เกร็ดความรู้

December 2019

ก้าวสั้นๆสู่ก้าวกระโดด

By |2019-12-05T09:44:25+07:00December 5th, 2019|Categories: Food for Thoughts|Tags: , , , , , |

กว่าจะเก่งได้หนทางอีกตั้งยาวไกล แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว มีอะไรต้องทำอีกเยอะ ไม่มีเวลา ยังไงก็ทำไม่ทัน อยากจะเก่ง writing แต่สายไปแล้ว เวลาไม่พอ   หลายๆครั้งที่เรารู้สึกแบบนี้ คิดแล้วก็ท้อเนอะ หลายๆเรื่อง หลายๆทักษะ มันต้องใช้เวลานานกว่าจะเก่งได้ อย่างwritingก็เป็นอย่างหนึ่ง ก็รู้นะ ไม่ใช่ไม่รู้ ก็เสียดายนะที่เราไม่ได้ฝึกไม่ได้เรียนก่อนหน้านี้ คิดแบบนี้แล้วมันก็อยากจะเลิก อยากจะทิ้งความฝันไปเลย    เคยได้ยินคำพูดที่ว่า  "เวลาที่ดีที่สุดที่จะปลูกต้นไม้คือ20ปีที่แล้ว  เวลาที่ดีที่รองลงมาคือวันนี้"   ก็จริงนะ เราเปลี่ยนอดีตไม่ได้แล้ว ถึงจะเสียดายมากแค่ไหนที่เมื่อก่อนไม่ได้เรียนไม่ได้ฝึกสิ่งที่เราอยากจะทำ แต่สิ่งที่เราเปลี่ยนได้คือวันนี้ ถ้าเราเริ่มตอนนี้ อีก 6 เดือน อีกหนึ่งปี อีกสิบปี มันก็เป็นไปได้   ถ้าวันนี้เราเริ่ม ทำแค่สิ่งเล็กๆ  อาจจะอ่านเพิ่มวันละ 10 นาที หัดเขียนเป็นภาษาอังกฤษวันละ 1 หน้า เรียนศัพท์ใหม่วันละ 5 คำ   ถ้าทำทุกวัน ในหนึ่งปีข้างหน้า เราจะได้อ่านแล้ว 60 มากกว่าชั่วโมง

February 2012

เรียนแบบนักวิชาการต้องหัดเถึยงให้เป็น

By |2012-02-22T10:48:14+07:00February 22nd, 2012|Categories: บทเรียนชีวิตจากฮาร์วาร์ด|Tags: , , , , |

ที่ฮาร์วาร์ด และมหาวิทยาลัยดีๆอื่นๆ นักเรียนเถียงอาจารย์ได้ แล้วไม่เป็นไร แถมอาจารย์ยังชอบด้วยซ้ำ แต่ไม่ใช่ว่าเถียงแบบไม่มีเนื้อหา เถียงแบบไม่มีเหตุผล (ซึ่งบางทีเจอเยอะในห้องเรียนมัธยมนะ) ถ้าเราคิดอย่างมีเหตุผลแล้วไม่เห็นด้วยเราก็เถียงได้ ถามได้ ใช้เหตุผลของเรามาแสดง แล้วดูกันซิว่าอันไหนมีเหตุมีผลกว่ากัน ซึ่งการทำแบบนี้ ก็เป็นการทำให้วิชาการก้าวหน้าขึ้นด้วย เพราะบางทีคำถามของนักเรียนก็จุดประกายให้อาจารย์คิดอะไรดีๆได้ หรือไม่ก็ทำให้นักเรียนคนอื่นๆได้คิดถึงเรื่องที่ไม่เคยคิดมาก่อน สิ่งที่เราน่าจะส่งเสริมให้มีในวงการการศึกษาบ้านเรามากขึ้น คือ การคิดอย่างมีเหตุผล หรือที่เราชอบพูดกันว่า คิดอย่างมีวิจารญาณ แต่เราไม่ค่อยได้เข้าใจว่ามันหมายถึงว่าอะไรกันแน่ หลายๆครั้งที่วัฒนธรรมบ้านเรา ทำให้เราไม่กล้าเถียง (โดยเฉพาะคนที่อยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่า) หลายๆครั้งไม่ใช่เพราะว่าเราคิดกันไม่เป็น แต่เป็นเพราะว่า วัฒนธรรมเคารพผู้ใหญ่ ทำให้เราคิดว่าคนที่สูงอายุกว่า หรือมาก่อน ควรจะถูกเสมอ(คนที่คิดแบบนี้ส่วนมากก็จะเป็นคนที่อาวุโสกว่า) หลายๆครั้งเลยทำให้สังคมเราโดยรวมขาดเหตุผลไป (แต่ก็อยากจะบอกว่า ไม่ใช่ว่าวัฒนธรรมเราไม่ดีนะคะ เพราะบ้านเรามีวัฒนธรรมอย่างนี้เลยทำให้บ้านเรามีการประนีประนอมกันมากหน่อย ต่างกับอเมริกัน แต่อยากจะเสนอว่า บ้านเราก็สามารถพัฒนาได้ ถึงแม้ว่าเราจะไม่ค่อยได้ทำมาก่อน)

