goal setting

December 2019

ก้าวสั้นๆสู่ก้าวกระโดด

By |2019-12-05T09:44:25+07:00December 5th, 2019|Categories: Food for Thoughts|Tags: , , , , , |

กว่าจะเก่งได้หนทางอีกตั้งยาวไกล แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว มีอะไรต้องทำอีกเยอะ ไม่มีเวลา ยังไงก็ทำไม่ทัน อยากจะเก่ง writing แต่สายไปแล้ว เวลาไม่พอ   หลายๆครั้งที่เรารู้สึกแบบนี้ คิดแล้วก็ท้อเนอะ หลายๆเรื่อง หลายๆทักษะ มันต้องใช้เวลานานกว่าจะเก่งได้ อย่างwritingก็เป็นอย่างหนึ่ง ก็รู้นะ ไม่ใช่ไม่รู้ ก็เสียดายนะที่เราไม่ได้ฝึกไม่ได้เรียนก่อนหน้านี้ คิดแบบนี้แล้วมันก็อยากจะเลิก อยากจะทิ้งความฝันไปเลย    เคยได้ยินคำพูดที่ว่า  "เวลาที่ดีที่สุดที่จะปลูกต้นไม้คือ20ปีที่แล้ว  เวลาที่ดีที่รองลงมาคือวันนี้"   ก็จริงนะ เราเปลี่ยนอดีตไม่ได้แล้ว ถึงจะเสียดายมากแค่ไหนที่เมื่อก่อนไม่ได้เรียนไม่ได้ฝึกสิ่งที่เราอยากจะทำ แต่สิ่งที่เราเปลี่ยนได้คือวันนี้ ถ้าเราเริ่มตอนนี้ อีก 6 เดือน อีกหนึ่งปี อีกสิบปี มันก็เป็นไปได้   ถ้าวันนี้เราเริ่ม ทำแค่สิ่งเล็กๆ  อาจจะอ่านเพิ่มวันละ 10 นาที หัดเขียนเป็นภาษาอังกฤษวันละ 1 หน้า เรียนศัพท์ใหม่วันละ 5 คำ   ถ้าทำทุกวัน ในหนึ่งปีข้างหน้า เราจะได้อ่านแล้ว 60 มากกว่าชั่วโมง

November 2019

When to quit? เมื่อไหร่ที่ควรจะเลิกพยายาม?

By |2019-12-04T11:06:00+07:00November 19th, 2019|Categories: Food for Thoughts|Tags: , , , , |

ทำไมเวลาเราอยากจะเริ่มเปลี่ยนตัวเอง ทำอะไรใหม่ๆ ถึงได้ยากลำบากเหลือเกิน? เมื่อวันเกิดที่ผ่านมา ครูreflectกับชีวิตตัวเอง แล้วรู้สึกนะว่าพออายุมากขึ้นเนี่ย เวลาจะทำอะไรใหม่ๆมันจะยากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม  อยากจะตื่นเช้าขึ้น อ่านหนังสือดีๆ หาเวลานั่งสวดมนตร์ ดื่มน้ำมากขึ้น ทั้งๆที่ครูก็เข้าใจการทำงานของสมองว่าเวลาจะหัดทำอะไรใหม่ๆให้เป็นนิสัยนั้น ต้องใช้เวลาและทำสม่ำเสมอ ยิ่งตอนแรกๆยิ่งทำยาก  แต่เดี๋ยวนี้อะไรๆเราก็ได้เร็ว เราอยากได้เดี๋ยวนั้น instant gratification เป็นเรื่องใหญ่ของชีวิตเราจริงๆ เลยติดเป็นนิสัยว่าถ้าอยากได้อะไรแล้วไม่ได้เลย แปลว่าเราทำไม่ได้ มีกี่ครั้งที่เราตั้งใจทำอะไรแล้ว ก็ทำได้แค่  2-3 วันแล้วเลิก? เพราะคิดว่าเราทำไม่ได้  เพราะคิดว่าเราทำไม่ถูกวิธี เพราะคิดว่ามันยากไป ใช้เวลานานไป ทั้งๆที่ถ้าเรามาคิดจริงๆนะ ถ้าเราทำแบบเดียวกันกับการทดลองวิทยาศาสตร์หรืองานวิจัย เราคงว่าว่าบ้าไปแล้ว  มีข้อมูลแค่ครั้งสองครั้ง จะเอามาสรุปผลแล้วเหรอ?  แต่เราก็ทำกันในชีวิตเราเอง   เร็วๆนี้ครูพยายามจะนอนให้มีคุณภาพมากขึ้น เลยจะลองว่าถ้าทำ relaxation techniques จาก Calm app แล้วจะช่วยหรือไม่ ก็ลองไปอาทิตย์นึงนะ ก็บางวันก็ได้ผล บางวันก็ไม่ได้ผล แล้วไงต่อ? ก็เลิกไป เพราะรู้สึกว่ามันไม่ work ก็ไปลองหาข้อมูล หาวิธีใหม่  

