราะว่าคนเรามักจะปรับตัวให้ชินได้ง่าย

May 2011

เรียนแบบไหน เรียนเก่ง หรือ เก่งขึ้น?

By |2011-05-23T20:03:21+07:00May 23rd, 2011|Categories: เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , , , |

เคยเขียนไปแล้วในหนังสือ “ฟังเสียงหัวใจ” จากทฤษฏีของCarol Dweckเกี่ยวกับเรื่องmindsetว่า เรามองความฉลาดได้สองแบบ คือ เรามองว่าเป็นสิ่งที่fixed เปลี่ยนแปลงไม่ได้ หรือเป็นสิ่งที่ปรับปรุงแก้ไขได้ ซึ่งจะมีผลต่อการดำเนินชีวิตของเรามาก มันมีผลต่อการเรียนมากด้วยเหมือนกัน ลองเอามาปรับใช้ดูเฉพาะกับการเรียนภาษาซิ เราสามารถตั้งเป้าหมายในการเรียนได้สองแบบ เรียนให้เก่ง หมายถึง ทำคะแนนให้ดี ทำให้ครูชอบ ทำให้เป็นที่หนึ่งของห้อง ตอบคำถามให้ได้ ทำเกรดให้ได้ดีๆ พัฒนาทักษะทางภาษาของตัวเองให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ หมายถึง ไม่ได้สนว่าคะแนนจะดีไม่ดีเท่าไหร่ แต่สำคัญว่าฉันได้เก่งขึ้นหรือเปล่า (รู้นะว่า ถ้าให้ทุกคนเลือกว่าแบบไหนดูดีกว่า ก็คงรู้ว่าจะเลือกแบบไหน แต่ถ้าให้ถามว่าจริงๆตัวเองจะทำแบบไหน ขอให้เลือกตามความแบบจริงนะคะ) มันไม่ได้มีแบบไหนผิดหรือถูกหรอกค่ะ แบบแรกคือ เราเอาperformanceเป็นหลัก เราอยากให้คนอื่นเห็นว่าเราเก่ง เราก็จะพยายามตั้งใจเรียนซึ่งในระยะสั้นอาจจะให้ผลดี แต่ถ้าเจออุปสรรคจะทำให้ท้อแท้ได้ ซึ่งครูม่อนเอ ก็เพิ่งมาคิดย้อนดูว่าตัวเองก็เป็นอย่างนี้ในหลายๆด้านเหมือนกัน เอาไว้ตอนบล็อกหน้าๆจะเล่าให้ฟังนะคะ ส่วนแบบที่สองเนี่ย เป็นการตั้งเป้าหมายที่ทำให้เรามีความพยายามในการเรียนมากกว่า คือ เราจะอดทนและสนใจเรียนมากกว่า และพยายามไม่ยอมแพ้กลางคันค่ะ สรุป ก็คือ เราต้องพยายามเปลี่ยนมุมมองจากการตั้งเป้าหมายจากการเรียนเพื่อเกรด เป็นเรียนเพื่อให้เก่งขึ้นค่ะ เพราะว่าเราจะสนใจที่จะเรียน พยายามฝึกฝนมากกว่าค่ะ ^^

วิธีการตั้งเป้าหมายในการเรียนภาษาอังกฤษให้ได้ผล

By |2012-09-30T23:38:35+07:00May 21st, 2011|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , , , |

หาคำตอบมานานในที่สุดวันนี้ก็หาเจอ เคยสรุปด้วยประสบการณ์ตัวเองว่า เวลาเราจะตั้งเป้าหมายในการทำก็ตาม โดยเฉพาะการเรียนภาษา ก็ให้ตั้งเป้าหมายให้จนพูดได้คล่อง จนอ่านได้เก่ง แต่เวลาเราฝึกจริงๆ เราอย่าไปคิดถึงความก้าวหน้าของตัวเองมากนักเพราะมันจะทำให้เราหมดกำลังใจ ให้ฝึกไปเรื่อยๆ คือครูม่อนสรุปเอาจากประสบการณ์ตัวเอง แต่วันนี้อ่านเจองานวิจัยที่อธิบายแล้วว่าทำไมมันเป็นอย่างนี้ค่ะ ก็เอาเป็นง่ายๆว่า คนเราจะมองเป้าหมายในสองลักษณะคือ1 มองแบบ why คือ เรามองว่าเราทำไปเพื่ออะไร เช่น การทำสะอาดคือการทำให้บ้านสะอาด การเรียนภาษาอังกฤษคือการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาและการงาน  เป็นต้น มองแบบ what คือมองว่าทำอะไร เช่น การกวาดบ้าน คือ การทำสะอาดคือการกวาดบ้าน การเรียนภาษาอังกฤษคือการท่องศัพท์และการฝึกสนทนา เป็นต้น ข้อดีของการมองเป้าหมายแบบwhyคือจะทำให้เราอยากทำ จะทำให้รู้ว่าเราทำสิ่งนั้นๆไปเพื่ออะไรนั่นเอง แต่ว่าถ้าถึงเวลาในการเรียนรู้อะไรที่ยากๆ หรือเวลาที่เรียนรู้อะไรใหม่แล้วล่ะก็ แนะนำว่าให้คิดถึงเป้าหมายในแบบwhatจะทำให้เราลงมือทำได้มากกว่า ผัดวันประกันพรุ่งน้อยลงค่ะ เพราะสิ่งที่เราต้องทำจะอยู่ในหัวของเราชัดเจน แล้วก็ตัวเป้าหมายที่เราอยากได้ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดลอยอยู่ในอากาศให้เรารู้สึกตัวเองน้อยเนื้อต่ำใจอยู่บ่อยๆด้วย ทำให้เราโฟกัสกับการเรียนการฝึกภาษาในปัจจุบันได้ดีขึ้นค่ะ ผู้อ่านมีประสบการณ์การเรียนภาษาอังกฤษอย่างไร เห็นด้วยไม่เห็นด้วยยังไง เล่าให้ฟังกันบ้างนะคะ 1Source: Succeed: How We Can Reach Our Goals (2010), Halvorson