วิธีทำให้เก่งรอบด้าน

By |2012-02-06T04:24:18+07:00February 6th, 2012|Categories: Food for Thoughts, เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , , , , |

ถึงแม้ว่าความเชี่ยวชาญในด้านนึง จะไม่ได้ทำให้เชี่ยวชาญในอีกด้านนึงเสมอไป แต่เราก็คงเคยเห็นคนที่เรียนหนังสือเก่งๆ แล้วมักจะไม่ได้เก่งวิชาเดียว  แต่เก่งเกือบทุกวิชา ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นล่ะ? Metacognition เป็นทักษะทั่วไป(ไม่เฉพาะสาขา) ที่เราใช้ในการเรียนหรือการแก้ปัญหา เช่น ทักษะในการหาข้อมูลแล้วนำมาตอบปัญหา ทักษะในการวัดและปรับความสามารถของตัวเอง ทักษะในการที่รู้ว่าตัวเองเรียนได้ดีแบบไหน เป็นต้น คนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาใดสาขาหนึ่ง ก็อาจจะมีทักษะ metacognition อยู่เยอะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้ช่วยให้เขากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้นๆได้ ถ้าให้คนคนนี้ไปเริ่มเรียนสาขาใหม่ พร้อมกับคนที่ไม่เคยฝึก metacognition หรือไม่เป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาอะไรเลย  กรณีอย่างนี้ คนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาหนึ่งมาก่อนก็จะได้เปรียบกว่าตรงนี้คะ (แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เขาจะเก่งในด้านใหม่นี้เลยนะคะ ยังไงก็ต้องเรียนเพิ่มความรู้อยู่ดี) เพราะอย่างนี้ เลยเห็นหลายๆคนเก่งได้ในหลายวิชา ส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นเพราะว่าเขาได้นำทักษะ metacognition ที่ใช้ในสาขาหนึ่ง ไปใช้กับการเรียนสาขาอื่นๆคะ

เป็นอัจฉริยะจากการฝึกทำปริศนาปัญหาเชาวน์ (puzzle)- (3)

By |2012-02-04T10:55:07+07:00February 4th, 2012|Categories: Food for Thoughts, เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , , , |

ถ้ารู้ด้วย common sense ว่าคนเก่งอีกด้านไม่จำเป็นต้องเก่งอีกด้านเสมอไป แต่เราก็ยังเชื่อว่าการเล่นปัญหาปริศนาจะทำให้เราฉลาดได้ ครูม่อนเองก็เคยคิดอย่างนั้นเหมือนกันคะ ก็เล่นไปลับสมอง ก็น่าจะเก่งขึ้น การเล่นเกมส์ปริศนาบ่อยๆ จะทำให้เราเล่นเกมส์นั้น หรือแก้ปัญหาแบบนั้นเก่งขึ้น แต่ไ่มได้ทำให้เราเป็นอัจฉริยะขึ้นมาหรอกนะคะ (ในทางกลับกัน คนที่แก้เกมส์ปริศนาได้ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นอัจฉริยะเสมอไป) มีงานวิจัยในบราซิลพบว่า เด็กที่ทำปัญหาเลขบนกระดาษในห้องเรียนไม่ได้ แต่ว่าเป็นเด็กที่จนต้องขายของตลอด พอให้ทำปัญหาคล้ายกัน แต่เป็นในลักษณะการซื้อของทอนเงินกลับทำได้เก่งอย่างไม่น่าเชื่อ ในขณะที่เด็กที่ทำโจทย์ในห้องเรียนได้ พอให้ไปซื้อของทอนเงินกลับทำได้ไม่ดีหรือทำไม่ได้เลย  ซึ่งงานวิจัยนี้ทำให้เห็นถึงปัญหาของระบบการศึกษาว่า ยังขาดการส่งเสริมให้นักเรียนนำเอาสิ่งที่เรียนไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ๆได้ รู้อย่างนี้แล้ว อยากเก่งอะไรก็หาความรู้และฝึกด้านนั้นนะคะ ไปฝึกอ้อมๆอาจจะไม่ได้ผล และก็อย่าให้คนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนึง มาหลอกเราว่าเก่งอีกด้านนึงด้วยละ   อ้างอิง Bruer, J. (1993). Schools for thought. (pp. 1-80). Cambridge, MA: MIT Press.

