ครูม่อน

About ครูม่อน

This author has not yet filled in any details.
So far ครูม่อน has created 209 blog entries.

May 2019

สูตรการเขียน Introducing Common Views

By |2019-05-17T05:51:19+07:00May 17th, 2019|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , |

การเขียนเชิงวิชาการนั้นมักจะต้องการให้เราเริ่มต้นจากการพูดถึงความรู้ที่มีอยู่แล้วก่อน จากนั้นเราถึงจะพูดถึงความเห็นของเรา มี template หลายอันที่เรานำมาใช้ได้ค่ะ Many people assume that _______ . หลายๆคนเชื่อว่า _____ It is often said that ______ . เป็นที่พูดกันว่า  ____ Common sense seems to dictate that _____ . คอมมอนต์เซ้นส์เหมือนจะสรุปว่า _____ Conventional wisdom has it that ____ . ความรู้และปัญญาทั่วๆไปบอกว่า _______ แล้วตามด้วยความรู้ความเชื่อปัจจุบันเกี่ยวกับเรื่องที่เราจะเขียนถึง เริ่มจากการใช้  template ก่อน แล้วค่อยๆเปลี่ยนไปเรื่อยๆ พออ่านเยอะๆขึ้นเราก็จะสะสมpatternวิธีการเขียนได้มากขึ้น แล้วก็จะเขียนได้เองโดยไม่ต้องคอยใช้ template ค่ะ Q: การใช้ template ถือเป็นการ plagirism

แนะนำหนังสือน่าอ่านสำหรับ Mental Health Awareness Month

By |2019-05-15T05:01:50+07:00May 15th, 2019|Categories: Uncategorized, เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , |

การอ่านเป็นวิธีสร้าง English brain ได้ดีมาก ทำให้เราหัดคิดเป็นภาษาอังกฤษค่ะ พออ่านเยอะๆเราก็จะคิดเป็นภาษาอังกฤษเก่งขึ้นเรื่อยๆ เดือนพ.ค.เป็น Mental health awareness month ครูม่อนเลยขอโอกาสนี้มาแนะนำหนังสือที่เกี่ยว mental health นะคะ การอ่านหนังสือเป็นวิธีเรียนภาษาที่ดีมาก แม้แต่การอ่านนิยายก็ช่วยได้เยอะ ได้ทั้งความบันเทิง ภาษา และได้เรียนเกี่ยวกับสังคมด้วย ยิงปืนนัดเดียวได้นกอย่างน้อยสามตัวเลยทีเดียว 1. Eliza and Her Monsters by  Francesca Zappia “How can I want something so badly but become so paralyzed every time I think about taking it?” Synopsis from GoodReads: In the real world, Eliza

Life is not a race ชีวิตไม่ใช่การแข่งขัน

By |2019-05-07T05:31:48+07:00May 7th, 2019|Categories: Food for Thoughts|Tags: , , |

When you feel overwhelmed because there are so many things to do, So many expectations to meet. So many roles to fulfill.   Just pause. Live slowly. Not rushing from one point to the next. Life is not a race. It never is. It never will be.   Release judgments of yourself and others. You

ถ้าอาจารย์ใช้คำนี้ในเลคเชอร์ แต่ทำไมเราใช้ในงานเขียนไม่ได้ ?

By |2019-05-03T01:34:07+07:00May 3rd, 2019|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , |

ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าภาษาพูดกับเขียนนั้นต่างกัน ซึ่งอันนี้ก็จริงในacademia(ทางวิชาการ)ด้วยเหมือนกัน เวลาอยู่ในเลคเชอร์หรือสัมมนา เราอาจจะได้ยินอาจารย์ใช้คำที่ไม่เป็นทางการ เช่น stuffs, a bit, a bunch of  เป็นต้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเอาคำพวกนี้มาใช้ในงานเขียนได้นะคะ เวลาเขียนเราต้องใช้คำที่เป็นทางการอยู่ดีค่ะ คือไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษที่ใช้กันอยู่ทุกวัน หรือภาษาอังกฤษเชิงวิชาการก็มีแยกเป็น ภาษาพูดกับภาษาเขียน ดังนั้น ภาษาพูดทางวิชาการก็ยังมีความแตกต่างจากภาษาเขียนอยู่ดี ภาษาพูดทางวิชาการ โดยเฉพาะในห้องเรียนหรือการประชุมกลุ่มย่อยนั้น จะต่างกับภาษาเขียนตรงที่ 1. Loosely-structured (โครงสร้างหละหลวม) คือ เป็นภาษาพูดก็อาจจะวนไปวนมาบ้าง เป็นเรื่องปกติ ยกเว้นการพูดในวิชาการแบบเป็นทางการในการประชุมใหญ่ๆซึ่งคนพูดก็จะมีการเตรียมตัวมาดี ในกรณีนั้นก็จะมี structureที่ดีหน่อย 2. Assuming shared context and common background ภาษาพูดทุกแบบจะมีการ assume หรือทึกทักเอาว่าคนฟังมีbackgroundคล้ายๆคนพูด คือ ก็อยู่ที่เดียวกันคุยเรื่องเดียวกันก็จะมีการละเว้นคำ หรือประโยค โดยถือว่าคนฟังคงเข้าใจเพราะว่าคุยกันเอง แล้วก็ถ้าคนฟังไม่เข้าใจจริงๆก็สามารถถามได้ แต่เวลาเราเขียน เราต้องตระหนักไว้ว่าคนอ่านไม่รู้ว่าbackgroundหรือcontextเราเป็นแบบไหน และก็ไม่สามารถถามได้ทันทีถ้าอ่านแล้วไม่เข้าใจ ฉะนั้นคนเขียนต้องเขียนให้ละเอียดเพื่อให้คนอ่านเข้าใจชัดเจนค่ะ 3. No revision คือ เวลาพูดนั้น

April 2019

การใช้ phrasal verb ในการเขียนวิชาการ

By |2019-04-30T02:56:33+07:00April 30th, 2019|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , |

phrasal verb คือ วลีที่มี verb + คำชนิดอื่น (อาจจะเป็นadverb หรือ preposition) เช่น put up with, figure out, get rid of เป็นต้น แต่ใน academic writing จะไม่ค่อยนิยมใช้ phrasal verb  แต่จะไปใช้ single verb (verb ที่เป็นคำเดี่ยว)มากกว่า เช่น Put up with —> tolerate Figure out —> determine Get rid of —> eliminate ซึ่ง single verb เหล่านี้ หลายๆคนก็รู้จักอยู่แล้ว แต่บางทีเราไม่รู้ว่าควรจะเอามาใช้แทน phrasal verb หรือบางทีตอนที่เขียนหรือeditอยู่

ในการเขียนเชิงวิชาการ (academic writing) เราใช้การย่อ (abbreviation) อย่างไร?

By |2019-04-26T02:43:36+07:00April 26th, 2019|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , |

ในการเขียนเชิงวิชาการ (academic writing) เราใช้การย่อ (abbreviation) อย่างไร? Abbreviation คือ การย่อให้คำหรือวลี(phrase)สั้นลง ยกตัวอย่างเช่น Professor --> Prof.,  Doctor —> Dr. การย่อนั้นยังมีอีกสองแบบย่อยด้วยกัน Contraction หรือ การย่อ do—> don’t, cannot—>can’t, will not—>won’t ในกรณีไหนบ้างที่เหมาะกับการใช้contraction  ในการเขียนเชิงวิชาการ? คำตอบคือ ไม่มีค่ะ เขียนเชิงวิชาการถือเป็นการเขียนแบบทางการ เราจะไม่ใช้การย่อเลย ให้เขียนตัวเต็มให้หมด Acronyms  หรือ ตัวย่อที่เอาตัวอักษรแรกของหลายๆคำมาทำให้เป็นคำใหม่ เช่น ASEAN ย่อมาจาก Association of Southeast Asian Nations เราใช้acronymsในการเขียนเชิงวิชาการได้ไหม? คำตอบคือ ได้ค่ะ แต่มีข้อแนะนำคือ 1. เวลาที่เราจะเอ่ยถึงตัวย่อครั้งแรก เราจะต้องใช้ตัวเต็มแล้วใส่ตัวย่อไว้ในวงเล็บ เช่น ในessay เวลาเราพูดถึงASEAN ครั้งแรก ให้เราใช้เขียน

ภาษาวิชาการ Academic Writing: Formal VS Informal

By |2019-04-23T03:24:27+07:00April 23rd, 2019|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , , , |

อาทิตย์นี้ครูม่อนจะคุยเรื่อง academic writing style (เขียนเชิงวิชาการ) นะคะ ซึ่งอันนี้มันใช้ในการสอบต่างๆเช่น โทเฟล (TOEF) หรือ GRE ด้วย คือ ในการสอบวัดระดับภาษาสำหรับการเรียนต่อต่างๆ เรื่องหนึ่งก็คือ formal language คือ academic writing จะเป็นทางการกว่าภาษาพูด ซึ่งหลักการนี้ก็น่าจะรู้ๆกันอยู่แล้ว แต่อุปสรรคคือบางทีเราไม่รู้ว่าภาษาที่เราใช้อันไหนมันไม่เป็นทางการ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกตินะคะ เพราะว่าเราไม่ได้ใช้ภาษาวิชาการทุกวัน เราเรียนภาษาอังกฤษจากหนัง ทีวี เพลง หรือบทความทางอินเตอร์เนท มันก็ไม่แปลกที่เราจะไม่รู้ว่าแบบไหนที่ไม่เป็นทางการพอสำหรับacademic writing ลองดูตัวอย่างง่ายๆ Gonna -->  going to Kind of, sort of -->  rather, to some extent Really —> extremely, immensely, tremendously อันนี้ต้องแล้วแต่ความหมายที่เราตั้งใจจะใช้ตอนแรกด้วยเพราะว่า really  ใช้ได้หลายกรณี Get (something

สร้างความเป็นคนชอบเรียนภาษาอังกฤษ Build your English-learning identity

By |2019-04-19T05:16:36+07:00April 19th, 2019|Categories: เรียนภาษาอังกฤษ|Tags: , , , , , |

ถ้าอยากจะเก่งอังกฤษ ต้องสร้าง identity (ความเป็นตัวเรา) ว่าเราเป็นคนชอบเรียนภาษาอังกฤษ Identity เป็นคอนเซ็บที่ซับซ้อน แต่เอาง่ายๆในที่นี้ว่าหมายถึง ความเป็นตัวเรา นั่นเอง คนเราแต่ละคนมีidentityหลายอย่างหลายด้าน เช่น เป็นลูกที่ดี เป็นคนตรงเวลา เป็นคนชอบเที่ยว หรือแม้เป็นคนเกลียดเรียนภาษาอังกฤษ หรือเป็นคนชอบเรียนภาษาอังกฤษ แม้แต่ในเรื่องเรียนภาษาอังกฤษ เราก็ยังมีidentityละเอียดลงไปอีกได้ เช่น เป็นคนพูดอังกฤษเก่งแต่เขียนไม่เก่ง เป็นต้น คนที่จะเก่งภาษาอังกฤษมักจะมีidentityที่ชอบเรียนภาษาอังกฤษ identityจะเป็นตัวไกด์การกระทำ พอเราเชื่อว่าเราเป็นคนที่ชอบเรียนภาษาอังกฤษเราก็จะทำกิจกรรมที่เพิ่มทักษะภาษาอังกฤษโดยไม่รู้ตัว เช่น ว่างๆเราก็เลือกอ่านmagazineภาษาอังกฤษ หรือฟังTED talk ภาษาอังกฤษ เป็นต้น  พอการเรียนภาษาอังกฤษเป็นส่วนหนึ่งของidentityแล้ว เราไม่ต้องบังคับตัวเองมากเราก็จะอยากเรียน ทีนี้เราจะทำยังไงให้identityเราเป็นคนชอบเรียนภาษาอังกฤษล่ะ ทำกิจกรรมที่สอดคล้องกับidentityที่เราต้องการสร้าง ซึ่งในเรื่องของเราก็คือ การเรียนการฝึกภาษาอังกฤษนั่นเอง ทุกครั้งที่เราเลือกอ่านหนังสือหรือฟังเพลงภาษาอังกฤษ ก็เป็นการโหวตให้identityใหม่ ถ้าเราทำหลายๆครั้งก็โหวตหลายๆครั้ง เราไม่จำเป็นต้องเลือกทำกิจกรรมภาษาอังกฤษทุกครั้งที่มีโอกาส แค่ให้ได้โหวตมากกว่าไม่ทำก็พอ มันจะเป็นวงจรค่ะ ตั้งใจเลือกทำ --> โหวตให้ identity ใหม่  -->  identityใหม่แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ -->ได้ identity ใหม่ --> ทำกิจกรรมมากขึ้นเอง