สมอง

April 2019

สร้างความเป็นคนชอบเรียนภาษาอังกฤษ Build your English-learning identity

By |2019-04-19T05:16:36+07:00April 19th, 2019|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , , |

ถ้าอยากจะเก่งอังกฤษ ต้องสร้าง identity (ความเป็นตัวเรา) ว่าเราเป็นคนชอบเรียนภาษาอังกฤษ Identity เป็นคอนเซ็บที่ซับซ้อน แต่เอาง่ายๆในที่นี้ว่าหมายถึง ความเป็นตัวเรา นั่นเอง คนเราแต่ละคนมีidentityหลายอย่างหลายด้าน เช่น เป็นลูกที่ดี เป็นคนตรงเวลา เป็นคนชอบเที่ยว หรือแม้เป็นคนเกลียดเรียนภาษาอังกฤษ หรือเป็นคนชอบเรียนภาษาอังกฤษ แม้แต่ในเรื่องเรียนภาษาอังกฤษ เราก็ยังมีidentityละเอียดลงไปอีกได้ เช่น เป็นคนพูดอังกฤษเก่งแต่เขียนไม่เก่ง เป็นต้น คนที่จะเก่งภาษาอังกฤษมักจะมีidentityที่ชอบเรียนภาษาอังกฤษ identityจะเป็นตัวไกด์การกระทำ พอเราเชื่อว่าเราเป็นคนที่ชอบเรียนภาษาอังกฤษเราก็จะทำกิจกรรมที่เพิ่มทักษะภาษาอังกฤษโดยไม่รู้ตัว เช่น ว่างๆเราก็เลือกอ่านmagazineภาษาอังกฤษ หรือฟังTED talk ภาษาอังกฤษ เป็นต้น  พอการเรียนภาษาอังกฤษเป็นส่วนหนึ่งของidentityแล้ว เราไม่ต้องบังคับตัวเองมากเราก็จะอยากเรียน ทีนี้เราจะทำยังไงให้identityเราเป็นคนชอบเรียนภาษาอังกฤษล่ะ ทำกิจกรรมที่สอดคล้องกับidentityที่เราต้องการสร้าง ซึ่งในเรื่องของเราก็คือ การเรียนการฝึกภาษาอังกฤษนั่นเอง ทุกครั้งที่เราเลือกอ่านหนังสือหรือฟังเพลงภาษาอังกฤษ ก็เป็นการโหวตให้identityใหม่ ถ้าเราทำหลายๆครั้งก็โหวตหลายๆครั้ง เราไม่จำเป็นต้องเลือกทำกิจกรรมภาษาอังกฤษทุกครั้งที่มีโอกาส แค่ให้ได้โหวตมากกว่าไม่ทำก็พอ มันจะเป็นวงจรค่ะ ตั้งใจเลือกทำ --> โหวตให้ identity ใหม่  -->  identityใหม่แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ -->ได้ identity ใหม่ --> ทำกิจกรรมมากขึ้นเอง

เก่งอังกฤษด้วยการตั้งเป้าหมายที่เราเชื่อว่าเราทำได้ (Set achievable goals)

By |2019-04-16T07:10:54+07:00April 16th, 2019|Categories: เทคนิคการเรียน, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , |

การเรียนภาษาอังกฤษนั้นเป็น a long game คือ เป็นสิ่งที่เราทำระยะยาว หวังผลในภายหน้ามากกว่าปัจจุบัน จริงอยู่ที่เราก็เรียนเพื่อให้สอบผ่าน แต่ผลจริงๆมันยังไม่เห็นในระยะสั้น ไม่ใช่วันนี้พรุ่งนี้จะเก่งได้เลย แต่พอเก่งแล้วมันได้ผล(pay off)จริงๆค่ะ ในเมื่อมันเป็นอะไรระยะยาว เราต้องหาวิธีทำให้ตัวเองมีกำลังใจเรียนต่อเนื่อง ไม่ใช่ว่าฟิตเรียนอยู่เดือนนึงแล้วเลิก มันก็ไม่เก่งใช่ไหมคะ? วิธีนึงก็คือ ตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้  (เป้าหมายที่เราเชื่อว่าเราทำได้) หรือ achievable คีย์เวิร์ด คือ เชื่อ นะคะ เช่น ถ้าเราอยากจะอ่านหนังสือภาษาอังกฤษให้ได้ เราจะตั้งเป้าหมายยังไง? ถ้าพื้นฐานเราคือยังไม่เคยอ่านหนังสือภาษาอังกฤษได้ทั้งเล่มเลย เคยอ่านแต่บทควาทที่เรียนในห้องเรียน หรือบนอินเตอร์เนต เราจะตั้งเป้าหมายยังไงไม่ให้หมดกำลังใจ? ถ้าเราตั้งเป้าหมายว่าอาทิตย์นี้จะอ่านให้ได้เล่มนึง  พอสองวันผ่านไปเราอ่านไปยังไม่จบหนึ่งบทเลย เราจะทำยังไงคะ? ก็เลิกอ่าน แน่นอนเลยใช่ไหม  (บางคนอาจจะมีกำลังมากหน่อย ก็อาจจะทำได้มากกว่าหนึ่งอาทิตย์ แต่พอถึงช่วงที่การบ้านเยอะ งานเยอะ เราก็มักจะเลิกอ่าน) เหตุผลหนึ่งที่เราเลิกก็เพราะเป้าหมายมันสูงไป เราไม่เชื่อว่าเราทำได้จริง คือปากก็บอกว่าอยากจะทำให้ได้ แต่ในใจคิดว่าทำไม่ได้หรอก สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ชมตัวเองค่ะ ชมตัวเองเพราะว่าเรายังอยากพัฒนาตัวเอง คนส่วนมากไม่แม้แต่จะคิดนะคะ ถัดมาก็ตั้งเป้าหมายที่เราเชื่อว่าเราทำได้ ในตัวอย่างนี้ก็อาจจะตั้งเป้าหมายว่าอ่านครึ่งหน้าต่อวัน บางคนอาจจะถามว่า

4 วิธีง่ายๆสร้างนิสัยเรียนภาษาอังกฤษ

By |2019-04-16T11:12:00+07:00April 5th, 2019|Categories: Featured, เทคนิคการเรียน, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , , , , |

Motivation หรือ แรงจูงใจ เป็นสิ่งที่แปรปรวนบ่อยยิ่งกว่าอากาศอีก หลายๆคนจึงบอกว่าการขาดmotivationเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เลิกฝึกภาษาอังกฤษ ฉะนั้นเราจะให้motivationเป็นตัวหลักในการฝึกภาษาไม่ได้ ก็มันเชื่อถือไม่ได้อ่ะ เดี๋ยวไปเดี๋ยวมา ถ้ามัวแต่รอmotivationก็ไม่ได้เก่งอังกฤษสักที ตามหลักจิตวิทยาและสมอง เราจะทำยังไงให้เราฝึกต่อไปทั้งๆที่บางวันอยากจะเลิก? คำตอบคือ สร้างนิสัยเรียนภาษาอังกฤษค่ะ   ครูม่อนขอเสนอเทคนิค 4 อย่างที่ครูม่อนใช้เองมาถึงทุกวันนี้ 1. Start small เริ่มจากเล็กๆก่อน เล็กคือเล็กจริงๆ เช่น เรียนศัพท์ใหม่วันละ 1 คำ  อ่านถูกแล้วค่ะ 1 คำเท่านั้น เพราะว่าเราต้องทำอะไรเล็กๆให้ได้ก่อน ถึงจะเลื่อนไปขั้นสูงขึ้นได้ เรียนปีละ 365คำก็ยังดีกว่า 0 คำ จริงไหมคะ 2. Aim at creating a habit  การที่จะเก่งด้านไหนก็ตาม เราต้องทำสิ่งนั้นบ่อยๆ อยากจะเก่งเทนนิสก็ต้องเล่นเทนนิสทุกวัน ไม่ใช่เล่นแค่ช่วงซัมเมอร์  เรียนภาษาก็เหมือนกัน เป้าหมายของเราตอนแรกก็คือใช้ภาษาทุกวัน เช่นการเรียนศัพท์ใหม่วันละหนึ่งคำ ก็เป็นการฝึกให้สมองเรารู้ว่าทุกๆวันเราจะเรียนรู้คำใหม่หนึ่งคำ จริงอยู่ที่ในที่สุดแล้วเราต้องเรียนให้มากกว่าหนึ่งคำ แต่การฝึกนิสัยเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดค่ะ สำคัญกว่าเนื้อหาว่าเราเรียนมากแค่ไหน พวกเราทุกคนก็คงเคยมีประสบการณ์ว่าพอท่องเนื้อหาก่อนสอบ ก็สอบได้