จะตั้งเป้าหมายให้ดี ต้องมีทั้ง outcome และ action

By |2019-11-05T06:37:19+07:00November 5th, 2019|Categories: เทคนิคการเรียน|Tags: , , , |

เป้าหมายสามารถตั้งได้สองแบบด้วยกัน Outcome goals คือ ผลลัพธ์ที่อยากได้ Action goals คือ การกระทำของเรา ปกติแล้วเรามักจะตั้งเป้าหมายกันโดยเน้น outcome goals คือว่าอยากได้อะไร หลายๆคนคงจะเคยเรียนมาว่าให้ตั้งเป้าหมายแบบ SMART (specific, measurable, achievable, relevant, and time-based) เช่น สอบ TOEFL เดือนหน้าให้ได้ 100 คะแนนขึ้นไป เทอมหน้าให้ได้เกรด 3.50 ขึ้นไป ซึ่งเป้าหมายแบบนี้ก็ดีแต่ว่ามันมีปัจจัยอื่นๆที่เราไม่สามารถควบคุมได้ เช่น  วันสอบเราอาจจะป่วย หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้สอบให้เสียงฟังไม่ชัด  อาจารย์ไม่ชอบเรื่องที่เราเขียนโดยไม่มีเหตุผล หรือ ข้อสอบออกไม่ตรงกับที่เราอ่าน  ถ้าเราตั้งแต่outcome goals เราก็จะผิดหวังหมดกำลังใจได้ว่าเราพยายามแล้ว ทำไมไม่ต้องอย่างที่ตั้งเป้าไว้ ฉะนั้นจะให้ดี ลองตั้ง action goals ด้วย คือ เป้าหมายของการกระทำของเราเอง ซึ่งก็ใช้หลัก SMART ได้เหมือนกัน เช่น เพื่อเตรียมสอบ TOEFL ฉันจะทำแบบฝึกหัดวันละ 

September 2019

Done is better than perfect

By |2019-09-25T18:37:25+07:00September 25th, 2019|Categories: Food for Thoughts|Tags: , , , |

สิ่งหนึ่งที่ครูเรียนรู้ก็คือ Done is better than perfect ซึ่งแปลว่า ทำอะไรให้เสร็จดีกว่ารอให้perfectแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำ ซึ่งจริงๆก็ใช้ได้กับทุกเรื่องในชีวิตนะคะ แต่วันนี้ขอยกตัวอย่างเรื่องwriting ล่ะกัน ตอนเรียนปริญญาเอกเนี่ยมีงานเขียนเยอะมาก ปกติครูก็เป็นคนประเภทว่าเวลาทำอะไรก็อยากทำให้ดีเนาะ คือ ถ้าเราคิดว่าไม่ยังไม่ดีก็ไม่กล้าส่ง แต่ว่าพองานมันเยอะๆเข้าก็มัวแต่รอแก้มันก็ไม่ทัน ก็เครียดนะ รู้สึกว่าทำไม่ได้  ทำไม่ทัน รู้สึกว่าเราคงจะเรียนไม่ได้แน่ๆ แต่ก็ได้เรียนรู้จากอาจารย์จากเพื่อนๆด้วยกันว่า งานเขียนเนี่ยมันแก้ได้ตลอดแหละ ไม่ว่าจะแก้มาแล้วกี่สิบรอบ พอเอาไปให้อาจารย์อ่าน เขาก็ยังมีcommentมาอีกจนได้ เพราะว่า writing มันไม่เหมือนข้อสอบ มันไม่ได้มีคำตอบเดียว มันเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ฉะนั้นวิธีที่จะเอาตัวรอดได้ก็คือ ต้องยึดคถาที่ว่า Done is better than perfect คือ ก็แก้ให้ดีในระดับหนึ่ง ในระดับที่ good enough สำหรับเป้าหมายของโปรเจคนี้ เพราะว่า there is no such thing as perfection ความเพอร์เฟคมันไม่มีอยู่จริง ถ้ารอให้เพอร์เฟคมันก็ไม่เสร็จสักที จริงไหมคะ?

August 2019

I keep on making what I can’t do yet in order to learn to be able to do it.