January 2012

เป็นอัจฉริยะจากการฝึกทำปริศนาปัญหาเชาวน์ (puzzle)- (2)

By |2012-01-30T12:58:11+07:00January 31st, 2012|Categories: Food for Thoughts, เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , , , , |

ก่อนที่จะเฉลยปัญหาครั้งที่แล้ว ครูม่อนจะขอทวนความจำที่ได้เขียนแนะนำเรื่องผู้เชี่ยวชาญ(expert)และมือใหม่(novice)เอาไว้แล้ว การเรียนนั้นก็คือการเปลี่ยนจากมือใหม่ให้เป็นผู้เชี่ยวชาญ โดยที่ความแตกต่างระหว่างมือใหม่และผู้เชี่ยวชาญนั้น ไม่เพียงแต่ปริมาณความรู้้ในสาขาเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่การจัดระบบข้อมูลในสาขานั้นๆด้วย สิ่งต่อมาที่เราต้องคำนึงถึงก็คือ transfer คือการนำเอาความรู้้ที่มีอยู่ไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ (จะเป็นในสาขาหรือต่างสาขาก็ได้) ถามว่า คนที่เก่งในเรื่องหนึ่ง จะต้องเก่งในอีกเรื่องหนึ่งหรือเปล่า ลองคิดจากคนที่เรารู้จักก็ได้นะ ถ้าคนเก่งเลขจะเก่งภาษาด้วยไหม เซียนชีวะจะเก่งสังคมด้วยหรือเปล่า แค่เราลองคิดดูง่ายๆอย่างนี้ ก็รู้แล้วว่ามันไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างนั้นเลย คนที่เก่งในสาขาหนึ่งก็เพราะเขามีความรู้และประสบการณ์ในสาขานั้นเยอะ แต่ถ้าเขาไม่ได้มีความรู้ในสาขาอื่นอย่างเพียงพอเขาก็ไม่ถือเป็นผู้เชี่ยวชาญในอีกสาขาหรอกคะ แต่เราต้องยกเว้นกรณีที่เป็นต่างสาขาก็จริง แต่มีหลายอย่างที่ใช้ความรู้และระบบความคิดร่วมกัน เช่น คนเก่งฟิสิกส์ ก็มักจะเก่งเลขด้วย เพราะมีส่วนที่นำมาใช้ด้วยกันได้ คนที่เก่งภาษาหนึ่งก็มักจะเรียนภาษาอื่นที่ใกล้เคียงกันได้ไม่ยากเพราะมีคำและหลักภาษาคล้ายๆกัน กลับมาที่ปัญหาของเรากันคะ ถามว่าการวางแผนในหมากรุก กับการวางแผนปัองกันเมืองนั้น มีความรู้ส่วนที่เหมือนกันเยอะหรือเปล่า ถ้าเป็นเมืองเรา เราจะวางใจให้คนที่ไม่มีความรู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เรื่องทหาร เรื่องพลเมือง มาจัดการเมืองหรือเปล่า อันนี้ก็แล้วแต่สติปัญญาของแต่ละคนแล้วนะคะ (แต่จะว่าไปเราก็เห็นอยู่เยอะนะที่เอาคนเก่งด้านนึง ไปบริหารอีกกระทรวงนึง ไม่รู้ว่าเอาเหตุผลอะไรมาอ้างเนอะ)  

เป็นอัจฉริยะจากการฝึกทำปริศนาปัญหาเชาวน์ (puzzle)- (1)

By |2012-01-30T12:47:59+07:00January 30th, 2012|Categories: Food for Thoughts, เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , , , , |

เคยเล่นเกมส์ปัญหาเชาวน์กันไหมคะ? โดยเฉพาะตอนเด็กจะชอบเล่นแก้ปัญหาพวกนี้กัน เห็นเขาว่ากันว่าฝึกสมองดี จะได้ฉลาด ว่าแต่ว่ามันทำให้ฉลาดจริงหรือเปล่านะ? ลองคิดตามนะคะ ถ้าสมมติว่าเมืองเรากำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤติ ขาดผู้นำดีๆ ประชาชนก็ไม่ปรองดองกัน กองกำลังทหารก็ไม่ใหญ่่เท่าเมืองศัตรู ซึ่งในขณะนี้ได้ล้อมเมืองเราไว้หมดเแล้ว ในฐานะที่เราเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาของเจ้าเมือง เราต้องค้นหาคนที่จะมาช่วยวางแผนให้เมืองเรารอดวิกฤตินี้ไปได้ แต่ทว่าโชคยังดี ที่เมืองเรามีแชมป์โลกหมากรุกอยู่ เอ เห็นว่าหมากรุกนี้ต้องใช้ความสามารถในการคิดวางแผนอย่างมาก แผนต้องทั้งซับซ้อนทั้งมีเล่ห์กล อย่างนี้ถ้าเราไปขอให้แชมป์หมากรุกมาช่วยวางแผนแก้ไขปัญหาของเมืองเราก็น่าจะดีนะ เพราะเขาเป็นอัจฉริยะด้านการวางแผนคนหนึ่งของโลก ถึงแม้ว่าจะเป็นในเกมส์หมากรุกก็เถอะ ยังไงก็น่าจะช่วยเมืองเราได้ ในฐานะที่เป็นที่ปรึกษาคนสำคัญของเมืองนี้ เราควรจะเชิญแชมป์โลกคนนี้มาช่วยเราดีไหม?