January 2018

อ่านสนุก จำได้แม่น

By |2018-01-31T02:12:31+07:00January 31st, 2018|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , , , |

ครูม่อนเชื่อมากๆว่าการอ่านช่วยให้เราเรียนภาษาอังกฤษได้ดี เพราะนอกจากจะได้เรียนภาษาอังกฤษแล้ว เรายังได้สนุกกับมันด้วย ถ้าอ่านหนังสือดีๆล่ะก็ เราไม่รู้สึกว่ากำลังเรียนภาษาอังกฤษอยู่เลย แต่เราสนุกไปกับเรื่องราวหรือเนื้อหาในหนังสือมากกว่า แต่ครูม่อนมีวิธีเพิ่มเติมที่ช่วยให้อ่านแล้วเรียนภาษาได้เร็วขึ้น วิธีนี้คือการอ่านซ้ำค่ะ อย่าเพิ่งคิดว่าน่าเบื่อนะคะ วิธีนี้คือให้เลือกหนังสือหรือบทความที่เราอ่านแล้วชอบมาอ่านซ้ำอีกรอบ แต่รอบนี้ขณะที่อ่านให้จดvocab, phrases หรือ ประโยคที่เราสนใจจะเรียนไว้ แล้วไปเปิดดิกหรือgoogleดูความหมายและpronunciation อยากให้ลองเปิดกว้างมากกว่าจดแค่คำศัพท์ ให้หัดดูรูปประโยคด้วย และดูว่าใช้ในกรณีไหนบ้าง ลองดูตัวอย่างของครูม่อนนะคะ อันนี้ครูม่อนเพิ่งเริ่มจดต้นเดือนนี้เอง (เพราะว่าไม่ว่าเราจะอยู่ในระดับไหน ก็เรียนรู้ได้เสมอนะคะ)  กดเข้าไปเพื่อดูรูปขนาดเต็มได้ค่ะ อีกอย่างคือ อย่าไปจริงจังมากจนเครียดค่ะ อันนี้ครูม่อนเขียนแค่สิบห้านาทีต่อวันเท่านั้นเอง ไม่ได้รีบร้อนอะไร พอไปอ่านเล่มอื่นๆก็เห็นได้ชัดเลยว่าตัวเองจำคำศัพท์และรูปประโยคได้เร็วจริงๆ เพราะพอไปเจออีกในการอ่านหนังสือเรื่องอื่นๆ มันเป็นการตอกย้ำให้short-term กลายเป็น long-term memories ค่ะ ทำไมการตั้งใจจดคำศัพท์และรูปประโยคถึงทำให้เราสังเกตเห็นคำศัพท์ในหนังสือเล่มอื่นๆ? เป็นเพราะว่าปกติแล้วคนเรามีworking memory จำกัด เพราะฉะนั้นเราจะมี selective attention  คือ เราจะให้ความสนใจเฉพาะสิ่งที่เราคิดว่าสำคัญหรือเป็นสิ่งที่เราตั้งใจมองหาเท่านั้น (ไม่งั้นสมองเราคงแย่นะคะถ้าต้องสนใจทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเรา) มีการทดลองที่มีชื่อเสียงมากในเรื่อง selective attention ลองดูนะคะ การอ่านก็เหมือนกับในการทดลองค่ะ เรามักจะไม่เห็นคำที่เราไม่รู้ ข้ามไปเลย ทำให้เราเสียโอกาสในการเรียนคำนั้น แต่ถ้าเราตั้งใจจดสักครั้งนึง หลังจากนั้นสมองเราจะสังเกตเห็นเวลาที่คำนี้โผล่ขึ้นมาอีก ทำให้เราจำได้มากขึ้นค่ะ

November 2017

Train you brain to read English. สร้างนิสัยการอ่าน

By |2017-11-18T04:17:55+07:00November 18th, 2017|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , |

“We are what we repeatedly do. Excellence, then is not an act but a habit.” -Aristotle เพราะว่าคนเราคือสิ่งที่เราทำอยู่บ่อยๆ ดังนั้นความเป็นเลิศจึงไม่ใช่มาจากการกระทำครั้งเดียว แต่มาจากนิสัย    “Successful people aren’t born that way. They become successful by establishing the habit of doing things unsuccessful people don’t like to do.” ―William Makepeace Thackeray (British author) คนที่ประสบความสำเร็จไม่ได้เกิดมาประสบความสำเร็จเลย พวกเขาประสบความสำเร็จโดยสร้างนิสัยทำสิ่งที่คนที่ไม่ประสบความสำเร็จไม่ชอบทำ    ครูม่อนได้แนะนำเรื่องการอ่านเพื่อฝึกภาษาอังกฤษ แต่ว่ามีหลายคนถามว่าถ้าเราไม่เคยอ่านหนังสือภาษาอังกฤษเลย จะเริ่มต้นยังไง  อันนี้ครูม่อนเข้าใจนะคะ เพราะว่าแม้แต่ครูม่อนเอง

March 2012

เรียนภาษาแบบธรรมชาติ

By |2012-03-04T17:04:43+07:00March 4th, 2012|Categories: Food for Thoughts, เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , , , , , |

เวลาที่เด็กๆเรียนภาษาเนี่ยซับซ้อนกว่าที่เราคิดกันเยอะนะคะ ปกติเรามักจะเข้าใจกันว่าเด็กเล็กๆเรียนภาษาจากการที่ได้ฟังซ้ำๆจนรู้เรื่อง แต่ไม่ใช่ว่าเด็กๆจะแค่จำสิ่งที่ได้ยินเท่านั้น แต่ยังมีการสังเกตและจับรูปแบบของภาษา เช่น อย่างภาษาไทย เราพูดว่า “แมวสีขาว” “หมาตัวใหญ่” พอได้ยินหลายๆครั้งในหลายๆประโยค ในสมองเด็กๆจะจับหลักได้ว่า เราจะนำคำขยายไปไว้ข้างหลังคำนาม แต่ว่าไม่ใช่ว่าเด็กๆจะตัั้งใจคิดจับหลักภาษาแบบรู้สึกตัวนะคะ มันเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นในสมองโดยที่เราไม่รู้ตัว บางครั้งกฏหรือหลักที่เด็กๆคิด ก็อาจจะผิด แต่พอเอามาใช้แล้วก็จะได้รับการแก้ไขจากคนที่โตกว่า ทำให้สมองเรามาปรับหลักภาษาที่เคยคิดเอาไว้ ให้ถูกต้องมากขึ้นเรื่อยๆ น่าทึ่งใช่ไหมคะ สมองคนเราเนี่ย เวลาเราเรียนแบบธรรมชาติก็มักจะเรียนแบบนี้ทั้งนั้น แต่พอมาเข้าโรงเรียน เราใช้วิธีกลับกัน คือ เอากฏมาสอนก่อน แล้วค่อยเอาไปใช้จนจำได้ (ลองคิดถึงเวลาที่เราเรียนเลข เรียนฟิสิกส์ หรือแม้แต่ภาษาอังกฤษในโรงเรียนดูซิคะ) ทุกวันนี้ครูม่อนก็ยังสงสัยอยู่ว่าทำไมเราถึงเรียนแบบผิดจากธรรมชาติอย่างนั้น เท่าที่สันนิษฐานเอาก็คิดว่า ถ้าเรียนแบบธรรมชาติ ต้องใช้เวลาค่อนข้างมากในการเจอประโยคเยอะๆ เจอคำเยอะๆ จนจับหลักได้ แต่ถ้าเอาหลักมาบอกเลย จะทำให้เร็วขึ้น แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันนะคะว่าจะตรงแค่ไหน บางทีเราลองกลับไปเรียนแบบธรรมชาติกันบ้่างก็อาจจะดีไม่น้อยเลย

February 2012

วิธีทำให้เก่งรอบด้าน

By |2012-02-06T04:24:18+07:00February 6th, 2012|Categories: Food for Thoughts, เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , , , , |

ถึงแม้ว่าความเชี่ยวชาญในด้านนึง จะไม่ได้ทำให้เชี่ยวชาญในอีกด้านนึงเสมอไป แต่เราก็คงเคยเห็นคนที่เรียนหนังสือเก่งๆ แล้วมักจะไม่ได้เก่งวิชาเดียว  แต่เก่งเกือบทุกวิชา ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นล่ะ? Metacognition เป็นทักษะทั่วไป(ไม่เฉพาะสาขา) ที่เราใช้ในการเรียนหรือการแก้ปัญหา เช่น ทักษะในการหาข้อมูลแล้วนำมาตอบปัญหา ทักษะในการวัดและปรับความสามารถของตัวเอง ทักษะในการที่รู้ว่าตัวเองเรียนได้ดีแบบไหน เป็นต้น คนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาใดสาขาหนึ่ง ก็อาจจะมีทักษะ metacognition อยู่เยอะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้ช่วยให้เขากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้นๆได้ ถ้าให้คนคนนี้ไปเริ่มเรียนสาขาใหม่ พร้อมกับคนที่ไม่เคยฝึก metacognition หรือไม่เป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาอะไรเลย  กรณีอย่างนี้ คนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาหนึ่งมาก่อนก็จะได้เปรียบกว่าตรงนี้คะ (แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เขาจะเก่งในด้านใหม่นี้เลยนะคะ ยังไงก็ต้องเรียนเพิ่มความรู้อยู่ดี) เพราะอย่างนี้ เลยเห็นหลายๆคนเก่งได้ในหลายวิชา ส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นเพราะว่าเขาได้นำทักษะ metacognition ที่ใช้ในสาขาหนึ่ง ไปใช้กับการเรียนสาขาอื่นๆคะ

เป็นอัจฉริยะจากการฝึกทำปริศนาปัญหาเชาวน์ (puzzle)- (3)

By |2012-02-04T10:55:07+07:00February 4th, 2012|Categories: Food for Thoughts, เทคนิคการเรียน|Tags: , , , , , , |

ถ้ารู้ด้วย common sense ว่าคนเก่งอีกด้านไม่จำเป็นต้องเก่งอีกด้านเสมอไป แต่เราก็ยังเชื่อว่าการเล่นปัญหาปริศนาจะทำให้เราฉลาดได้ ครูม่อนเองก็เคยคิดอย่างนั้นเหมือนกันคะ ก็เล่นไปลับสมอง ก็น่าจะเก่งขึ้น การเล่นเกมส์ปริศนาบ่อยๆ จะทำให้เราเล่นเกมส์นั้น หรือแก้ปัญหาแบบนั้นเก่งขึ้น แต่ไ่มได้ทำให้เราเป็นอัจฉริยะขึ้นมาหรอกนะคะ (ในทางกลับกัน คนที่แก้เกมส์ปริศนาได้ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นอัจฉริยะเสมอไป) มีงานวิจัยในบราซิลพบว่า เด็กที่ทำปัญหาเลขบนกระดาษในห้องเรียนไม่ได้ แต่ว่าเป็นเด็กที่จนต้องขายของตลอด พอให้ทำปัญหาคล้ายกัน แต่เป็นในลักษณะการซื้อของทอนเงินกลับทำได้เก่งอย่างไม่น่าเชื่อ ในขณะที่เด็กที่ทำโจทย์ในห้องเรียนได้ พอให้ไปซื้อของทอนเงินกลับทำได้ไม่ดีหรือทำไม่ได้เลย  ซึ่งงานวิจัยนี้ทำให้เห็นถึงปัญหาของระบบการศึกษาว่า ยังขาดการส่งเสริมให้นักเรียนนำเอาสิ่งที่เรียนไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ๆได้ รู้อย่างนี้แล้ว อยากเก่งอะไรก็หาความรู้และฝึกด้านนั้นนะคะ ไปฝึกอ้อมๆอาจจะไม่ได้ผล และก็อย่าให้คนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนึง มาหลอกเราว่าเก่งอีกด้านนึงด้วยละ   อ้างอิง Bruer, J. (1993). Schools for thought. (pp. 1-80). Cambridge, MA: MIT Press.