By |2019-08-14T12:58:52+07:00August 14th, 2019|Categories: Food for Thoughts|Tags: , , , , , |

ความผิดพลาดอันนึงที่ครูม่อนทำก็คือ หยุดเรียนเพิ่มตอนที่ภาษาอังกฤษดีแล้วในระดับนึง ตอนนั้นก็คือตอนที่อยู่จุฬา คือตอนที่อยู่มอปลายตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษมาก พลิกจากห่วยเป็นเก่งเลย แต่พอเข้าจุฬาได้แล้ว ก็ไม่ค่อยได้เรียนเพิ่ม ก็เรียนหมอก็ยุ่งด้วย แต่จริงๆคือ รู้สึกว่าไม่รู้จะเรียนเพิ่มไปทำไหม เราก็สอบได้คะแนนดี อ่านหนังสือภาษาอังกฤษก็ได้แล้ว สื่อสารกับคนอื่นก็ได้แล้ว เลยไม่ค่อยได้สนใจเรียนอะไรที่มันยากขึ้นเท่าไหร่ คือ ก็ฝึกใช้เท่าที่รู้อยู่แล้ว แต่ไม่ได้พยายามทำอะไรที่ยังไม่เคยทำได้ เช่น อ่านacademic paper, เขียนนิยาย, academic writing อะไรพวกนี้ พอตอนเรียนฮาร์วาร์ดเลยรู้เลยว่ามีอะไรอีกเยอะที่เราต้องฝึก คือ ก็รู้นะว่าตอนนั้นwritingเรายังไม่ดีพอ แต่มันไม่รู้จะฝึกยังไง แล้วก็ท้อแท้ด้วย เพราะว่ามันยากอ่ะ แต่พอมามองย้อนกลับไปจากตอนนี้ ก็รู้นะคะว่าอะไรที่เรายังไม่เก่งมันก็ยากทั้งนั้นแหละ ที่สำคัญคือ Never give up พอไว้เป็นอุทาหรณ์นะคะว่าบางทีอะไรที่มันง่ายไปสำหรับเราแล้ว อาจจะถึงเวลาที่เราต้องก้าวหน้าไปอีกระดับหนึ่งแล้วเหรอเปล่า ทุกวันนี้ข้อมูล ตัวช่วยในการเรียนในการพัฒนาตัวเองนั้นมีเยอะ เรียนไว้ฝึกไว้เยอะๆค่ะ โดยเฉพาะภาษาเนี่ยเป็นอะไรที่ต้องใช้เวลา ถ้าเราคิดว่าเรามีเป้าหมายที่แน่นอน อยากจะไปเรียนไปทำงานเมืองนอกหรืออยู่ไทยแต่ทำงานที่ต้องใช้ภาษาเยอะๆ ฝึกไว้เลยค่ะ จำไว้ว่า ไม่ว่าคุณจะเก่งแค่ไหน ก็ยังเก่งได้ขึ้นอีกเสมอค่ะ  

May 2019

Life is not a race ชีวิตไม่ใช่การแข่งขัน

By |2019-05-07T05:31:48+07:00May 7th, 2019|Categories: Food for Thoughts|Tags: , , |

When you feel overwhelmed because there are so many things to do, So many expectations to meet. So many roles to fulfill.   Just pause. Live slowly. Not rushing from one point to the next. Life is not a race. It never is. It never will be.   Release judgments of yourself and others. You

April 2019

เก่งอังกฤษด้วยการตั้งเป้าหมายที่เราเชื่อว่าเราทำได้ (Set achievable goals)

By |2019-04-16T07:10:54+07:00April 16th, 2019|Categories: เทคนิคการเรียน, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , |

การเรียนภาษาอังกฤษนั้นเป็น a long game คือ เป็นสิ่งที่เราทำระยะยาว หวังผลในภายหน้ามากกว่าปัจจุบัน จริงอยู่ที่เราก็เรียนเพื่อให้สอบผ่าน แต่ผลจริงๆมันยังไม่เห็นในระยะสั้น ไม่ใช่วันนี้พรุ่งนี้จะเก่งได้เลย แต่พอเก่งแล้วมันได้ผล(pay off)จริงๆค่ะ ในเมื่อมันเป็นอะไรระยะยาว เราต้องหาวิธีทำให้ตัวเองมีกำลังใจเรียนต่อเนื่อง ไม่ใช่ว่าฟิตเรียนอยู่เดือนนึงแล้วเลิก มันก็ไม่เก่งใช่ไหมคะ? วิธีนึงก็คือ ตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้  (เป้าหมายที่เราเชื่อว่าเราทำได้) หรือ achievable คีย์เวิร์ด คือ เชื่อ นะคะ เช่น ถ้าเราอยากจะอ่านหนังสือภาษาอังกฤษให้ได้ เราจะตั้งเป้าหมายยังไง? ถ้าพื้นฐานเราคือยังไม่เคยอ่านหนังสือภาษาอังกฤษได้ทั้งเล่มเลย เคยอ่านแต่บทควาทที่เรียนในห้องเรียน หรือบนอินเตอร์เนต เราจะตั้งเป้าหมายยังไงไม่ให้หมดกำลังใจ? ถ้าเราตั้งเป้าหมายว่าอาทิตย์นี้จะอ่านให้ได้เล่มนึง  พอสองวันผ่านไปเราอ่านไปยังไม่จบหนึ่งบทเลย เราจะทำยังไงคะ? ก็เลิกอ่าน แน่นอนเลยใช่ไหม  (บางคนอาจจะมีกำลังมากหน่อย ก็อาจจะทำได้มากกว่าหนึ่งอาทิตย์ แต่พอถึงช่วงที่การบ้านเยอะ งานเยอะ เราก็มักจะเลิกอ่าน) เหตุผลหนึ่งที่เราเลิกก็เพราะเป้าหมายมันสูงไป เราไม่เชื่อว่าเราทำได้จริง คือปากก็บอกว่าอยากจะทำให้ได้ แต่ในใจคิดว่าทำไม่ได้หรอก สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ชมตัวเองค่ะ ชมตัวเองเพราะว่าเรายังอยากพัฒนาตัวเอง คนส่วนมากไม่แม้แต่จะคิดนะคะ ถัดมาก็ตั้งเป้าหมายที่เราเชื่อว่าเราทำได้ ในตัวอย่างนี้ก็อาจจะตั้งเป้าหมายว่าอ่านครึ่งหน้าต่อวัน บางคนอาจจะถามว่า

March 2018

เรียนภาษาเพื่อเข้าสังคม

By |2018-03-02T01:50:12+07:00March 2nd, 2018|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , |

ครูม่อนเคยเขียนเรื่องการตั้งเป้าหมายในการเรียนภาษาอังกฤษมาแล้ว  [ตั้งเป้าหมายอย่างไรให้มีกำลังใจเรียนภาษาอังกฤษ]   วันนี้มีอีกวิธีที่เราสามารถเอามาใช้ช่วยตั้งเป้าหมายได้ คือ social goal ซึ่งก็คือ ตั้งเรียนภาษาอังกฤษเพื่อการเข้าสังคม ซึ่งเป้าหมายแบบนี้ปกติคนเราก็ทำอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับภาษาอังกฤษก็ตาม แต่ครูม่อนต้องการเล่าให้ฟังเพราะว่าบางทีเราไม่เห็นว่าสิ่งที่เราทำอยู่แล้วนั้นมันมีประโยชน์กับการเรียนภาษาอังกฤษนะ หรือบางคนอยากจะทำแต่ไม่มีเวลาหรือคิดว่าไม่มีประโยชน์​ การเรียนภาษาที่สองนั้น เป้าหมายสำคัญก็คือการเข้าสังคม เพราะคนเราวิวัฒนาการมาเพื่อเข้าสังคม เป็นอย่างนั้นมาแต่ไหนแต่ไร มนุษย์เราอยู่รอดมาถึงทุกวันนี้ได้ก็เพราะเราช่วยเหลือกันในสังคม ฉะนั้นเวลาเรามีสังคมที่เรารู้สึกว่าเรา fit in จะทำให้เรามีความสุข แล้วมันเกี่ยวกับการเรียนภาษาอังกฤษยังไง? ถ้าเรามองการเรียนภาษาอังกฤษเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้เราเข้าสังคม มันเป็นการmotivateที่ดีมาก เวลาเราเริ่มเอาภาษาไปใช้ติดต่อสื่อสารกับคนอื่นได้ มันเป็น immediate feedback  ทำให้เราอยากเรียนมากขึ้น ต่างกับเวลาเราเรียนเพื่อสอบ กว่าจะได้ผลสอบก็นาน ไม่ได้ immediate feedback อาจจะทำให้ความอยากเรียนหายไปได้ แต่social goalไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะที่การไปเรียนหรืออยู่ต่างประเทศเท่านั้น อยู่เมืองไทยก็ทำได้ อาจจะเป็นคุยกันเรื่องเพลงฝรั่ง หนังหรือละครฝรั่ง,ออกความเห็นใน online forum ,เล่น online multiplayer game กับเพื่อนๆชาติอื่น เป็นต้น ยกตัวอย่างของครูม่อนเอง ตอนเรียนมอปลาย    ก่อนหน้านั้นครูม่อนไม่ชอบเรียนภาษาอังกฤษเลยไม่ค่อยได้ดูหนังละครฝรั่ง หรือฟังเพลงฝรั่งเท่าไหร่ พอมามอปลาย กลุ่มเพื่อนของครูม่อนชอบฟังเพลง