จำยังไงให้เหมือนผู้เชี่ยวชาญ (2)

By |2012-01-28T13:31:58+07:00January 28th, 2012|Categories: Food for Thoughts, เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , , , , |

อีกตัวอย่างหนึ่งของความจำที่แตกต่างกันของคนเก่งกับคนเพิ่งเริ่ม ก็คือ เซียนหมากรุกคะ  ถ้าถามว่าเซียนต่างกับคนเพิ่งเริ่มเล่นยังไง หลายๆคนก็อาจจะคิดว่า เซียนคงวางแผนไปไกลหลายตา กว่าคนที่เพิ่งเห็นเล่น แต่จริงๆแล้วมีคนศึกษาแล้วพบว่าเซียนก็ไม่ได้วางแผนไปไกลกว่ามือใหม่สักเท่าไหร่ แต่การจัดระบบความรู้ต่างกันคะ สำหรับคนที่เล่นเก่งแล้ว จะสามารถจำแบบ (pattern) ต่างๆของหมากรุกได้ แต่คนที่เพิ่งเริ่มเล็ก ยังมองpatternแบบนั้นไม่ออก เลยต้องมองเป็นตัวๆไป ทำให้การวางแผนไม่ซับซ้อนเท่าเซียนคะ ถ้าครูม่อนอยากเป็นเซียนหมากรุกมั่งคงต้องฝึกกันอีกนานคะ อย่าว่าแต่การจัดระบบความรู้เลย แค่ตัวความรู้เรื่องหมากรุกแทบจะเป็นศูนย์เลยคะ   อ้างอิง Bruer, J. (1993). Schools for thought. (pp. 1-80). Cambridge, MA: MIT Press.

จำยังไงให้เหมือนผู้เชี่ยวชาญ (1)

By |2012-01-26T09:45:06+07:00January 26th, 2012|Categories: Food for Thoughts, เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , , , , , |

ตามหลักของ cognitive science แล้ว การเรียนรู้ก็คือการเปลี่ยนสถานะ จากผู้เริ่มต้น (novice) ให้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ (expert)  อย่างหนึ่งที่ผู้เชี่ยวชาญต่างกับผู้เริ่มต้นก็คือ มีความรู้เยอะกว่า ใช่ไหมคะ แต่มันไม่ใช่แค่นั้น สิ่งที่สำคัญคือ การจัดระบบความรู้ คะ ผู้เชี่ยวชาญจะมีการมองข้อมูลต่างกับผู้เริ่มต้น  คนที่เก่งแล้วจะมีการจัดความรู้เป็นก้อนๆ (chunk) แทนที่จะจำเป็นหน่วยย่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคนที่เพิ่งเรียนภาษาอังกฤษใหม่ แล้วได้ฟังบทความ แล้วต้องจำ ก็จะจำเป็นตัวอักษร หรือไม่ก็จำเป็นคำ ๆ แต่ถ้าเป็นคนที่เก่งแล้วจะสามารถจำเป็นประโยคได้  ดังนั้นเราจะเห็นว่าคนเริ่มเรียนจะต้องสร้างการเชื่อมต่อในสมองมาก เพราะหน่วยที่จำได้เล็ก (เช่น หนึ่งย่อหน้า เแบ่งเป็นห้าสิบคำ ก็ต้องเชื่อมห้าสิบหน่วย) แต่คนที่เก่งแล้วจะไม่ต้องสร้างการเชื่อมต่อในสมองมาก เพราะหนึ่งหน่วยที่ต้องจำ เป็นหน่วยใหญ่ (เช่น หนึ่งย่อหน้า แบ่งเป็นห้าประโยค ก็คือ ห้าหน่วยเชื่อมกัน) สรุปว่าหลักหนึ่งในการจำก็คือ การทำให้หน่วย (chunk)ของเราใหญ่ขึ้น เพื่อทำให้จำนวนการเชื่อมต่อในสมองที่เราต้องสร้าง น้อยลงคะ   อ้างอิง Bruer, J. (1993). Schools for thought.